Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

Special Story

[บทความพิเศษ] อดีต … ปัจจุบัน … อนาคต กับความสำเร็จของ ASUS อ้างอิงจากประธานบริษัทโดยตรง

เมื่อไม่นานมานี้ที่ New Delhi ได้มีการจัดงาน Meet and greeted … เอ้ยไม่ใช่ครับ เรียกว่างานพบปะของแฟนๆ ASUS จะดีกว่าครับ โดยในงานนั้นประธานของ ASUS อย่าง Jonney Shih

เมื่อไม่นานมานี้ที่ New Delhi ได้มีการจัดงาน Meet and greeted … เอ้ยไม่ใช่ครับ เรียกว่างานพบปะของแฟนๆ ASUS จะดีกว่าครับ โดยในงานนั้นประธานของ ASUS อย่าง Jonney Shih ได้พบปะกับแฟนๆ กว่าเกือบ 2,000 ชีวิต ในงานที่มีชื่อเรียกว่า “ZenFestival” ครับ ใจความสำคัญของงานนั้นคุณ Shin ก็ต้องการที่จะออกมาขอบคุณบรรดาแฟนๆ ของ ASUS ที่ยังคงให้การสนับสนุนกันมาอยู่ตลอดเวลาและในโอกาสนี้คุณ Jonney ก็ได้มีโอกาสขึ้นปราศรัยเกี่ยวกับ อดีต … ปัจจุบัน และ อนาคต ของ ASUS ครับ จะเป็นอย่างไรนั้นไปติดตามกันได้เลยครับ

asus-jerry-shen-jonney-shih-jonathan-tsang 600

Advertisement

Jonney Shih ผู้มีอายุ 62 ปีกับคณะผู้บริหารระดับสูงของ Asus

วันวานก่อนจะมี ASUS

ก่อนอื่นเลยคุณ Jonney ได้บอกครับว่าในสมัยก่อนนั้นเขาและวิศวกรอีก 4 คน(ที่ตอนนี้มาเป็นคณะผู้บริหารระดับสูงอยู่ใน ASUS) เคยทำงานให้กับ Acer มาก่อนเป็นเวลา 12 ปีด้วย(คุณ Jonney ดูแลแผนกพัฒนาและวิจัยของ Acer) และครั้งหนึ่งที่โรงอาหารคุณ Jonney และคณะก็ได้คุยกันถึงความใฝ่ฝันที่จะสร้างบริษัทใหม่เล็กๆ แต่สวยงาม จนกระทั่งโดนคณะยุยงให้คุณ Jonney ตั้งบริษัทใหม่เลยแต่ก็ยังไม่สามารถทำได้ในตอนนั้นครับ

ในเวลาไม่นานนัก Jonney ก็เริ่มคิดเป็นจริงเป็นจัง จึงได้รายงานไปยัง Stan Shin(ผู้ซึ่งก้าวมาเป็นประธานและ CEO ของ Acer ในภายหลัง) ที่ถึงแม้ว่าจะสกุล Shin เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นญาติกันแต่อย่างใด โดย Jonney นั้นได้ขอคำปรึกษากับ Stan ว่าขอให้ Stan ช่วยอวยพรให้กับ Jonney หากเขาจะตั้งบริษัทใหม่ แต่ทว่า Stan ก็ยังคงขอให้ ณ เวลานั้น Jonney อยู่กับ Acer ต่อก่อนเนื่องจากว่า Acer เองก็ยังอยู่ในช่วงสถานการณ์ที่บริษัทยังไม่เข้ารูปเข้าร่างมากนัก(แถมยังอยู่ในช่วงขาลงเพราะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในขณะนั้นก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ)

ทว่าถึงแม้ Stan จะมั่นใจว่า Jonney จะยังไม่ไปไหนก็ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งความตั้งใจของ Jonney และคณะวิศวกรที่ Jonney ได้ให้ทุนถึง 60% ในการจัดตั้งบริษัทได้ จนในที่สุด Stan ก็ทำใจและปล่อยคณะนักวิศวกรไปสร้างฝันก่อนในการตั้งบริษัทใหม่ครับ ส่วน Jonney ยังคงอยู่กับ Acer เช่นเดิม โดยในตอนนั้นกลุ่มวิศวกรได้ออกไปตั้งบริษัท ASUS ก่อนเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี หลังจากนั้นคุณ Jonney ถึงได้โบกมือลา Acer ไปเข้าร่วมกับ ASUS เพื่อตามความฝันของตัวเขาเองครับ

asus-1989 600

โรงงานขนาดเล็กของ Asus ในช่วงปี 1989 ซึ่ง ณ เวลานั้นยังคงไม่มี Jonney Shin มาเป็นผู้นำจนกระทั่ง 3 ปี ต่อมา

ถึงแม้ว่า ASUS จะก่อตั้งขึ้นมาก่อนที่ Jonney จะเข้าเป็นประธานและ CEO ของบริษัทนั้น ASUS เองก็ได้มีการออกแบบและพัฒนาพร้อมกับปล่อยเมนบอร์ดที่รองรับกับ Intel 486 ออกมาเป็นตัวแรกของบริษัท ซึ่งเป็นในช่วงเดียวกับที่ IBM ปล่อยของออกมาเช่นเดียวกัน แต่แน่นอนครับว่าบริษัทที่พึ่งก่อตัวใหม่คงไม่สามารถที่จะไปแข่งทางด้านชื่อเสียงกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง IBM ของสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อเสียงมาเนิ่นนานได้

ทว่า ASUS เองกลับสามารถสร้างเมนบอร์ดนี้ให้สำเร็จได้ด้วยตัวของตัวเองโดยไม่ได้รับตัวอย่างของชิป Intel มาทดสอบล่วงหน้าเหมือนอย่างยักษ์ใหญ่ IBM(หรือบริษัทใหญ่อื่นๆ) แต่อย่างใดครับ นักวิศวกรของ ASUS ได้ดีไซน์เมนบอร์ดตัวแรกของบริษัทภายใต้พื้นฐานของความเข้าใจของตัวเองกับชิปเซ็ทที่มีก่อนหน้านี้

เหลือเชื่อว่าความพยายามและความสามารถนั่นไปเข้าตา Intel อย่างจังจนถึงขั้นสร้างความประทับใจมิรู้ลืมให้กับ Intel เลยทีเดียวครับ แน่นอนว่าหลังจากนั้น ASUS ก็ได้กลายเป็นบริษัทหนึ่งที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึง CPUs ตัวใหม่ๆ ของ Intel จนกระทั่ง ASUS ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้สร้างเมนบอร์ดชื่อดังเหมือนกับบริษัทดังอย่าง Dell, HP และ Sony

asus logo

กาลเวลามันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วครับ จนกระทั่งในปี 1992 นั้น Shins ทั้ง 2 คนก็สามารถทำให้ Acer กลับมาตั้งหลักเป็นรูปเป็นร่างได้ โดยลักษณะของบริษัท Acer ในตอนนั้นก็แตกต่างกับ ASUS อย่างชัดเจนเลยทีเดียวครับ เนื่องจากว่า Acer นั้นได้รับบาดแผลอย่างหนักจากเรื่องของปัญหาทางด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์แถมยังเจอปัญหาเรื่องของการต้องศูนย์เสียวิศวกรรุ่นที่สองไปอีก

หมายเหตุ – ปัญหาเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์ของ Acer นี้ติดฝังใจผู้ใช้มายาวนานมาก จนแม้กระทั่งตัวผมซึ่งเป็นผู้เขียนบทความนี้เองสมัยเรียนก็ไม่เคยแนะนำให้เพื่อนๆ หรือคนรู้จักซื้อผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่ใช้ยี่ห้อ Acer เลยครับ … แต่ตอนนี้ Acer เขาเปลี่ยนไปเยอะแล้วนะครับผลิตภัณฑ์ของเขานั้นถือว่ามีคุณภาพดีมากครับ

Jonney นั้นจำได้อย่างแม่นยำครับว่าเขาได้เข้าไปสู่ห้องปฎิบัติการของ ASUS ที่ว่างเปล่าในช่วงเวลา 17.30 น. ในเย็นวันหนึ่ง ซึ่งความว่างเปล่านั้นทำให้เขาเป็นกังวลอย่างมากกับสิ่งที่มันควรจะเป็นจริงๆ สำหรับการเริ่มต้นที่มาจากความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ แถมเขายังบอกเป็นนัยๆ อีกครับว่าผู้ร่วมก่อตั้ง ASUS หนุ่มสาวทั้งหลาย(หรือคณะวิศวกรที่ออกมาสร้าง ASUS ก่อนเขา) ก็ติดอยู่กับปัญหาในเรื่องของการนำเดินงานทางด้านธุรกิจและเทคโนโลยี ซึ่งนั่นเป็นจุดที่เขาจะต้องเข้ามาให้คำแนะนำและแก้ไขกับทีมงานครับ

asus-jonney-shih-sean-maloney 600

Jonney Shih กับ Sean Maloney ผู้บริหารของ Intel ที่ได้เครดิตในการสร้าง ASUS Eee PC netbook

หลังจากที่ Jonney เข้ามากำกับดูแลและควบคุม ASUS อย่างเป็นทางการนั้น Jonney ก็ทำการเปลี่ยนแปลงพรสวรรค์ที่ ASUS เคยทำมาในช่วง 3 ปีแรกทันทีซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็ไม่ใช่งานที่ง่ายมากนักสักเท่าไรครับ โดย Jonney ได้ยกสายโทรศัพท์ตรงไปยังสถานศึกษาเก่าของเขาเองอย่าง National Taiwan University เพื่อที่จะขอรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันนี้และทำการโทรหาแต่ละคนในรายชื่อเพื่อที่จะทำการชักชวนพวกเขาเหล่านั้นให้มาร่วมงานกับทาง ASUS ครับ

แน่นอนครับว่าผู้สำเร็จการศึกษาที่ได้รับโทรศัพท์สายตรงจาก Jonney โดยตรงหลายรายก็ตัดสินใจที่จะเข้ามาร่วมงานกับ ASUS ซึ่งหากจะว่าไปแล้วส่วนหนึ่งก็มาจากชื่อเสียงของ Jonney เองที่จบมาจากคณะวิศวกรรมไฟฟ้าที่สามารถก้าวเข้าไปทำงานกับบริษัทระดับโลกของ Acer ได้ และรวมไปถึงความรักในวิทยาศาสตร์ของตัว Jonny เองที่สื่อออกมาทำให้ผู้ที่ได้รับสายคล้อยตาม จนในที่สุด ASUS ก็เต็มไปด้วยวิศวกรจากหลากหลายสาขาครับ

ความสำเร็จในปัจจุบันของ ASUS ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

ในปัจจุบันนั้น ASUS มีพนักงานที่แข็งแกร่งกว่า 13,800 ราย และจำนวนกว่า 6,000 รายที่ทำงานอยู่ที่ไต้หวันบ้านเกิดของ ASUS ครับ เราได้เห็นกันแล้วในปัจจุบันครับว่า ASUS ถึงจะมีชื่อเสียงมาจากการสร้างเมนบอร์ดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ ทว่าในปัจจุบันนั้น ASUS มีผลิตภัณฑ์มากมายหลายอย่างที่ทรงพลังไม่ว่าจะเป็นโน๊ตบุ๊ค, คอมพิวเตอร์ PC, แท็บเล็ต, สมาร์ทโฟน, กราฟิกการ์ด, เราเตอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย ทว่าสิ่งที่ ASUS ยังคงสามารถครองมาตรฐานที่ดีไม่เสื่อมคลายไม่ว่าจะผ่านมานานแสนนานเท่าไรก็คือเมนบอร์ดนี่แหละครับ เชื่อไหมครับว่าในช่วงเริ่มต้นของปีนี้(2015) ASUS นั้นสามารถที่จะจำหน่ายเฉพาะเมนบอร์ดไปได้กว่า 500 ล้านหน่วยแล้ว

asus-jonney-shih-interview 600

 

ความสำเร็จทางด้านเมนบอร์ดของ ASUS นั้นถือว่ายิ่งใหญ่มากเลยทีเดียวครับ โดยในปี 2008 ที่ผ่านมานั้นทาง ASUS ได้แยกบริษัทย่อยที่ผลิตเมนบอร์ดของตัวเองอย่าง Pegatron ออกมาเพื่อที่จะยังคงให้ ASUS สามารถที่จะผลิตเมนบอร์ดภายใต้ชื่อของตัวเองต่อไปได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถที่จะรับเป็นผู้ผลิตเมนบอร์ดให้กับ OEM รายอื่นอย่างเช่น HP หรือ Dell(หรือบริษัทอื่นๆ ที่ไม่มีโรงงานและบริษัทย่อยในการผลิตเมนบอร์ดเป็นของตัวเอง) แถมยังไม่แค่นั้นนะครับเนื่องด้วยกำลังการผลิตของ ASUS เองก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ Pegatron จึงยังต้องผลิตเมนบอร์ดให้กับ ASUS เองอีกด้วยครับ

หมายเหตุ – การแยก Pegatron ออกจาก ASUS สำเร็จสิ้นสุดในปี 2010

ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในยุคที่โน๊ตบุ๊คและแท็บเล็ตเข้ามาแย่งส่วนแบ่งของตลาดคอมพิวเตอร์ PC ไปเป็นจำนวนมากแต่ทว่า Jonney ก็ยังคงเชื่อครับว่ามันจะยังคงมีพื้นที่ให้กับเมนบอร์ด PC ในตลาดผู้บริโภคและผู้บริโภคระดับสูงอยู่ตลอดเวลา และจากมุมมองของการวิจัยและพัฒนาของเขานั้น เขาได้บอกเอาไว้ว่าเมนบอร์ดเป็นสิ่งพื้นฐานที่วิศวกรทุกคนจะต้องมองกลับไปก่อนที่จะผลิตอุปกรณ์ทางด้านเทคโนโลยีอะไรขึ้นมาสักอย่างครับ ดังนั้นจะว่าไปแล้วก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรเลยครับที่ผลิตภัณฑ์ตระกูล Zen ทั้งหลายจะมีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายคลึงกับการวิจัยและพัฒนาเมนบอร์ดของ ASUS ในอดีตครับ

asus-motherboard-art-installation 600

Jonney บอกครับว่าเขาจะถามวิศวกรของเขาเสมอเวลาที่วิศวกรของเขาเข้ามานำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ (ในตัวอย่างนั้น Jonney ใช้คำว่าเมนบอร์ด แต่ส่วนตัวผมเองเข้าใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทั้งหมดที่ได้รับการพัฒนาภายใต้ชื่อ ASUS) ว่าเวลาที่คุณจับมันแล้วคุณรู้สึกถึงคลื่นแม่เห็ลกไฟฟ้าที่ไหนออกมาจากผลิตภัณฑ์เหล่านั้นหรือไม่ ถ้าไม่ … ก็กลับไปทำมาใหม่ แล้วเขาก็จะหัวเราะ ทว่าเขาบอกว่าคำถามนั้นเป็นคำถามที่เขาถามอย่างจริงจังไม่ใช่แค่ถามเล่นๆ ครับ

สาเหตุที่เขาถามคำถามดังกล่าวนั้นก็มีอยู่ครับเนื่องจากว่าอุปกรณ์ดิจิทัลที่เราๆ ท่านๆ ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นอาจจะถูกรบกวนได้ทั้งจากเสียงในอากาศและรวมไปถึงการรบกวนเนื่องจากลักษณะของแม่เห็ลกไฟฟ้าภายใน ที่แน่นอนว่าถ้าเกิดขึ้นนั้นอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ คงไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดแน่ โดยถ้าวิศวกรที่เข้ามาแล้วเจอคำถามนี้ไปแล้วไม่เข้าใจถึงที่มาของคำถามว่าเขาต้องการจะสื่อถึงเรื่องอะไรเขาก็จะไล่ให้วิศวกรรายนั้นไปอ่านทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าสัก 20 ครั้ง เพราะว่านั่นก็เป็นสิ่งเดียวกันกับที่ตัว Jonney เคยทำมาแล้วเช่นกันครับ

Jonney ถือว่าเป็นบุคคลหนึ่งในโลกที่มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นอย่างดีก็ว่าได้ครับ และในตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมานั้นตัว Jonney เองก็ยังคงแสดงความกระตือรือร้นเมื่อพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับแคลคูลัส, สมการของแมกซ์เวล, การออกแบบสัญญาณความเร็วสูง, การจำลองสัญญาณ, ฟิสิกส์ควอนตัม และทฤษฎีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมากมายอีกครับ ซึ่งทำให้เห็นว่าคุณ Jonney ผู้กุมบังเหียนของ ASUS นั้นพร้อมที่จะนำศาสตร์ความรู้สมัยใหม่มาประยุคใช้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทให้นำสมัยเสมอครับ(แน่นอนว่านั่นทำให้ดูเหมือนเขาเป็นคนแนว true geek ด้วยครับ)

เมื่อเรื่องของการดีไซน์ต้องวนมาพบกับหลักการทางด้านวิศวกรรม

จากที่เราได้รู้จัก Jonney ในหลายๆ ส่วนนั้นดูแล้วตัวเขาเองค่อนข้างจะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับด้านวิศวกรรมเทคโนโลยีเป็นอย่างมากใช่ไหมครับ แต่ทว่าในความเป็นจริงนั้น Jonney เองก็ให้ความสนใจในเรื่องของการดีไซน์ออกแบบไม่แพ้กันเลยครับ โดยสิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นได้ว่าคุณ Jonney นั้นให้ความสนใจในเรื่องของศิลปะก็คือการที่ตัวคุณ Jonney เองนั้นเดินตามรอยของคุณปู่ในเรื่องของการเขียนอักษรจีนครับ(ผู้ที่เรียนสาขานี้น่าจะรู้กันดีครับว่าการเขียนอักษรจีนนั้นเน้นในเรื่องของศิลปะความสวยงามมาก)

asus-zenbook-ux305 600

การเขียนอักษรจีนนั้นนอกจากจะต้องให้ความใส่ใจในความสวยงามของตัวอักษรแล้วยังต้องให้ความสนใจในเรื่องของการคอยฝึกฝนอยู่เป็นประจำเพื่อพัฒนาตัวเองอยู่เสมอไม่แพ้กันครับ อีกทั้งคุณ Jonney ยังให้ความสนใจทางด้านดนตรีคลาสสิกอย่าง Mozart ด้วย ซึ่งตรงจุดนี้เองที่คุณ Jonney นำเอามาใช้กับเรื่องของดีไซน์ของผลิตภัณฑ์ใน ASUS เพราะทุกผลิตภัณฑ์ของ ASUS จะต้องผ่านการปรับปรุงในทุกๆ ด้านให้เกิดความเหมาะสมถึงแม้ว่ามันจะใช้เวลานานมากเท่าไรก็ตามครับ

อย่างไรก็ตามใช่ว่าวิศวกรทุกคนใน ASUS จะสามารถที่จะทำแบบที่คุณ Jonney ต้องการได้ครับ เพราะวิศวกรบางส่วนใน ASUS นั้นได้เคยเข้ามาสารภาพกับคุณ Jonney โดยตรงเลยครับว่าพวกเขานั้นบางทีก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจหลักของการออกแบบดีไซน์ให้สวยงามอย่างที่ Jonney ต้องการได้เหมือนกัน

คุณ Jonney ก็ได้ให้แนวทางกับวิศวกรเหล่านั้นว่าควรที่จะใช้เวลาทำความเข้าใจกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ให้มากเพื่อดูดซึมความเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นๆ เข้าสู่ตัวให้มากที่สุด และเพื่อให้เกิดการสร้างความสามารถให้กับวิศวกรของเขาให้มากที่สุด Jonney ถึงกับตั้งห้องเรียน “design thinking” ให้กับเหล่าวิศวกรของเขาภายในบริษัทขึ้นมาอีกต่างหากครับ

asus-zenfone-2-launch 600

ตามความเห็นของ Jonney นั้น ZenFone 2 เป็นตัวอย่างที่ดีของความสำเร็จในการรวมเอาดีไซน์ที่สวยงามเข้ากับหลักวิศวกรรมที่ทันสมัยครับ เพราะทุกๆ อย่างของ ZenFone 2 นั้นดูลงตัวเองอย่างมากๆ โดยถึงแม้ว่าตัวเครื่อง ZenFone 2 จะใช้พลาสติก แต่รูปลักษณ์ของมันนั้นกลับดูสวยงามให้ความรู้สึกมั่นคง(ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายๆ คนก็คงมีความเห็นเช่นเดียวกันครับ)

สิ่งที่ยืนยันความสำเร็จของ ZenFone 2 คงเห็นได้จากคำยืนยันของสำนักวิจัยอย่าง BCN หรือแม้กระทั่งการได้รับรางวัลต่างๆ ทางด้านการออกแบบต่างๆ  นี่ยังไม่รวมไปถึงการที่ ZenFone 2 นั้นสามารถครองส่วนแบ่งในตลาดช่วงครึ่งปีแรกของปี 2015 ได้ถึง 29.6% ทำให้ ZenFone 2 เป็นสมาร์ทโฟนที่ขายดีอยู่ในอันดับที่ 3 เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นการครองตำแหน่งในเดือนที่ 2 ติดต่อกันครับ

ก้าวต่อไปของ ASUS กับเรื่องของหุ่นยนต์และอื่นๆ อีกมากมาย

ในงาน Computex 2015 ที่ผ่านมานั้น ASUS ได้เผยแผนการในอนาคตอย่างระบบนิเวศของบ้านอัจฉริยะ(smart home ecosystem) ออกมาครับ ซึ่งนั่นรวมไปถึงระบบเตือนภัยเวลาที่ประตูหรือหน้าต่างถูกเปิด, อุปกรณ์ต่อพ่วงพลังงานอัจฉริยะและ IP cameras นอกจากนั้นทาง ASUS เองก็จะไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้นะครับ เพราะ Jonney ได้บอกกับแฟนๆ ในงาน “ZenFestival” ไว้ว่าตอนนี้ในบริษัทกำลังมีการตั้งห้องปฎิบัติการใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “Da Vinci Lab” ซึ่งห้องปฎิบัติการนี้จะเน้นไปในเรื่องของการบริหารข้อมูลขนาดมหึมาและหุ่นยนต์ครับ Jonney บอกว่านี่จะเป็นการปฎิวัติวงการอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ของโลกเลยก็ว่าได้ครับ

asus-jonney-shih-zenny-slide 600

อย่างไรก็ตามการดำเนินงานภายในห้องปฎิบัติการ “Da Vinci Lab” นั้นค่อนข้างที่จะเป็นความลับครับ แต่ทว่าสถานที่ตั้งของห้องปฎิบัติการนี้ไม่ได้เป็นความลับแต่อย่างใด โดยหากอ้างอิงจาก OpenStreetMap แล้วจากถนนหลักหน้าทางเข้า ASUS HQ แล้วเลี้ยวซ้ายไปเราร้านสะดวกซื้ออยู่ตรงหัวมุม และด้านหลังของร้านสะดวกซื้อนี้เองครับที่จะมีประตูเชื่อมไปสู่ทางเข้าของห้องปฎิบัติการ “Da Vinci Lab” ของทาง ASUS หล่ะครับ(ว่าแต่ว่าจะได้มีโอกาสเข้าไปเห็นภายในรึเปล่านั้นก็อีกเรื่องนะครับ)

จะว่าไปแล้ว “Da Vinci Lab” ของทาง ASUS เองนั้นก็เคยมีผลงานออกมาให้เราๆ ท่านๆ ได้เห็นได้ใช้งานกันแล้วครับไม่ว่าจะเป็น ASUS’ FV6 scented laptops หรือโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับกลิ่นหอมในตัว หรือจะเป็นแท็บเล็ตเครื่องแรกของทางบริษัท กระทั่ง PixelMaster camera technology ก็ถูกพัฒนาขึ้นที่ ณ ห้องปฎิบัติการแห่งนี้ครับ

ทั้งนี้หากคุณลองค้นหาด้วย Google ดูด้วยคำว่า “Da Vinci Lab” ซึ่งจะพบผลลัพธ์มากมาย และถ้าคุณตาดีพอจะเห็นครับว่า “Da Vinci Lab” ของ ASUS นั้นกำลังพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องของการประมวลผลภาษาธรรมชาติอยู่ครับ(natural language processing)

หมายเหตุ – natural language processing เป็นความรู้ด้านหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่ให้ความสำคัญกับคอมพิวเตอร์ให้การประมวลผลข้อมูลภาษาธรรมชาติอย่างเช่นภาษาพูดของมนุษย์เป็นต้นครับ

asus-computex-2015-booth 600

ทั้งนี้ใน “Da Vinci Lab” ของทาง ASUS จะมีการพัฒนาในเรื่องอะไรนั้นยังคงเป็นปริศนาที่พวกเราคงต้องรอคอยติดตามกันต่อไปครับ ทว่าคุณ Jonney เองก็ได้หลุดปากออกมาในงาน “ZenFestival” เหมือนกันครับว่าตอนนี้ตัวเขาเองนั้นมีความสนใจเป็นอย่างมากในเรื่องของโครงการพัฒนาหุ่นยนต์ โดยหุ่นยนต์นั้นจะมีจุดมุ่งหมายที่สามารถที่จะทำการโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างโดยตรงแบบเชิงรุก(คล้ายๆ กับหุ่นยนต์ที่รวมเอาความสามารถของ Siri หรือ Cortana เข้าไปเพื่อที่จะตอบสนองกับมนุษย์อย่างเช่นการพูดคุย ฯลฯ แบบมนุษย์ทำกับมนุษย์ได้ครับ)

หมายเหตุ – ไม่แน่ว่าโครงการหุ่นยนต์ที่คุณ Jonney สนใจนั้นอาจจะเหมือนกับหุ่นยนต์ Pepper ของ SoftBank บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่สามารถตอบสนองกับมนุษย์ได้แบบที่บอกไปครับ)

หมายเหตุ 2 – มีรายงานจากทาง Nikkei บอกเอาไว้ว่า depth-sensing camera ที่ใช้ในหุ่นยนต์ Pepper ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากทาง ASUS ด้วยครับ

ด้วยความทะเยอทะยานอย่างสูงและความสำเร็จอันท่วมท้นที่ผ่านมาของทาง ASUS นั้นก็ปฎิเสธไม่ได้เลยครับว่า ASUS เป็นอีกบริษัททางด้านเทคโนโลยีหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก(โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอายุบริษัทที่พึ่งจะครบ 29 ปีเท่านั้น) คู่แข่งของทาง ASUS เองก็เริ่มจางหายไปทีละบริษัทไม่ว่าจะเป็น HTC หรือกระทั่ง Acer ที่ซึ่งเป็นที่คุณ Jonney Shin จากมา(ด้วยเหตุผลที่บอกไปตอนข้างต้น) และบริษัทคู่แข่งอย่าง Gigabyte ที่เมื่อมองเรื่องของเมนบอร์ดกับกราฟิกการ์ดแล้วเป็นคู่ที่สมน้ำสมเนื้อกับ ASUS แต่ทางด้านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตกับสู้ ASUS ไม่ได้แม้แต่น้อย(จนต้องประกาศยุบส่วนผลิตสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตไปเมื่อเดือนที่แล้ว)

และด้วยความที่ ASUS เองยังเป็นพันธมิตรที่ดีกับ Intel มาอย่างเนิ่นนาน(คงจะไม่ต้องบอกกันมากครับในเรื่องนี้เพราะเห็นๆ กันอยู่เลยครับว่า ZenFone นั้นใช้ชิปเซ็ทจากทาง Intel มากกว่า 80% ของสายการผลิตทั้งหมด) เชื่อได้ว่าอีกไม่นานนี้เราคงได้เห็น ASUS ประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ในระดับโลกมากขึ้นและก้าวเป็นบริษัทระดับยักษ์ของโลกอย่างไม่ยากครับ

หมายเหตุ – ฝากกันนิดครับ คุณ Jonney Shin นั้นได้ปิดท้ายในงาน “ZenFestival” ไว้ครับว่าบริษัทของเขาจะดำเนินงานทั้งหมดภายใต้คำยึดมั่นว่าจะไม่มีการโกง หรือ “No cheating” ไม่ว่าจะกับหลักการของตัวเองหรือกับใครๆ ก็ตามครับ ซึ่งหลักการหลายๆ อย่างของคุณ Jonney Shin นั้นน่าสนใจและน่านำไปปฎิบัติใช้งานตามเป็นอย่างมากเลยครับ

ที่มา : engadget

Click to comment

บทความน่าสนใจ

COMMART

เวลาคิดอยากได้โน้ตบุ๊กทำงานเครื่องใหม่ หลายคนก็คิดถึงงาน Commart ซึ่งอีเว้นท์แรกของปี 2026 นี้ ก็มีโน้ตบุ๊กทำงาน Commart GameForce มาให้เลือกซื้อหลากหลายรุ่น โดยเฉพาะแบบมีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 40 Series ขึ้นไป หรือได้ GeForce RTX 50 Series ยิ่งดี จะได้ใช้ทำงานตัดต่อวิดีโอ,...

Buyer's Guide

สมรรถนะของโน้ตบุ๊กเล่นเกมในแต่ละปีจะยิ่งดีและมีฟีเจอร์เพิ่มขึ้นและใช้ทำงานหนักได้ดีกว่าเดิมมากและไม่ยุ่งยากเพราะทุกอย่างถูกรวมเอาไว้เป็นชิ้นเดียวกันแล้ว เจ้าของแค่เปิดเครื่องกับล็อคอินให้เสร็จก็ดาวน์โหลดเกมมาเล่นได้ทันที พอต่อหน้าจอแยกกับเกมมิ่งเกียร์เพิ่มเข้าไปก็ใช้เล่นเกมยอดนิยมในปัจจุบันได้ไม่ต่างจากเกมมิ่งพีซีเลย แต่ได้เปรียบตรงที่อยากพกไปไหนก็เก็บเครื่องกับอะแดปเตอร์ใส่กระเป๋าเป้แล้วหิ้วไปได้เลย แถมกินพื้นที่น้อยเหมาะกับหอพักหรือคอนโดมิเนียมอย่างมาก เรื่องสเปคของเกมมิ่งโน้ตบุ๊คในปัจจุบันถ้ามีงบประมาณราว 40,000~60,000 บาท พอกับงบประกอบเกมมิ่งพีซีสักเครื่องก็จะได้เครื่องสเปคแรงพอให้เล่นเกมบนความละเอียด 1440p แล้ว และใช้ Upscaling กับ Frame Generation เสริมเข้าไปก็เล่นบนความละเอียด 2160p ได้สบายมาก ถ้าสังเกตจะเห็นว่าโน้ตบุ๊กเล่นเกมระดับราคานี้มีเกินสเปคขั้นต่ำของเกมชั้นนำในปัจจุบันไปไกลมากแล้วและอาจจะแรงพอให้เล่นได้ไหลลื่นไปอีก 3~4 ปีได้ไม่ยากเลยAdvertisement เลือกโน้ตบุ๊กเล่นเกมยังไงให้โดนใจ? 7...

Special Story

เหตุผลหลักของเกมเมอร์หลายคนโดยเฉพาะวัยทำงานว่าทำไมถึงซื้อเครื่องเล่นเกมพกพาเป็นของตัวเอง ถ้าไม่นับเรื่อง Exclusive Game ของปู่นินฯ ก็อยากจะโหลดเกมคอมไปเล่นได้ทุกเมื่อไม่ต้องถูกผูกติดอยู่กับคอมตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊คเสมอไป โดยเฉพาะถ้าต้องเดินทางข้ามจังหวัดรหรือประเทศจะยิ่งรู้ดีว่าเครื่องเหล่านี้เหมาะมาก เพราะกดเปิดเครื่องเลือกเกมก็สนุกได้แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาหาโต๊ะต่ออุปกรณ์ใดๆ ให้วุ่นวายแบบเกมมิ่งโน้ตบุ๊คแม้แต่น้อย เรื่องพื้นฐานร่วมกันของเครื่องเล่นเกมประเภทนี้ไม่ว่าจะ Steam Deck หรือ Windows Gaming Handheld จะมีหน้าจอขนาดไม่เกิน 8″ ความละเอียดมักอยู่ราว 1080p มีชิปเซ็ต 2 กลุ่มหลัก...

Buyer's Guide

พอราคาของหน่วยความจำอย่าง RAM, GPU และ SSD ปรับตัวสูงขึ้นจนคนธรรมดาแทบเอื้อมไม่ถึง การเปลี่ยนมาซื้อ Gaming Notebook 2026 แทนการประกอบคอมตั้งโต๊ะดูจะสมเหตุผลกว่าแม้บางคนจะมองว่าสมรรถนะมันจะด้อยกว่าพีซีอยู่บ้าง แต่ก็เป็นแบบทีเดียวจบล็อคอินลงเกมเล่นได้เลย ยิ่งถ้าต่อหน้าจอแยก, หาแท่นวางโน้ตบุ๊คมาเสริม, ใส่ SSD อีกตัว, เติมเกมมิ่งเกียร์อีกสองสามชิ้นก็เล่นเกมโปรดได้ทันที แถมยังพกใส่กระเป๋าไปใช้นอกสถานที่ได้สบายๆ แต่ถ้าใครหาข้อมูลเชิงลึกมาเรื่อยๆ จะรู้ว่าสมรรถนะของ Gaming Notebook 2026...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก