Home » dell review

Review – Dell Latitude 7400 2-in-1 โน๊ตบุ๊ค Commercial พับจอได้มีปากกา แบต 16 ชั่วโมง ใส่ซิมใช้ 4G ได้

20 Mar 20 - By l

โน๊ตบุ๊คแบรนด์ Dell ฝั่ง Commercial เน้นใช้งานระดับมืออาชีพ ได้รับความน่าเชื่อถือมาอย่างยาวนานและเป็นที่นิยมในการใช้งานกับองค์กรและภาคธุรกิจอย่างมากมาย ทั้งมาตรฐานการบริการ Dell Pro Support และ On-site Service “บริการซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ” ถึง 3 ปีด้วยกัน (with Battery Service Support) ​มาพร้อมดีไซน์ที่เรียบๆ แต่แฝงความหรูหรา รวมถึงโดยทั่วไปแล้วคนมักจะมองว่าแบรนด์ Dell เป็นแบรนด์ระดับสูง เพราะผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในท้องตลาดนั้นอยู่ในเกรดที่สูงกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปนั่นเอง โดดเด่นเรื่องความแข็งแรงทนทาน ประสทิธิภาพ สเถียรภาพ และความปลอดภัยเป็นพิเศษ

โดยซีรีส์ Commercial แบ่งออกเป็น Vostro, Latitude, Precision, XPS สำหรับลูกค้าองค์กร ซึ่งบทความนี้จะเป็นรีวิวของ Dell Latitude 7400 2-in-1 ที่เป็น 2-in-1 Notebook หน้าจอ 14″ ความละเอียดหน้าจอก็เป็นระดับ Full HD พาเนล IPS รองรับการทัชสกรีนและปากกา Dell Active Pen พร้อมขอบหน้าจอบางเฉียบที่ดูหรูหรา ได้ขนาดตัวเครื่องที่บางเบาเล็กกระทัดรัด ซึ่งเครื่องที่ได้รับมารีวิวนี้เป็นเดโม สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-8665U ที่เป็นรุ่นพิเศษ แรมขนาด 8GB DDR3L พร้อม SSD ความจุ 128GB ใช้งาน Windows 10 Pro ได้ทันที ซึ่งจะแตกต่างจากรุ่นขายจริงอยู่หลายส่วน

NBS Verdict

Dell Latitude 7400 2-in-1 เหมาะกับคนที่ต้องการที่สุดของ 2-in-1 Notebook เพื่อสายงาน Commercial เน้นใช้งานระดับมืออาชีพในองค์กร ที่จัดได้ว่ามีความครบครันในการใช้งานหลายๆ ด้าน ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานทั้งในกลุ่มคนทำงานจริงจังที่เน้นเรื่องของภาพลักษณ์ อีกทั้งยังให้ความแข็งแรง ประสิทธิภาพ สเถียรภาพ และความปลอดภัยเป็นพิเศษด้วย IR Camera ได้ประสบการณ์ใช้งานที่สุดยอดเรื่องของหน้าจอที่สวยงามและทนทานด้วยกระจก Gorilla Glass 5 รวมถึงการพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ดในตัวเครื่อง สนับสนุนการนำเสนองาน ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้งานหลากหลายโหมด และรองรับปากกา Dell Premium Active Pen (PN579X) ไว้ขีดเขียนในตัว

ตัวเครื่องบางเบาลงไปอีกจากรุ่นก่อนๆ พร้อมทั้งเน้นพกพาใช้งานนนอกสถานที่ จากการที่แบตยาวนานกว่า 16 ชั่วโมง ได้สเปคภายในที่ครบครันเพียงพอต่อลักษณะงาน ด้วยชิปประมวลผล Intel Core i5-8265U / i7-8665U สถาปัตยกรรม Whiskey Lake ที่เทคโนโลยีการผลิตที่ 14 นาโนเมตร อีกทั้งได้แรมขนาด 8GB / 16GB พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ใช้งานทันที สุดท้ายกับบริการหลังการขายที่มั่นใจได้เลย จาก Dell Pro Support ที่บริการ 24/7 และ On-site Service “บริการซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ” ถึง 3 ปีด้วยกัน (with Battery Service Support) แม้ราคาจะสูงกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป แต่ก็ยอมจ่ายได้

จุดเด่น

  • เป็น 2-in-1 Notebook หน้าจอ 14″ แต่มีขนาดตัวเครื่องเล็กเทียบเท่ารุ่นหน้าจอ 13.3″
  • พาเนลหน้าจอ IPS มีคุณภาพสูง ขอบเขตสีกว้าง รองรับการทัชสกรีนและปากกา
  • ขอบจอบางพิเศษกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป เพิ่มความโดดเด่น ส่งผลให้มิติตัวเครื่องกระชับ
  • ตัวเครื่องมีความแข็งแรงทนทนหรูหราจากวัสดุโลหะที่มีการขึ้นรูปมาเป็นอย่างดี
  • สัมผัสการพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ดถือว่าดีเยี่ยมกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาทั่วไป
  • ประสิทธิภาพดีด้วยสเปกภายในที่เพียงพอต่อการใช้งานพื้นฐาน
  • พอร์ตการเชื่อมต่อมาตรฐาน Thunderbolt 3 จำนวน 2 พอร์ต
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 16 ชั่วโมง
  • มี Windows 10 แท้ และมีซอฟต์แวร์ต่างๆ พร้อมใช้งาน
  • มีช่องซิมการ์ดเพื่อใช้อินเตอร์เน็ต 4G LTE
  • มี Proximity-Sensor ไว้คอยตรวจจับการใช้งานของเรา
  • รองรับ Windows Hello ด้วย IR Camera
  • Dell Pro Support ประกันถึง 3 ปี มาพร้อม On Site Service และบริการอื่นๆ

ข้อสังเกตุ

  • เทียบสเปกเฉพาะ CPU / RAM / SSD มีราคาสูงกว่า 2-in-1 Notebook ทั่วไปพอสมควร
  • ยังเป็น Intel Core i Gen 8 ซึ่งเป็นปกติของโน๊ตบุ๊คCommercial ที่ใช้เวลา Optimize นานกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป
  • SSD ที่ให้มาความเร็วในการเขียนอ่านน้อยไปหน่อย แต่ก็เพียงพอต่อใช้งาน
  • ซื้อได้ผ่านทางร้านที่จำหน่ายโน๊ตบุ๊ค Dell ซีรีส์ Commercial เท่านั้น
  • เครื่องที่นำมาทดสอบเป็นเครื่องเดโม ไม่ใช่สเปกขายจริงแต่อย่างใด

Specification

สเปกภายในของตัว Dell Latitude 7400 2-in-1 จะคล้ายกับกลุ่ม 2-in-1 Notebook ระดับบน โดยมาพร้อมขนาดหน้าจอ 14″ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลคุณภาพสูงอย่าง IPS ซึ่งให้สีสันที่สวยสมจริง มุมมองกว้างถึง 170 องศา ใช้กระจกเป็น Gorilla Glass 5 ที่ทนทานหมดปัญหาเรื่องรอยขีดขวน รองรับการทัชสกรีนได้อย่างเต็มรูปแบบทั้งนิ้วมือและปากกา Dell Active Pen ซึ่งหลักๆ แล้วสเปกขายจริงแบ่งออกเป็น 2 รุ่นคือ Intel Core i5-8265U (Quad Core 1.6GHz, Turbo 3.9GHz, 6MB cache) และ Core i7-8665U (Quad Core 1.9GHz, Turbo 4.8GHz, 8MB cache) พร้อมรองรับ Intel vPro Technology ได้เป็นการ์ดจอออนชิปเหมือนกันก็คือ UHD Graphics 620 ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดีระดับหนึ่ง

ส่วนแรมก็ติดตั้งมาแบบออนบอร์ดด้วยขนาด 8GB / 16GB มาตรฐาน DDR3L ที่ Bus 2133MHz  ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานแน่นอน  สำหรับฮาร์ดดิสก์เป็น SSD M.2 NVMe ความเร็วสูงที่ความจุ 512GB ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Intel Dual Band Wireless AC 9560 (802.11ac) 2×2 พร้อม Bluetooth 5.0 ส่วนการเชื่อมต่ออื่นๆ ก็ครบครันไม่ว่าจะเป็น 2 x USB 3.1 Type-A (one with PowerShare), 2 x Thunderbolt 3 (USB TypeC), 1 x HDMI 1.4, 1 x uSD 4.0 Memory card reader และช่องซิมการ์ดเพื่อใช้อินเตอร์เน็ต 4G LTE รวมไปถึงมี Proximity-Sensor ไว้คอยตรวจจับการใช้งานของเราด้วย เพื่อประหยัดพลังงานนั่นเอง สำหรับน้ำหนักตัวเครื่องเบาเพียง 1.35 กิโลกรัมเท่านั้น

Dell Latitude 7400 2-in-1 มีอยู่ 2 ราคาด้วยกัน คือ 64,900 บาท และ 72,900 บาท (เป็นราคากลางที่ยังไม่ลด) พร้อมการรับประกัน 3 ปี แบบ Dell Pro Support และ On-Site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ตามมาตรฐานของ Dell ที่ระดับมืออาชีพมั่นใจ

Hardware / Design

การออกแบบโดยรวมของ Dell Latitude 7400 2-in-1 นั้นจะดูกระชับกว่าโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ อยู่พอสมควร เนื่องด้วยมีการใช้ตัวเครื่องขนาด 13.3″ เท่านั้น ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา ทางด้านแนวคิดด้านดีไซน์ตัวเครื่องนั้น Dell Latitude 7400 2-in-1 ยังคงมาพร้อมกับ Infinity Edge display เช่นเดิมแต่ที่เพิ่มเติมเข้ามาก็คือขนาดของขอบตัวเครื่องนั้นจะบางลงกว่าเดิมกว่า 25% ทำให้ผู้ใช้สามารถเห็นความแตกต่างจากโน๊ตบุ๊คทั่วๆ ไปอย่างชัดเจน ซึ่งโดยรวมแล้วมีความเล็กกระชับความเดิม ส่วนน้ำหนักก็เบามากๆ เพียง 1.35 กิโลกรัมเท่านั้น ตอบโจทย์การพกพาอย่างที่สุดทำให้มีความโดดเด่นมากๆ ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน

ส่วนของตัวเครื่องหลักๆ สีสันจะเป็นเงิน Silver เหมาะกับทั้งสาวๆ หรือหนุ่มๆ วัยทำงานยุคนี้ แล้วจะใช้เป็นอลูมิเนียมแม็กนีเซียมอัลลอยด์คุณภาพสูงตลอดทั้งตัวเครื่องเป็นส่วนประกอบ ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา โดยตัวเครื่องภายนอกทั้งฝาหลังและด้านล่างตัวเครื่องจะเป็นโลหะชั่นเยี่ยม ส่งผลให้เวลาที่เราเอามือมาวางจะรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เหนือชั้นกว่าวัสดุทั่วๆ ไป ส่วนด้านในก็เป็นอลูมิเนียมแม็กนีเซียมอัลลอยด์เช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าเวลาใช้งานวางมือลงไปนั้นมีมั่นคงไม่แพ้ด้านนอก ในการใช้งานจริงทำให้มั่นใจได้เลยเรื่องความทนทาน ตามสไตล์ Dell และยิ่งตอกย้ำกับรุ่นนี้ที่เป็น 2-in-1 Notebook ระดับสูง

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Dell Latitude 7400 2-in-1 ที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่ใส่ใจในรายละเอียดก็คือ มีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.35 กิโลกรัมอย่างที่กล่าวไปแล้ว ในส่วนของความบางเครื่องก็บางเพียง 8.53 – 14.89 มิลลิเมตรเท่านั้น บอกได้เลยว่าจะหาโน๊ตบุ๊คแบบนี้จากแบรนด์อื่นๆ ก็ยากซักหน่อย  ที่สำคัญอีกเรื่องก็คือบานพับก็เป็นโลหะเกรดสูงที่แข็งแรงทนทานไม่ต่างจากตัวเครื่อง คอยทำหน้าที่หมุนหน้าจอได้ถึง 360 องศา ไว้ใช้ Multi Mode ทำให้ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ

ส่วนการออกแบบมาอื่นๆ ที่น่าสนใจก็คงเป็นส่วนของโลโก้ Dell ฝาหลังที่สวยงามเป็นสีเงิน ส่วนตัวเครื่องด้านล่างก็จะมีคำว่า Inspiron ปั๊มเอาไว้ นอกจากนี้การออกแบบยางรองใต้เครื่องก็เรียกได้ว่าไม่เหมือนใคร โดยใช้เป็นแถบยางยาวขนานไปกับแนวยาวของตัวเครื่อง พร้อมกับมีช่องระบายอากาศอยู่เป็นแนวยาวอีก สำหรับ Dell Latitude 7400 2-in-1 ในการท่ายเทความร้อนออกไปจากช่องทางใต้หน้าจอ ทำให้สเปกแรงแบบนี้ก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ แม้จะมีพัดลมเพียงตัวเดียวก็สามารถจัดการความร้อนภายในได้เป็นอย่างดี

ที่สำคัญยังมีการในส่วนของเชื่อมต่อของ Dell Latitude 7400 2-in-1  ก็รองรับเพราะมีพอร์ตการเชื่อมต่อที่ครบครัน อีกทั้งเหนือชั้นกว่ากับการใช้อินเตอร์เน็ต 4G LTE ผ่านทางซิมการ์ด เรียกได้ว่าเรื่องของดีไซน์นั้นตอบโจทย์กับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ เครื่องเดียวจบแน่นอน ทำให้ไม่ว่าเราจะเอาไปทำงานระดับองค์กรมืออาชีพที่ต้องการความแม่นยำไว้ใจได้ หรือเพื่อความบันเทิงส่วนตัว ก็ตอบสนองไลฟ์สไตล์ได้หมด ด้วยสเปคภายในที่ครบครัน แม้ว่าตัวเครื่องจะบางเบาแล้ว แถมยังมีการรับประกันถึง 3 ปีอีกด้วย แบบ On-site Service คือมารับมาส่งถึงบ้านเลย นอกจากนี้ยังมี Call Center ช่วยบริการตลอด 24 ชั่วโมงด้วย

Keyboard / Touchpad

ส่วนของคีย์บอร์ดนั้น Dell Latitude 7400 2-in-1 มาตรฐานเป็นคีย์บอร์ด 4 แถวขนาด Full Size ตัวปุ่มเป็นพลาสติกสีดำสกรีนตัวอักษรสีขาว มีการออกแบบมาให้ปุ่มมีเด้งรับกับนิ้วมือได้เยี่ยมยอดจากระยะที่ลึก ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น ตอบสนองได้เป็นอย่างดีเยี่ยม ก็ถือว่าดีมากๆ เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คปกติทั่วไป ช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด สมกับเป็นสาย Commercial ในส่วนของไฟ LED Backlit ก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียวทั้งในที่มืดๆ หรือแสงน้อย ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะอยู่แยกออกไปอยู่ที่มุมขวาบน ซึ่งข้อดีก็คือมั่นใจได้ว่าจะไม่ไปเผลอกดระหว่างการใช้งานแน่นอน พร้อมมีไฟส่องสว่างให้เห็นสถานะ

ทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบไม่มีปุ่มแยกออกมาเช่นเดียวกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี โดยมีการจับความเคลื่อนไหวว่าผู้ใช้กำลังพิมพ์ข้อความอยู่หรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้เคอร์เซอร์ไม่เลื่อนไปจากตำแหน่งเก่า ถ้าผู้ใช้เผลอนำมือไปโดนทัชแพดเข้า

Screen / Speaker

Dell Latitude 7400 2-in-1 ได้ติดตั้งหน้าจอขนาด 14″ ทัชสกรีนได้ 10 จุดพร้อมกัน สัดส่วน 16:9 ตามมาตรฐาน ที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD เทคโนโลยี Truelife ให้สีสันที่สวยงามสมจริงเมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบชัดเจน โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก เรียกได้ว่ากำลังพอดีทีเดียว ประกอบหกับด้วยความที่ดีไซน์หน้าจอบางทั้ง 4 ด้านส่งผลให้ประสบการณ์การใช้งานที่ค่อนข้างน่าประทับใจทีเดียว

โดดเด่นด้วยกระจกแบบ Gorilla Glass 5 ที่แข็งแรงทนทานลดแสงสะท้อน พร้อมรองรับปากกา Dell Premium Active Pen (PN579X) รองรับเทคโนโลยี Wacom AES 2.0 technology ที่แรงกด 4096 ระดับ ให้ความรู้สึกดีเยี่ยมกว่าปากกาสไตลัสทั่วไป ไว้เขียนไว้จดหรือวาดรูปก็ทำได้ อีกทั้งมีการใส่ยางขอบจอมาตลอดแนวของจอเลย ต่างจากโน๊ตบุ๊คอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งยางนี้จะมีประโยชน์ก็ในการซับแรงกระแทกที่เกิดในเวลาที่จอพับอยู่ได้

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ Dell Latitude 7400 2-in-1 ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite ได้ค่ามาตรฐานขอบเขตสี sRGB ที่ระดับ 94% และ AdobeRGB ที่ 72% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับมืออาชีพแบบสุดๆ เรื่องของการนำไปใช้งานด้านสีที่เน้นความแม่นยำก็ตอบโจทย์อย่างสุดๆ ด้วยมาตรฐานของพาเนล IPS ระดับสูง พร้อมได้ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้อยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานทั่วไป เหมาะกับเอาไปทำงานนอกสถานที่หรือนำเสนองาน หรือผู้ที่ใช้งานด้านตกแต่งภาพที่ต้องการความเที่ยงตรงของสีเป็นหลัก

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องแถวกลางทางซ้ายของหน้าจอมีค่า 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับช่องกลางแถวบนลดลงไประดับ 12% ทำให้ต้องใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนนรวม 4.5 คะแนนถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากๆ

ลำโพงสเตอริโอเทคโนโลยี Waves MaxxAudio Pro ที่อยู่บริเวณขอบตัวเครื่องด้านข้างทั้งซ้ายและขวาลักษณะยิงลงพื้น ให้เสียงที่ค่อนข้างดี แยกรายละเอียดได้ในระดับที่ดีน่าประทับใจ ถือได้ว่ามีเสียงดังชัดเจนออกแนวใสๆ เน้นไปโทนกลางเป็นหลักตามสไลต์ลำโพงจากโน๊ตบุ๊คทั่วไป คุณภาพเสียงที่ได้นั้น ก็ถือว่าดีเพียงพอแบบสบายๆ แล้ว ส่วนใครจะเอาไปต่อกับหูฟังหรือลำโพงเพิ่ม ก็สามารถทำได้หากว่าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก

Connector / Thin And Weight

Dell Latitude 7400 2-in-1 มีมาตรฐานพอร์ตต่างๆ เหนือชั้นกว่ากลุ่ม 2-in-1 Notebook ทั่วไป โดดเด่นด้วย Thunderbolt 3 (USB-C) สุดล้ำ ถ่ายโอนไฟล์ได้ไว พร้อมต่อจอความละเอียดสูงได้ และชาร์จแบตเตอรี่ได้ในตัว (ชาร์จด้วย Power Bank ที่รองรับ PD ก็ได้) ซึ่งมีมาให้ 2 พอร์ต รวมไปถึงยังมีพอร์ตมาตรฐาน HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก USB 3.1 Type-A จำนวน 2 พอร์ตที่มาพร้อมฟีเจอร์ Sleep Charge ไว้สำหรับการเชื่อมต่อกับแฟลชไดร์ฟหรือฮาร์ดดิสก์ภายนอกไว้ถ่ายโอนข้อมูล รวมไปถึงชาร์จสมาร์ทโฟน แน่นอนว่ายังมีช่องเชื่อมต่อไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร ที่สำคัญคือมีช่องใส่ซิมการ์ดเพื่อใช้อินเตอร์เน็ต 4G LTE ด้วย

น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.35 กิโลกรัม และเมื่อรวมกับอแดปเตอร์ที่ชาร์จ (USB-C) เข้าไปด้วย ก็จะมีหนักราวๆ กิโลกรัมกว่าๆ เท่านั้น ก็จัดว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลย แม้ปัจจุบันโน๊ตบุ๊ค 14″ จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1 กิโลกรัมขึ้นไปอยู่แล้ว แต่รุ่นนี้เป็น 2-in-1 Notebook แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะออฟฟิศในองค์กร หรือร้านกาแฟตอนที่ไปพบกับลูกค้า

Using Experience

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า Dell Latitude 7400 2-in-1 ตอบสนองได้อย่างหลากหลายจากการที่เป็น 2-in-1 Notebook พร้อมปากกา Dell Premium Active Pen (PN579X)ที่รองรับแรงกดถึง 4096 ระดับ ซึ่งถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี พร้อมฟีเจอร์การพับใช้งานถึง 4 รูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet ที่ทีมงานของเรานั้นนำไปใช้งานอะไรบ้าง และรูปลักษณ์เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดต่างๆ นั้น จะมีลักษณะเป็นอย่างไร

Notebook Mode เป็นรูปแบบธรรมดาทั่วไปเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปกติ เน้นสำหรับการใช้งานทั่วไป เล่นอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงงานเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้คีย์บอร์ดและทัชแพดในการควบคุมเหมือนโน๊ตบุ๊คปกติ

Stand Mode เน้นใช้งานที่ระบบจอสัมผัสของตัวเครื่องอย่างเดียวและวางไว้บนพื้นที่ราบ โดยรูปแบบการใช้งานนี้จะเน้นไปทางการใช้งานแอพพลิเคชั่นของ Windows เอง หรือเน้นไปทางการดู Youtube หรือชมภาพยนตร์เป็นหลัก พร้อมรองรับการทำงานแบบมัลติทัชได้พร้อมกันมากสุดที่ 10 จุดพร้อมกัน

Tent Mode ค่อนข้างจะคล้ายกับ Stand Mode ก่อนหน้านี้ แต่จะอยู่ในรูปทรงตั้งเครื่องเอาไว้เป็นลักษณะสามเหลี่ยม ใช้ในการวิวดูข้อมูลการแสดงผลหน้าจอเป็นหลัก อีกทั้งยังสามารถจับพาดหรือเกาะกับสิ่งของรอบๆ ได้

Tablet Mode ด้วยการพับหน้าจอกลับแบบ 360 องศา จนฝาหลังและฐานใต้เครื่องมาติดกัน เราก็จะได้แท็บเล็ตที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเรามีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการเอาไว้เล่นเกมหรือดู E-Book อย่างที่แท็บเล็ตอื่นๆ ทั่วไปในตลาดสามารถทำได้

อย่างไรก็ตามสำหรับ Dell Latitude 7400 2-in-1 ก็ต้องบอกว่าวางใจได้เลยเรื่องความทนทาน เพราะมีการออกแบบบานพับใหม่ที่สามารถเปิดปิดหรือปรับระดับได้อย่างลื่นไหลได้เหมือนใหม่ทุกครั้ง บานพับนี้ยังผ่านบททดสอบสุดทรหดด้วยการเปิดปิดกว่าหมื่นๆ ครั้ง และการหมุนรอบ 360 องศาอย่างต่อเนื่อง รับประกันเรื่องความทนทานต่อการสึกหรอเมื่อใช้งานจริงๆ ได้เลย

จัดว่าเป็น 2-in-1 Notebook พกพาสะดวกระดับสูง ที่มีความสามารถครบครันทั้งในเรื่องของการทำงานที่หลากหลายร่วมกับโปรแกรมบนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ส่วนสเปกก็ถือว่าแรงพอตัวด้วยชิประมวลผลประหยัดพลังงานอย่าง Intel Core i Gen 8 ซึ่งใช้งานได้อย่างลื่นไหล ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการทำงานทั่วไปอย่างงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ชมภาพยนตร์ ฟังเพลง หรือเล่นเกมเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถเลือก Dell Latitude 7400 2-in-1 เป็นหนึ่งใน 2-in-1 Notebook ที่จะตัดสินใจได้เลย

Performance / Software

  

Dell Latitude 7400 2-in-1 เครื่องรีวิวนี้มาพร้อมกับชิปประมวลผลจาก Core i7-8665U ซึ่งเป็นชิปประมวลผลใช้พลังงานไฟต่ำมาก มีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 1.90 GHz แต่สามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้สูงสุดถึง 4.80 GHz เป็นซีพียูแบบ 4 Core 8 Threads ที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลหนักก็รองรับได้อย่างสบายๆ เรื่องประหยัดพลังงานนั้นไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน พร้อมรองรับ Intel vPro Technology เพื่องานระดับองค์กร มาพร้อมแรมภายในขนาด 8GB DDR3L ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้แบบสบาย

ด้านของการ์ดจอเป็นแบบออนชิปบน Intel Core i Gen 8 อยู่แล้ว ซึ่งการ์ดจอออนบอร์ดจะเป็น Intel UHD Graphic 620 สำหรับประมวลผลทั่วไปเช่นดูหนังหรือฟังเพลง รองรับการประมวลผลกราฟิกระดับ 3 มิติไม่หนักมาก ไม่ว่าจะตัดต่อหนังหรือจะเล่นเกมก็ถือว่าตอบสนองการทำงานได้ดีทีเดียว แม้อาจจะไม่แรงมากเทียบเท่าพวกการ์ดจอแยก แต่ก็พอเพียงกับการใช้งานเล่นเกมประเภทออนไลน์ได้ รวมไปถึงทำงานประมวลผล 3 มิติที่ไม่กินทรัพยากรเกินไปก็พอได้อยู่

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U รุ่นปัจจุบันก็ทำได้ดีใกล้เคียงกัน รวมไปถึงตัวกราฟิกการ์ดเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก ส่วนงานพื้นฐานทั่วไปอย่างงานเอกสารต่างๆ ค้นหาข้อมูลอินเตอร์เน็ตก็รองรับได้อย่างลื่นไหลอยู่แล้ว

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD M.2 NVMe ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็น่าจะดีได้กว่านี้ กับขนาดความจุ 128GB แน่นอนว่าเร็วกว่า HDD 2.5″ SATA 3 แบบทั่วไป ซึ่งถ้าเทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 1238 MB/s และเขียนที่ 552 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานน้อยไปหน่อย ถ้าเทียบกับราคาค่าตัว อย่างไรก็ตามเข้าใจว่าเป็นเครื่องเดโม ฉะนั้นแล้วสเปกขายจริงต้องดีกว่านี้แน่นอน

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 3,969 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ  จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 8 ที่แรงกว่ารุ่นทั่วไป อีกทั้งมีการ Optimize มาเป็นอย่างดีจากทาง Dell ทำให้มีคะแนนใกล้เคียงกับโน๊ตบุ๊คในสเปก Intel Core i Gen 10 ก็ว่าได้

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของ Dell Latitude 7400 2-in-1 ก็คือมาพร้อมซอฟต์แวร์บันเดิลอย่าง My Dell โดยเป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราดูแลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โปรแกรมนี้ยังระบุข้อมูลที่สำคัญสำหรับแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งนั่นหมายรวมไปถึงการอัพเดทไดร์เวอร์ต่างๆ และ Windows ด้วย จัดได้ว่าดีและใช้งานได้จริง

รวมไปถึงในส่วนของ Dell Latitude 7400 2-in-1 ยังมีซอฟต์แวร์ Dell Power Manager ที่คอยเป็นตัวช่วยในการจัดการพลังงาน การชาร์จไฟ สถานะแบตเตอรี่ รวมไปถึงระบบระบายความร้อน ที่เราสามารถเลือกการจัดการได้ ว่าจะใช้งานทั่วไป อัตโนมัติ หรือเร่งรอบพัดลม เพื่อให้ระบายความร้อนได้สูงสุด ตามแต่ลักษณะการใช้งานของเรา

ปิดท้ายด้วย Dell Mobile Connect ซอฟต์แวร์ที่คอยเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องแยกการใช้งานระหว่างพีซีและสมาร์ทโฟน  โดยเชื่อมต่อกันผ่านสัญญาณ Bluetooth ซึ่งทำให้การแจ้งเตือนต่างๆ ข้อมความ เบอร์โทร รวมไปถึงการโทรศัพท์ติดต่อ สามารถทำผ่านโน๊ตบุ๊คของ Dell ได้เลย สำหรับ Dell Latitude 7400 2-in-1 ก็มีซอฟต์แวร์ตัวนี้ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน เรียกได้ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปากทีเดีย

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ Dell Latitude 7400 2-in-1 เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีขนาด 3,200 mAh ทำงานต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 – 16 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) และคาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน อีกทั้งมีฟีเจอร์ Dell ExpressCharge ชาร์จแบตเตอรี่จาก 0% – 80% ใช้เวลา 1 ชั่วโมงเท่านั้นเอง  ส่วนช่องระบายความร้อนของ Dell Latitude 7400 2-in-1 จะอยู่ด้านบนบริเวณข้อพับจอ โดยออกแบบให้อยู่ด้านหลังของจอ ทำให้ไม่มีอะไรมาบังทิศทางลมแน่นอน

อุณหภูมิปกติของเครื่องจะอยู่ที่ 35 – 40 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าเครื่องจะร้อนที่สุดที่ 85 องศาเซลเซียสเ นับว่าระบบระบายความร้อนของ Dell Latitude 7400 2-in-1 เครื่องนี้ทำออกมาได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องอื่นๆ ที่เคยทำการรีวิวมาพอควร เพราะความร้อนทั่วไปจะอยู่ที่เพียง 50 องศาเซลเซียส นับว่า Dell Latitude 7400 2-in-1 เครื่องนี้จัดการระบบระบายความร้อนออกมาได้ดีมากทีเดียว ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะชุดระบายความร้อนจาก Dell ที่ดี และชิปประมวลผล Intel ที่สามารถปรับอัตราการกินไฟได้ดีเยี่ยม แน่นอนว่าจากการที่รุ่นนี้ไม่มีการ์ดจอแยกก็มีผลเช่นกัน

Conclusion / Award

เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับ 2-in-1 Notebook ระดับมืออาชีพอีกหนึ่งรุ่นที่หลายๆ คนซึ่งทำงานในองค์กรให้ความสนใจ อย่าง Dell Latitude 7400 2-in-1 ที่ต่อยอดความสำเร็จตระกูล Latitude 7000 Series ได้เป็นอย่างดี เพราะมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ รวมไปถึงประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน ที่แม้ว่าอาจจะข้อสังเกตุในเรื่องของราคาค่าตัวที่สูงซักหน่อย (เมื่อเทียบกับสเปกที่ใกล้เคียงกัน) โดยสนนเริ่มต้นที่ 64,900 บาท สำหรับรุ่น Core i5 ส่วนรุ่น Core i7 ก็สนนราคาที่ 72,900 บาท แต่ถ้าเทียบกับการใช้งานจริงๆ ก็ถือว่าสมราคา

ซึ่งสเปกอื่นๆ ในส่วนของ Core i7 จะได้เป็นแรมขนาด 16GB โดยส่วนตัวแล้วแนะนำว่าถ้างบถึงตัว Core i7 ก็จัดรุ่นนี้จะดีกว่า เพราะเราไม่สามารถที่จะอัพเกรดแรมได้ภายหลัง เพราะเป็นแบบฝังบอร์ดมา ยังไงลองไปหาราคาส่วนลดกับตัวแทนจำหน่ายก็น่าจะทำให้ตัดสินใจซื้อสเปก Core i7 ง่ายขึ้นด้วย (อัพเดทราคามาเหลือ 65,000 บาทโดยประมาณ) ซึ่งย้ำกันอีกครั้งสำหรับ Core i7-8665U (Quad Core 1.9GHz, Turbo 4.8GHz, 8MB cache) พร้อมรองรับ Intel vPro Technology  ที่ให้ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย สะดวกต่อการควบคุมจัดการ เสถียรภาพ เหนือชั้นกว่าชิปประมวลผลทั่วไปในตลาดด้วย

หน้าจอสวยสุดคุณภาพดีสุดๆ ด้วย IPS ความละเอียดเนียนๆ ที่ Full HDค่า sRGB ที่ 94% มีปากกาที่ดีที่สุดอย่าง Dell Premium Active Pen (PN579X) รองรับเทคโนโลยี Wacom AES 2.0 technology สำหรับการเป็นโน๊ตบุ๊คระดับสูง โดยมีการรับประกันถึง 3 ปี แบบ On-site Service คือมารับมาส่งถึงบ้านหรือที่ทำงานเลย นอกจากนี้ยังมี Call Center ช่วยบริการตลอด 24 ชั่วโมงด้วย เอาเป็นว่าใครกำลังมองหา 2-in-1 Notebook ที่เชื่อมั่นไว้ใจได้ ตอบสนองความต้องการพร้อมเน้นประสบการณ์ใช้งานที่เหนือระดับโดยไม่กังวลในเรื่องของราคาค่าตัวเมื่อเทียบกับสเปกความแรงล่ะก็ Dell Latitude 7400 2-in-1 น่าจะตอบโจทย์การใช้งานได้เป็นอย่างดีทีเดียวครับ

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง Dell Latitude 7400 2-in-1  ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Inspiron มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน Dell Latitude 7400 2-in-1 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังได้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ จากการที่ Dell Latitude เป็นหนึ่งในโน๊ตบุ๊คที่นิยมในการใช้งานกับองค์กรและภาคธุรกิจ แถมยังบางเบาสุดๆ ด้วย ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับกันอยู่ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว

Best Mobility

ส่วนของความสามารถในการพกพา Dell Latitude 7400 2-in-1  ก็ยังคงอยู่ในระดับที่ดีตามสไตล์ของโน้ตบุ๊ตที่เน้นความบางเบา ทั้งในความบางเพียง 8.53 – 14.89 มิลลิเมตรเท่านั้น  และน้ำหนักเบา 1.35 กิโลกรัม ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจับถือมากนัก สามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก พกพาสะดวก รวมน้ำหนักแล้วยังไม่ถึง 1.8 กิโลกรัม เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ รองรับการเชื่อมต่อครบครัน ชาร์จผ่าน Power Bank ได้ ที่สำคัญที่สุดยังมีช่องซิมการ์ดเพื่อใช้อินเตอร์เน็ต 4G LTE

Best Performance

ด้วยสเปก Dell Latitude 7400 2-in-1 ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 8 รุ่นพิเศษ อย่าง Intel Core i7-8665U (Quad Core 1.9GHz, Turbo 4.8GHz, 8MB cache) พร้อมรองรับ Intel vPro Technology เพื่องานระดับองค์กรโดยเฉพาะ มาพร้อมกับแรมขนาด 16GB รวมไปถึง SSD ความเร็วสูง NVMe ความจุ 512GB ก็ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของตัวเครื่องนี้มีความน่าประทับใจ ทั้งจากในการใช้ทำงานจริงๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในสเปกโน๊ตบุ๊คเครื่องอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน ผลคะแนนที่ออกมานั้นทำได้อยู่ในช่วงเดียวกัน หรือบางจุดก็มากกว่าด้วย

Best Battery Life

แม้ว่าในตัวของ Dell Latitude 7400 2-in-1 จะอัดแน่นไปด้วยสเปกหรือเทคโนโลยีต่างๆ แต่ในเรื่องของการใช้งานของแบตเตอรี่ก็ถือว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉลี่ยแล้วถ้าใช้งานทั่วไปจะอยู่ได้นานถึงประมาณ 15 – 16 ชั่วโมงด้วยกัน ส่งผลให้ได้รางวัล Best Battery Life ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นผลมาจากการที่ Dell ได้ใส่แบตเตอรี่คุณภาพสูง และชิปประมวลผลก็ประหยัดพลังงาน อีกทั้งระบบปฏิบัติการซอฟต์แวร์และ Windows 10 ก็เป็นตัวช่วยจัดการพลังงานได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Dell ExpressCharge ชาร์จแบตเตอรี่จาก 0% – 80% ใช้เวลา 1 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

 


© Copyright - Notebookspec.com All Rights