Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

CONTENT

7 ข้อคิดก่อนซื้อจอทีวีมาใช้เป็นจอคอม ต้องดูอะไรบ้าง สีสัน ความคมชัด รีเฟรชเรต OLED, QLED 2024

7 ข้อคิดก่อนซื้อจอทีวีมาใช้เป็นจอคอม ดูหนัง เล่นเกม ทำงานคุ้มมั้ย ความคมชัด สีสัน ราคา 2024

จอทีวี

ด้วยคุณสมบัติของจอทีวีในปัจจุบันที่พัฒนาในหลาย ๆ จุดขึ้นมาก เช่น ประสิทธิภาพในการแสดงสีสัน มุมมองความกว้างของภาพ รีเฟรชเรต ในขณะเดียวกันก็มีทีวีที่ขนาดหน้าจอไม่ใหญ่มากนัก แต่เน้นคุณภาพของภาพมากขึ้น จึงทำให้หลายท่านอยากจะซื้อทีวีมาใช้แทนจอคอมไปเลย เผื่อไว้ใช้ทั้งทำงาน ดูหนังและเล่นเกม ในบทความนี้จะเป็นข้อควรพิจารณา 7 ข้อก่อนจะซื้อทีวีมาใช้เป็นจอคอม ว่าควรต้องดูเรื่องอะไรก่อนบ้าง เพราะถึงแม้จะใช้แสดงภาพได้เหมือนกัน แต่ก็มีบางจุดที่ต้องชั่งใจอยู่ดี


เลือกจอทีวีแทนจอคอมดีมั้ย ต้องดูสิ่งใดบ้าง?


1.ขนาดหน้าจอ

ฝั่งของจอคอมของใหม่มือหนึ่งที่มีให้ซื้อในปัจจุบันจะเริ่มที่ 19” ขึ้นไป ส่วนขนาดยอดนิยมก็จะเป็น 21” 23” และ 30 กว่านิ้ว ซึ่งเป็นขนาดหน้าจอที่สามารถใช้งานบนโต๊ะได้สะดวก ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องนั่งห่างจากจอมากนัก หรือจะใช้แบบหลายจอวางประกบกันก็จัดโต๊ะได้ง่าย

Advertisement
จอทีวี

ในขณะที่จอทีวี ขนาดเล็กสุดที่หาซื้อได้ง่ายหน่อยก็จะเริ่มที่ 32” ส่วนกลุ่มของทีวีที่สเปคดีหน่อยก็จะขึ้นไปที่ระดับขั้นต่ำ 42” แน่นอนว่าภาพที่ได้จากจอก็จะใหญ่เต็มตากว่า แต่สิ่งที่ตามมาก็คือผู้ใช้จะต้องนั่งห่างจากจอออกมามาก เพื่อให้สามารถมองภาพทั้งจอได้โดยไม่ต้องขยับคอและกวาดสายตามากนัก นอกจากนี้ยังควรติดตั้งทีวีโดยใช้แขนจับจอที่ติดเข้ากับหลังจอผ่าน VESA mount เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับตำแหน่ง ปรับมุมก้มเงยของจอทีวีขณะใช้งาน

หากต้องการซื้อทีวีมาใช้แทนจอคอม จึงจะต้องพิจารณาร่วมกันทั้งขนาดหน้าจอที่ต้องการและพื้นที่จัดวางและติดตั้งด้วย เพื่อจะได้ทั้งความสะดวกในการใช้งาน ความสวยงาม และสุขภาพของผู้ใช้งานในระยะยาว


2.ความละเอียดหน้าจอ

จุดที่ต้องให้ความสำคัญเพราะมีผลกับภาพไม่แพ้กันก็คือเรื่องความละเอียดหน้าจอ ซึ่งจะสัมพันธ์กับขนาดหน้าจอด้วย อย่างถ้าจอทีวีขนาด 42” ความละเอียดระดับ 1080p ในขณะที่จอคอมขนาด 27” 1080p แม้ทั้งสองจอนี้จะมีความละเอียดภาพอันหมายถึงจำนวนพิกเซลเท่ากันที่ 1920×1080 = 2,073,600 เม็ดพิกเซลก็ตาม แต่ด้วยพื้นที่การแสดงผลที่ต่างกัน ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณความหนาแน่นของพิกเซลบนแต่ละจอจะได้เป็นดังนี้

จอทีวี
  • ทีวี 42” จะมีความหนาแน่นพิกเซลเท่ากับ 52.45 PPI
  • จอคอม 27” จะมีความหนาแน่นพิกเซลเท่ากับ 81.59 PPI

ค่าความหนาแน่นพิกเซลจะส่งผลถึงความเนียนของภาพบนจอ ยิ่งมีค่ามากก็เท่ากับเม็ดพิกเซลจะมีขนาดเล็ก มีจำนวนมากและอัดแน่นกว่าในพื้นที่ 1 ตารางนิ้ว ส่งผลให้ภาพที่แสดงบนจอดูเนียนจนมองเห็นเม็ดพิกเซลได้ยาก นอกจากนี้ยังสัมพันธ์กับระยะห่างจากหน้าจอที่จะทำให้ได้ภาพจากจอที่สวยด้วย เช่นหากถ้าใช้ทีวี 42” ความละเอียดระดับ 1080p หากนั่งมองใกล้ ๆ แบบในระยะจอคอม เราอาจจะมองเห็นเม็ดพิกเซลบนจอได้ชัดเจนมาก ทำให้ภาพดูแตก ๆ ไม่สวยเหมือนกับจอมือถือส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ซึ่งวิธีแก้ปัญหาก็คือต้องเพิ่มระยะห่างระหว่างสายตากับหน้าจอออกมา

ส่วนถ้าให้เทียบกันแบบง่าย ๆ หากอยากได้ทีวีที่มีค่าความหนาแน่นพิกเซลไม่น้อยกว่าของจอคอมขนาด 27” 1080p ก็จะต้องเลือกซื้อทีวี 4K ขนาด 55” หรือเล็กกว่าลงมา ดังนั้นถ้าหากต้องการทีวีที่ภาพเนียนตา สามารถนั่งใช้งานใกล้ ๆ ได้สบาย ก็แนะนำว่าควรเลือกที่ความละเอียดระดับ 4K ขึ้นไปไว้ก่อน จากนั้นค่อยว่ากันเรื่องขนาดอีกที ซึ่งก็จะย้อนกลับไปที่ข้อแรกครับ ว่าพื้นที่เรามีขนาดไหน สามารถนั่งได้ห่างหรือใกล้สุดเท่าไหร่


3.ค่า Input Lag

เป็นสิ่งที่สายเกมเมอร์ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการเล่นเกมที่ภาพบนจอจะต้องตอบสนองตามการควบคุมได้แบบเร็วที่สุด เช่นเกมแนวต่อสู้อย่างพวก Tekken รวมถึงเกม FPS เกมแนวยิง เกมแอคชันที่ต้องตอบสนองกับสิ่งที่อยู่บนจออย่างรวดเร็ว ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลถึงสถานการณ์ในเกมได้เลย

ซึ่งสิ่งที่มีผลก็คือค่า input lag ของจอ ที่จะเป็นระยะเวลาซึ่งจอจะแสดงภาพออกมาตามการควบคุม เช่น ผู้ใช้เลื่อนเมาส์ไปทางขวา ผ่านไป 5 มิลลิวินาที (ms) ตัวเคอร์เซอร์ถึงจะขยับไปทางขวาตามคำสั่ง แน่นอนว่าตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งดี อย่างในกลุ่มของจอทีวีมักจะอยู่ที่ราว ๆ 20-30 ms ส่วนจอคอมมักจะอยู่ที่ไม่เกิน 10 ms เท่านั้น ซึ่งก็เป็นไปตามจุดประสงค์ของจอแต่ละประเภทอยู่แล้ว เนื่องจากจอคอมจะต้องตอบสนองตามการสั่งงานของผู้ใช้ให้เร็วที่สุด เช่นการเลื่อนเคอร์เซอร์เมาส์ การเล่นเกมบนคอม ในขณะที่จอทีวีโดยทั่วไปจะออกแบบให้รองรับการแสดงภาพตามข้อมูลที่ส่งมาอย่างเดียว ไม่ต้องรับคำสั่งการเคลื่อนไหวของผู้ใช้มากนัก ทำให้บางครั้งเวลาเล่นเกมบนทีวี อาจจะพบปัญหาเรื่องการควบคุมว่าตัวละครหรือเคอร์เซอร์เคลื่อนที่ไม่ได้ดั่งใจอยู่บ้าง

จอทีวี

แต่ทีวีในปัจจุบันก็มีการพัฒนาเรื่อง input lag ให้ดีขึ้นมาก เพราะตัวเครื่องเกมคอนโซลที่นำมาต่อกับทีวีก็ล้วนต้องการระยะเวลา input lag ที่ต่ำลง เพื่อให้ผู้ใช้สนุกกับเกมบนรีเฟรชเรตสูงได้ดีขึ้น นอกจากนี้ทีวีหลาย ๆ รุ่นยังมาพร้อมกับ Game Mode ที่ผู้ผลิตใส่มาให้เลือกใช้ได้ โดยเมื่อเปิดใช้ จอจะพยายามลดค่า input lag ลงเพื่อให้สามารถใช้เล่นเกมคอนโซล และใช้ต่อเป็นจอคอมได้ รวมถึงในทีวีรุ่นที่มาพร้อมพอร์ต HDMI 2.1 ในรุ่นราคาหลักหมื่นขึ้นไปก็มักจะมีฟีเจอร์ ALLM (Auto Low Latency Mode) มาให้ด้วย เมื่อเปิดใช้งานและถ้าอุปกรณ์ส่งภาพเช่นเครื่องเกมคอนโซล หรือการ์ดจอรองรับ ค่า input lag ของจอก็จะลดลง ก็จะช่วยให้เล่นเกมได้สนุกขึ้น ลดปัญหาเรื่องการควบคุมลง

ทำให้ถ้าหากต้องการซื้อทีวีมาใช้แทนจอคอม ประเด็นของค่า input lag และ Game Mode ก็เป็นจุดที่ควรตรวจสอบด้วยว่าสามารถทำได้ต่ำขนาดไหน เพียงพอกับรูปแบบการใช้งานที่ต้องการหรือเปล่า แต่ถ้าให้ชัวร์ที่สุดก็จอคอมครับ โดยเฉพาะกับคนที่ต้องการใช้เล่นเกมแบบจริงจัง เพราะยังไงก็มี input lag ต่ำกว่า รวมถึงยังมีคุณสมบัติข้ออื่น ๆ ที่เหมาะกับการเล่นเกมกว่าจอทีวีด้วย

จอทีวี

4.Response Time

อีกค่าที่เกี่ยวข้องกับเวลาและคุณภาพของจอก็คือ response time ที่เป็นระยะเวลาของการเปลี่ยนสีของเม็ดพิกเซล แน่นอนว่าตัวเลขยิ่งน้อยก็ยิ่งดี เพราะเท่ากับว่าจอจะสามารถเปลี่ยนภาพได้เร็ว ไม่มีอาการภาพค้างบนจอ (ghosting) ซึ่งฝั่งของจอคอมจะทำสิ่งนี้ได้ดีมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วตัวจอจะนำข้อมูลภาพที่ได้จากการ์ดจอหรือเครื่องต้นทางมาแสดงแบบตรง ๆ เลย ไม่ค่อยมีการประมวลผลเพื่อปรุงแต่งภาพเพิ่มเติมมากนัก จึงทำให้การเปลี่ยนสี การเปลี่ยนภาพเป็นไปได้เร็ว เหมาะกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ต้องมีการเปลี่ยนภาพที่ว่องไว ตอบสนองการใช้งานได้เร็ว และไม่เกิดอาการภาพค้างให้กวนใจ

ส่วนของฝั่งจอทีวี จุดประสงค์ของการแสดงภาพคือต้องการให้ได้ภาพที่สวยงาม โดยเฉพาะกับการดูภาพยนตร์ ทำให้ทีวีส่วนใหญ่จะมีการประมวลผลภาพ เช่นการบูสต์สีสัน คอนทราสต์ การเพิ่มความคมชัด การแสดงภาพในโหมดที่เหมาะสำหรับการดูหนัง ก่อนที่จะแสดงขึ้นจอผ่านพวกเอนจิ้นต่าง ๆ ที่ผู้ผลิตใส่มาในตัวทีวี ส่งผลให้เกิดความหน่วงในการเปลี่ยนภาพบนจอขึ้นมา โดยส่วนใหญ่แล้วทีวีจะมี response time ราว ๆ 15 ms ในขณะที่จอคอมจะอยู่ที่ประมาณ 5-10 ms เท่านั้น ถ้ากลุ่มทีวีจะมีที่สู้ได้ก็คือพวกทีวี OLED ที่มี response time ต่ำมากแค่ราว ๆ 1 ms ทำให้ทีวี OLED ดูจะเป็นทีวีประเภทที่เหมาะกับการใช้แทนจอคอมที่สุด หากเทียบในกลุ่มของจอทีวีด้วยกัน


5.รีเฟรชเรต

เป็นตัวเลขที่บ่งบอกว่าจอสามารถแสดงภาพได้กี่เฟรมในหนึ่งวินาที หน่วยเป็น Hz โดยทีวีมาตรฐานในปัจจุบันจะมีค่ารีเฟรชเรตขั้นต่ำที่ 60Hz แต่ในช่วงหลายปีหลังมานี้ก็จะมีการออกทีวีที่มีรีเฟรชเรตสูงขึ้นเพื่อรองรับการเล่นเกม ไม่ว่าจะจากเครื่องเกมคอนโซลหรือการต่อกับพีซีก็ตาม อย่างในยุคนี้ก็จะโฆษณากันโดยเน้นที่ 120Hz เป็นหลัก ซึ่งจะเหมาะกับการต่อเพื่อเล่นเกมจากเครื่องเกมคอนโซลยุคปัจจุบันอย่างพวก PlayStation 5 และ Xbox Series X|S ที่บางเกมก็สามารถแสดงผลที่เฟรมเรต 120 fps ซึ่งเหมาะกับจอ 120Hz แบบพอดิบพอดี

แต่อย่างไรก็ตาม ในทีวีรุ่นราคาหลักหมื่นต้น ๆ ขึ้นไปที่บอกว่ารองรับการแสดงผล 120Hz หลายรุ่นจะใช้เป็นการประมวลผลเพื่อแทรกเฟรมภาพเพิ่มเพื่อให้พาเนลจอซึ่งมีสเปค 60Hz สามารถแสดงภาพที่ระดับ 120Hz ได้ ทำให้ภาพที่ออกมาอาจจะดูแตกต่างจากทีวีที่พาเนล 120Hz แบบ native จริง ๆ อยู่บ้าง รวมถึงอาจทำให้เกิดความหน่วง (latency) ในการแสดงผลขึ้นอีก ทำให้ถ้าหากต้องการซื้อจอทีวีมาใช้เล่นเกมแทนจอคอม แล้วต้องการเล่นเกมที่เฟรมเรตสูงกว่า 60 fps ได้อย่างเต็มศักยภาพ ก็จะต้องเลือกทีวีที่รีเฟรชเรต 120Hz ขึ้นไปแบบ native ด้วย ซึ่งอาจจะต้องอ่านสเปคและรีวิวกันลึกนิดนึง รวมถึงราคาก็จะสูงขึ้นไปจากทีวีปกติด้วย

จอทีวี

ในขณะที่ฝั่งของจอคอม ค่ารีเฟรชเรตสูงสุดที่จอนั้นทำได้ก็คือจะตรงกับความสามารถของพาเนลจอจริง ๆ เพราะจอคอมจะไม่มีการประมวลผลเพื่อแทรกภาพเพิ่ม เรียกว่าการ์ดจอส่งข้อมูลออกมาอย่างไรก็แสดงไปตามนั้นเลย ทำให้สามารถเลือกซื้อได้ง่ายกว่า นอกจากนี้จอคอมยังมีรีเฟรชเรตที่สูง และมีตัวเลือกที่มากกว่า ไล่ตั้งแต่ 60Hz ที่เป็นค่ามาตรฐาน ขยับขึ้นมาเป็น 75, 90, 100, 120, 144, 240 มาจนถึงระดับ 540Hz รวมถึงบางรุ่นยังสามารถปรับค่าจากเมนูของจอเพื่อโอเวอร์คล็อกรีเฟรชเรตให้สูงขึ้นได้อีกเล็กน้อยด้วย จึงทำให้เป็นจอที่เหมาะสำหรับการใช้เป็นจอคอม ใช้เป็นจอเล่นเกมที่ต้องการเฟรมเรตของภาพที่สูงได้ดีกว่า ประกอบกับค่า response time ที่มักจะต่ำกว่าด้วย

ดังนั้นหากต้องการซื้อทีวีมาใช้แทนจอคอมแล้วต้องการได้ภาพที่ไหลลื่น ก็จะต้องดูเป็นจอรุ่นสูง ๆ ที่รีเฟรชเรตสูงหน่อย เช่นซัก 120 และ 144Hz แบบ native ส่วนถ้าต้องการซื้อทีวีมาใช้เล่นเกมเครื่องคอนโซลรุ่นปัจจุบัน อันนี้ไม่ซีเรียสมากครับ เพราะตัวเครื่องเองก็ยังมีเกมที่รันได้ระดับ 120 fps แบบนิ่ง ๆ ไม่กี่เกมเอง ใช้ทีวี 60Hz หรือทีวีที่แทรกภาพได้เป็น 120Hz ก็ยังเพียงพอเลย


6.การบีบอัดสี

ปกติแล้วการส่งข้อมูลภาพมายังจอ ฝั่งต้นทางจะมีการบีบอัดข้อมูลสีสันมาเพื่อลดปริมาณข้อมูลในการรับส่ง โดยเฉพาะการสตรีมมิ่งภาพยนตร์ผ่านบริการต่าง ๆ บนอินเตอร์เน็ต เพื่อให้สามารถรับข้อมูลมาแสดงผลได้เร็ว ซึ่งจะใช้กระบวนการ Chroma subsampling ในการบีบอัดเป็นค่าสีแบบ YCbCr โดยจะระบุระดับของการบีบด้วยชุดตัวเลข 3 ตัว เช่น 4:4:4 ที่ไม่มีการบีบอัดใด ๆ ส่งมาแบบเต็ม ๆ ถัดมาคือ 4:2:2 ที่มีการบีบอัดมาในระดับหนึ่ง และท้ายสุดคือ 4:2:0 ที่มีการบีบอัดสูงสุดตามภาพด้านล่าง

จอทีวี

ผลที่ตามมาจากการบีบอัดสีที่สูงก็คือเมื่อมองภาพใกล้ ๆ จอ จะพบว่าบางจุดจะมีอาการสีเพี้ยนบ้าง โดยเฉพาะบริเวณขอบตัวอักษรที่จะมีสีเหลื่อมแปลก ๆ ออกมา และอาจทำให้อ่านข้อความได้ยากกว่าปกติ และจะมีสีสันที่ต่างไปจากสีเดิมของคอนเทนต์เล็กน้อย อย่างในภาพด้านบน ถ้าสังเกตความเข้มของสีแดงในชุด complete picture ที่เป็นภาพสุดท้ายซึ่งจะมาแสดงผลบนจอ จะเห็นว่าชุดที่ผ่านการบีบอัดแบบ 4:2:0 จะดูสีซีดกว่า 4:2:2 และ 4:4:4 ทำให้สีสันดูไม่เต็มอิ่มเท่า ซึ่งถ้าทีวีสามารถปรับค่าการบีบอัดสี YCbCr ให้เป็น 4:4:4 หรืออย่างน้อยก็ 4:2:2 ได้ก็ยังดี ในขณะที่ด้านของจอคอมจะไม่ค่อยมีปัญหานี้เท่าไหร่


7.ความแม่นยำของสี

แน่นอนว่าจอที่ดีสำหรับการทำงานก็ควรจะเป็นจอที่แสดงสีสันของภาพได้ตรงตามที่ออกแบบมา ซึ่งจุดนี้ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในจุดขายของจอคอมมาได้ซักพักใหญ่แล้ว คือให้สีสันที่แม่นยำตามมาตรฐานค่าสีที่มีการโฆษณาทั้งมาตรฐาน sRGB, NTSC, Adobe RGB และ DCI-P3 ที่ยิ่งเปอร์เซ็นต์สูงก็มักจะหมายถึงความแม่นยำของสีที่สูงด้วย

จอทีวี

ด้านของทีวีมักจะไม่ได้เน้นความสำคัญในเรื่องนี้มากนัก เพราะจุดประสงค์ของทีวีที่ผ่านมาคือใช้เพื่อความบันเทิง จึงมักมีการปรับจูนภาพให้ดูมีสีสันสดใส เพิ่มมิติให้กับเนื้อภาพ แต่ในช่วงหลังมานี้นับตั้งแต่พาเนล OLED และ mini-LED ลงสู่ตลาดทีวี ผู้ผลิตหลายรายก็เริ่มชูจุดเด่นในเรื่องของความแม่นยำของสีสันเพิ่มขึ้น ด้วยคุณสมบัติทางเทคนิคของพาเนลเองที่สามารถให้สีสันได้ตรงตามข้อมูลภาพขึ้นด้วย ประกอบกับที่มีผู้ใช้งานบางกลุ่มนิยมซื้อทีวีไปใช้ประกอบการทำงานสายคอนเทนต์เพิ่มขึ้น ทำให้ถ้าหากต้องการซื้อไปใช้แทนจอคอมโดยต้องการเน้นความแม่นยำของสีสันด้วย ก็อาจจะต้องเลือกรุ่นที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และราคาสูงประมาณหนึ่ง

จอทีวี

ส่วนถ้าต้องการเล่นเกมแบบเน้นความถูกต้องของสีสันด้วย ก็จะคล้าย ๆ กันกับข้างต้นครับ คือไปทางสายจอคอมเลยจะจบง่ายกว่ามาก ตัวเลือกก็มีเยอะกว่าในราคาจับต้องได้ง่ายกว่าด้วย


สรุป ซื้อทีวีมาใช้แทนจอคอมจะดีมั้ย?

หากจะหาซื้อจอแสดงภาพมาใช้กับคอม ก็แนะนำว่าควรซื้อจอ ซื้อมอนิเตอร์ที่ออกแบบมาสำหรับใช้กับคอมพิวเตอร์จะเหมาะสมกว่า

เมื่อพิจารณาจากปัจจัยเชิงเทคนิคหลาย ๆ ข้อ ต้องยอมรับว่าหากจะหาซื้อจอแสดงภาพมาใช้กับคอมพิวเตอร์ ก็แนะนำว่าควรซื้อจอ ซื้อมอนิเตอร์ที่ออกแบบมาสำหรับใช้กับคอมพิวเตอร์จะเหมาะสมกว่า ไล่ตั้งแต่เรื่องขนาด การจัดวางจอ ระยะห่างจากจอที่กำลังพอดี ๆ ความละเอียดภาพ มาจนถึงเรื่อง input lag และรีเฟรชเรตที่จอคอมจะได้เปรียบทั้งในแง่ของสเปค ตัวเลือกที่หลากหลาย และราคาที่จับต้องได้ง่ายกว่า ในกรณีที่เทียบกับทีวีสเปคใกล้เคียงกัน

จอทีวี

ส่วนถ้าต้องการซื้อแค่จอเดียวแล้วใช้งานแบบอเนกประสงค์ พื้นที่จัดวางอุปกรณ์เสริมมีไม่ค่อยเยอะ กรณีนี้การซื้อทีวีก็อาจจะเหมาะสำหรับการใช้งานของบางท่าน เนื่องจากทีวีเป็นอุปกรณ์ที่สมบูรณ์ในตัว ด้วยภาพที่สวย ลำโพงก็เสียงอยู่ในระดับที่ดีกว่าลำโพงติดจอคอมส่วนใหญ่ ทั้งยังมีระบบ OS ในตัวที่รองรับการใช้งานได้หลากหลายกว่า โดยเฉพาะกับทีวีรุ่นสูงขึ้นมาหน่อย เช่นกลุ่มของทีวี OLED ที่ก็มีหลายรุ่นได้รับการออกแบบมาให้สามารถใช้เป็นจอคอมได้ด้วย ขนาดก็ไม่จัดว่าใหญ่เกินไป อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ รูปแบบการใช้งานและพื้นที่จัดวางของแต่ละท่านเลย

เรียบเรียงจากบทความของเว็บไซต์ MakeUseOf

Click to comment
Advertisement

บทความน่าสนใจ

Buyer's Guide

จอเล่นเกมสเปกดี ไม่ต้องจ่ายแพงเสมอไป! พบกับ 10 จอคอม 24 นิ้ว 144Hz ที่ทลายขีดจำกัดด้านราคาด้วยงบเริ่มต้นเพียง 2,300 บาท! อัปเดตเทรนด์ล่าสุดเพื่อเกมเมอร์ที่โหยหาความลื่นไหล ไม่ว่าคุณจะเป็นสาย FPS ที่เน้นความไวระดับเสี้ยววินาที หรือสายเสพเนื้อเรื่องที่ต้องการภาพสวยคมชัดสมจริง บทความนี้คัดสรรมาให้ครบทุกสไตล์ ตอบโจทย์ทั้งการเล่นเกมและทำงานด้วยเทคโนโลยีหน้าจอสุดล้ำแห่งปี 2026 สัมผัสประสบการณ์การเคลื่อนไหวที่นวลตา ไร้ปัญหากับภาพฉีกขาด พร้อมดีไซน์ทันสมัยที่ช่วยยกระดับโต๊ะคอมของคุณ หากกำลังมองหาจอคอมราคาประหยัดเล่นเกมได้ ให้ประสิทธิภาพเกินตัว...

Buyer's Guide

ถ้าคุณทำงานบนโน้ตบุ๊กและมีหลายอย่างต้องทำพร้อมกัน ยุคนี้มีจอพกพาที่ทำให้ไลฟ์สไตล์แบบ “Work from Anywhere” หรือทำงานพร้อมกันหลายงานได้สะดวกในทุกๆ ที่ พร้อมเปลี่ยนร้านกาแฟ สวนหลังบ้าน หรือระหว่างการเดินทาง ให้เป็นออฟฟิศเคลื่อนที่ระดับโปรฯ หรือเนรมิตมุมพักผ่อนให้เป็นสเตชั่นสำหรับการเล่นเกมได้ง่ายขึ้น แต่ด้วยตัวเลือกที่มีอยู่มากมายในท้องตลาด วันนี้เราคัดจอใหญ่ 15.6″ มิติบางๆ ในราคาสบายกระเป๋าประมาณ 3,000 บาท มาแนะนำกันจำนวน 6 รุ่น ที่มาพร้อมความสะดวกในการต่อพ่วงและใช้งาน เพื่อเป็นตัวช่วยการทำงานที่เร่งรีบของคุณให้จบลงได้อย่างรวดเร็ว...

CONTENT

สำหรับวงการไอที ช่วงนี้ต้องบอกว่าถือเป็นหนึ่งในช่วงวิกฤติของราคาฮาร์ดแวร์ที่วนกลับมาอีกครั้ง อันมีผลมาจากราคาชิปหน่วยความจำที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบไปยังฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ที่มีการใช้ชิปหน่วยความจำ อาทิ แรม SSD การ์ดจอ และน่าจะส่งผลถึงโน้ตบุ๊กในปีหน้าด้วย ดังจะเห็นได้จากการปรับราคาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดของแรม ทำให้การซื้อโน้ตบุ๊กในช่วงนี้น่าจะยังคงเป็นทางเลือกในการซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ที่ดีอยู่

CONTENT

ช่วงนี้เรียกได้ว่าน่าจะทำให้ผู้ที่มีแผนซื้อโน้ตบุ๊ก AMD หรือประกอบคอมเครื่องใหม่มีความลำบากใจกันไม่มากก็น้อย เนื่องจากสินค้าประเภทหน่วยความจำมีการปรับราคาสูงขึ้น ที่เห็นได้ชัดก็คือแรมและ SSD อันเนื่องมาจากฝั่งผู้ผลิตปรับลดอัตราการผลิตชิปสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปลง ทำให้หลายท่านอาจจำเป็นต้องชะลอการซื้อคอมใหม่

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก