Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

Ferroelectric transistor 1nm จากจีน ลดแรงดันเหลือ 0.6V เปิดทางชิป AI ประหยัดพลังงานกว่าเดิม

Ferroelectric transistor

งานวิจัยชิ้นใหม่จากจีนกำลังถูกพูดถึงในวงการเซมิคอนดักเตอร์ เพราะทีมนักวิจัยจาก Peking University และ Chinese Academy of Sciences รายงานความสำเร็จในการพัฒนา Ferroelectric transistor แบบใหม่ที่ย่อขนาดเกตลงมาเหลือเพียง 1 นาโนเมตร และลดแรงดันการทำงานลงได้ถึง 0.6V ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับหน่วยความจำ non-volatile แบบเดิม ๆ ที่ยังต้องใช้แรงดันสูงกว่านี้มากในการเขียนข้อมูล

จุดสำคัญของข่าวนี้ไม่ใช่แค่คำว่า “เล็กที่สุด” แต่คือการแก้ปัญหาใหญ่ของชิปยุค AI ที่หลายคนอาจไม่ค่อยเห็นจากภายนอก นั่นคือ คอขวดระหว่าง memory กับ logic หรือพูดง่าย ๆ คือฝั่งประมวลผลใช้แรงดันต่ำลงเรื่อย ๆ แต่ฝั่งหน่วยความจำยังต้องใช้แรงดันสูง ทำให้ต้องมีวงจรแปลงแรงดันเพิ่มเข้ามา กินทั้งพลังงาน พื้นที่บนชิป และทำให้การส่งข้อมูลช้าลงโดยไม่จำเป็น

Advertisement

งานนี้ถูกอ้างอิงว่าเผยแพร่ในวารสาร Science Advances และในข้อมูลของบทความวิจัยระบุชื่อชัดเจนว่า Nanogate ferroelectric transistors with ultralow operation voltage of 0.6 V พร้อม DOI 10.1126/sciadv.aea5020 โดยขึ้นรายการในฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และตัวบทความลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026


Ferroelectric transistor คืออะไร และทำไมสำคัญกับชิปยุคใหม่

Ferroelectric transistor หรือ FeFET คือทรานซิสเตอร์ที่อาศัยคุณสมบัติของวัสดุ ferroelectric ในการเก็บสถานะทางไฟฟ้า ทำให้มันสามารถทำหน้าที่เป็นหน่วยความจำแบบ non-volatile ได้ นั่นแปลว่าเมื่อปิดไฟ ข้อมูลยังอยู่ ไม่หายเหมือนหน่วยความจำบางชนิด จุดเด่นของแนวคิดนี้คือสามารถทำงานได้เร็วและใช้พลังงานต่ำ เหมาะกับทิศทางการออกแบบชิปยุคใหม่ที่ต้องการให้ memory กับ logic ทำงานใกล้กันมากขึ้น

ในบทความวิจัย ทีมผู้เขียนอธิบายว่า FeFET เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง แต่ที่ผ่านมาอุปสรรคหลักคือการย่อขนาดลงไปลึกมาก ๆ แล้วแรงดันการทำงานยังไม่ต่ำพอ เมื่อแรงดันไม่เข้ากับ logic chip รุ่นใหม่ ก็ทำให้เอาไปต่อยอดในระบบจริงได้ยากกว่าที่ควรจะเป็น


ทำไมชิป AI ถึงเสียพลังงานกับการย้ายข้อมูลมากกว่าที่คิด

รายงานจาก Xinhua อธิบายภาพรวมได้ชัดมากว่า ในกระบวนการผลิตชิปสมัยใหม่ ฝั่ง logic chip ทำงานได้ที่ประมาณ 0.7V เพื่อเน้นประสิทธิภาพพลังงาน แต่หน่วยความจำ non-volatile กระแสหลักอย่าง NAND flash ยังต้องใช้แรงดันระดับ 5V หรือมากกว่า สำหรับการเขียนข้อมูล ความต่างนี้ทำให้ต้องใส่วงจร step-up/step-down เพิ่มเพื่อให้สองฝั่งคุยกันได้

image 50

ปัญหาคือวงจรเสริมเหล่านี้ไม่ได้ “ฟรี” มันกินพื้นที่บนชิป กินพลังงาน และสร้างคอขวดเวลาโอนข้อมูล โดยเฉพาะในงาน AI ที่มีการส่งข้อมูลระหว่าง memory และ compute ตลอดเวลา แหล่งข่าวเดียวกันระบุว่าในชิป AI ทั่วไป พลังงานรวมถึง 60–90% อาจถูกใช้ไปกับการย้ายข้อมูล มากกว่าตัวการคำนวณจริงเสียอีก ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้การเพิ่มประสิทธิภาพ AI ไม่ได้วัดกันแค่ TOPS หรือจำนวนคอร์อย่างเดียว

มุมนี้สำคัญมากสำหรับผู้อ่านทั่วไป เพราะมันอธิบายว่าทำไมข่าวประเภท “ลดแรงดัน memory ได้” ถึงมีความหมายต่ออนาคตของ AI มากกว่าที่ชื่อข่าวดูเหมือนเป็นงานวิจัยเฉพาะทาง


Nanogate คืออะไร และช่วยลดแรงดันเหลือ 0.6V ได้อย่างไร

หัวใจของงานนี้คือโครงสร้าง nanogate ซึ่งทีมวิจัยใช้แนวคิด gate แบบปลายแหลมระดับนาโน เพื่อทำให้สนามไฟฟ้าถูก “โฟกัส” มากขึ้นในบริเวณที่ต้องใช้พลิกสถานะของชั้น ferroelectric ผลคือสามารถลดแรงดันการทำงานลงมาได้เหลือ 0.6V ซึ่งต่ำกว่าระดับที่ FeFET ทั่วไปทำได้ในอดีตอย่างชัดเจน

ในข้อมูลบทความวิจัยยังระบุชัดว่าแนวทาง nanogate นี้ช่วยเพิ่มการ coupling ระหว่างชั้น ferroelectric กับโครงสร้างแบบ metal-oxide semiconductor และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ลดแรงดันลงได้ โดยยังคงคุณสมบัติการทำงานของอุปกรณ์เอาไว้ ไม่ใช่แค่ลดไฟแล้วแลกกับการใช้งานที่แย่ลง

อีกจุดที่น่าสนใจคือทีมวิจัยระบุว่าอุปกรณ์ชุดนี้ยังแสดงความทนต่อ short-channel effects ได้ดี ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่มากเมื่อย่อขนาดเกตลงไปถึงระดับ 1 นาโนเมตร เพราะปกติพอเล็กมาก ๆ การควบคุมทรานซิสเตอร์จะยากขึ้นทันที


ตัวเลขประสิทธิภาพที่น่าสนใจจากงานวิจัยนี้

ตัวเลขที่ถูกยกมาในข่าวและในบทความวิจัยมีหลายจุดที่น่าสนใจมาก ได้แก่

  • แรงดันทำงานต่ำสุดที่รายงาน: 0.6V
  • ขนาดเกตทางกายภาพ: 1 นาโนเมตร
  • current on/off ratio สูงสุดที่รายงานในชุดผลลัพธ์: 2 × 10^6
  • ความเร็วการเขียน/ลบเร็วสุดที่รายงาน: 1.6 ns

แต่จุดนี้ขอเกลาความหมายให้ชัดเพื่อความถูกต้อง: จากตัวบทความวิจัย ตัวเลข 1.6 ns เป็นความเร็วที่อ้างอิงภายใต้เงื่อนไขแรงดัน pulse สูงกว่าการทำงาน 0.6V (บทความระบุ 3V สำหรับความเร็วสูงสุด) ขณะที่การสวิตช์ที่แรงดันต่ำ 0.6V ยังทำได้ที่ระดับ 20 ns ซึ่งก็ยังถือว่าเร็วมากสำหรับ memory device กลุ่มนี้อยู่ดี

อีกประเด็นที่ควรเข้าใจคือค่า on/off ratio ระดับ 2 ล้าน เป็นค่าประสิทธิภาพที่โดดเด่นมากในชุดผลลัพธ์ของทีม แต่ในบทความก็มีการอธิบาย trade-off ว่าพารามิเตอร์บางตัวขึ้นกับความหนาของชั้นวัสดุและเงื่อนไขการขับแรงดันด้วย หมายความว่า “แรงดันต่ำสุด” กับ “ตัวเลขสูงสุดทุกอย่าง” อาจไม่ได้เกิดพร้อมกันในเงื่อนไขเดียวกันทั้งหมด นี่เป็นเรื่องปกติของงานวิจัยอุปกรณ์ ไม่ใช่ข้อเสียของงาน แต่เป็นรายละเอียดที่ควรรู้เพื่ออ่านข่าวแบบไม่เข้าใจคลาดเคลื่อน


ผลกระทบต่อ AI, edge device และอุปกรณ์พกพา

ในมุมการใช้งานจริง ทีมวิจัยและรายงานข่าวมองไปที่งานอย่าง large model inference, edge intelligence, wearable devices และ IoT terminals ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไวต่อพลังงานมาก เพราะมีข้อจำกัดทั้งเรื่องแบตเตอรี่ ความร้อน และพื้นที่ในการออกแบบฮาร์ดแวร์

ถ้าเทคโนโลยีลักษณะนี้ต่อยอดได้สำเร็จในระดับการผลิตจริง ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมคือการลดความจำเป็นของวงจร charge pump/วงจรแปลงแรงดันระหว่าง memory กับ logic ทำให้การออกแบบชิปเรียบง่ายขึ้น และลดพลังงานที่เสียไปกับการย้ายข้อมูล ซึ่งเป็นจุดที่ชิป AI สมัยนี้เจอเหมือนกันแทบทุกค่าย ไม่ว่าจะเป็นงาน data center หรือ edge AI ก็ตาม (ส่วนนี้เป็นการตีความจากหลักการและผลที่รายงานในงานวิจัย)

พูดแบบง่ายที่สุดสำหรับคนทั่วไป: นี่ไม่ใช่ข่าว “ทรานซิสเตอร์เล็กลง” อย่างเดียว แต่เป็นข่าวที่แตะปัญหาใหญ่ของชิป AI คือ ทำยังไงให้ฉลาดขึ้นโดยไม่กินไฟเพิ่มแบบก้าวกระโดด


สิ่งที่ต้องติดตามต่อก่อนจะไปถึงการใช้งานจริง

แม้งานนี้จะน่าตื่นเต้นมาก แต่ต้องแยกให้ชัดว่า ณ ตอนนี้ยังเป็น งานวิจัยระดับอุปกรณ์ (device-level research) ไม่ใช่ประกาศสินค้าหรือชิปเชิงพาณิชย์ที่พร้อมลงตลาดทันที สิ่งที่วงการต้องติดตามต่อคือการสเกลไปสู่การผลิตจริง ความสม่ำเสมอของอุปกรณ์จำนวนมาก และความเข้ากันได้กับกระบวนการผลิตในโรงงานระดับอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ข่าวฝั่ง Xinhua ระบุคำให้สัมภาษณ์จากทีมวิจัยว่าหลักการของเทคโนโลยีนี้มีลักษณะ “ใช้ได้กว้าง” กับวัสดุ ferroelectric กระแสหลัก และสามารถผลิตได้ด้วยกระบวนการอุตสาหกรรมมาตรฐาน ซึ่งเป็นสัญญาณบวกมาก เพราะหมายความว่าทีมไม่ได้ทำแค่งานโชว์ผลในห้องแล็บ แต่คิดถึงเส้นทางต่อยอดสู่การใช้งานจริงไว้แล้วระดับหนึ่ง

สรุปในภาพรวม งานนี้เป็นหนึ่งในข่าววิจัยชิปที่น่าจับตา เพราะมันแก้โจทย์ที่ตรงจุดกับยุค AI อย่างแท้จริง คือ “ลดพลังงานที่เสียไปกับการเคลื่อนย้ายข้อมูล” ถ้าต่อยอดได้จริง ผลกระทบจะไม่ได้อยู่แค่ในแล็บ แต่มีโอกาสไปถึงชิป AI รุ่นอนาคต, อุปกรณ์ edge และอุปกรณ์สวมใส่ที่ต้องการทั้งความเร็วและความประหยัดพลังงานพร้อมกัน

ที่มา: NotebookCheck

Click to comment
Advertisement

บทความน่าสนใจ

PR-News

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — ASUS (เอซุส) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก นำเสนอ ASUS Agent Computer ภายใต้แนวคิด “Powering Every AI Choice” ระบบนิเวศด้านฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ครอบคลุมตั้งแต่โน้ตบุ๊ก NUC และมินิพีซี เดสก์ท็อปพีซีที่ปรับแต่งได้ ไปจนถึงเวิร์กสเตชันระดับมืออาชีพและ AI...

PR-News

บทความโดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งขยายขอบเขตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัล ไปสู่การใช้งานจริงในโลกทางกายภาพ  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มักถูกตีกรอบอยู่แค่ระบบที่ทำความเข้าใจ สร้าง และแนะนำข้อมูลได้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), AI Assistant และ Copilot ได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานที่ใช้ความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เราค้นหา สรุปผล สร้างคอนเทนต์ และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น คลื่นลูกแรกของ AI นี้ถือเป็นการปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง Advertisement แต่ทว่า คลื่นลูกถัดไปของ AI จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงทำความเข้าใจข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกคาดหวังให้สามารถโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน ยานยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา ระบบทางการแพทย์ที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบ ปรับแต่ง และตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งการตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มแอปพลิเคชัน AI รูปแบบใหม่ แต่คือการพลิกโฉมความคาดหวังพื้นฐานที่เรามีต่อขีดความสามารถของ AI  เมื่อ AI ขยายตัวจากคลาวด์และสภาพแวดล้อมดิจิทัลเข้าสู่ระบบทางกายภาพ ความอัจฉริยะจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า “รู้” ได้อีกต่อไป ระบบ Physical AI (AI ทางกายภาพ) เช่น หุ่นยนต์อัตโนมัติ จะต้องรับรู้ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน (Functional safety) และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด ทั้งเรื่องพลังงาน ความร้อน และพื้นที่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกด้วย  และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Physical AI อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรม และ AMD เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ AI ในทศวรรษหน้า นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แค่ “รู้” ไปสู่ระบบที่ “ลงมือทำ”  “การลงมือทำ” พลิกโฉมโจทย์ด้านการประมวลผลขั้นพื้นฐาน เมื่อ AI เริ่มโต้ตอบกับโลกทางกายภาพ โจทย์ของการประมวลผลย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แตกต่างจาก Cloud AI ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการขยายสเกล การรับส่งข้อมูลปริมาณมาก และการประมวลผลแบบรวมศูนย์ เพราะ Physical AI มาพร้อมกับข้อกำหนดใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แชตบอตอาจมีอาการหน่วงบ้างในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถเกิดความล่าช้าได้เลย ยานยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถปล่อยให้ระบบทำงานไม่เสถียรได้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ลองตัดสินใจใหม่” ได้เมื่อทุกวินาทีมีผลต่อชีวิต  ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ:  ในโลกทางกายภาพ ความอัจฉริยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบสามารถตอบสนองและลงมือทำได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพของโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ขอบเขตของ Physical AI ก้าวไปไกลกว่าแค่การรันโมเดล AI เพราะความอัจฉริยะจะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการประมวลผล (Inference) การวางแผน การควบคุม และนำไปสู่การลงมือทำในโลกจริง ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ต่างหาก  และนี่คือเหตุผลที่ AMD เชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว Physical AI คือความท้าทายด้าน “วิศวกรรมระบบ” ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการสร้าง “โมเดล AI”  ไม่มีโปรเซสเซอร์ใดเพียงชนิดเดียวที่ขับเคลื่อน Physical AI ได้ทั้งหมด เราจะเข้าใจแนวคิดของ Physical AI ได้ง่ายขึ้น หากลองเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์  สมองของเราทำหน้าที่คิด วิเคราะห์หาเหตุผล และตัดสินใจ ระบบประสาทช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กล้ามเนื้อและข้อต่อทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพอย่างแม่นยำ  ระบบ Physical AI ก็ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การคิดวิเคราะห์และการรับรู้ที่ซับซ้อนต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง การตอบสนองแบบเรียลไทม์ต้องใช้การประมวลผลที่มีความหน่วงต่ำ (Low-latency) ณ จุดที่ต้องทำการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำก็ต้องการระบบควบคุมที่ถูกต้องและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ...

PR-News

กรุงเทพฯ, 28 กันยายน 2569 – ไมโครซอฟท์ ยกระดับ Microsoft Copilot รองรับโลกการทำงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพให้ทุกคนและทุกองค์กรบรรลุเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น โดย Copilot โฉมใหม่เชื่อมโยงเครื่องมือที่ผู้คนคุ้นเคย เข้ากับขีดความสามารถ AI ยุคใหม่สำหรับการสร้าง ปรับแต่ง และขยายการใช้งาน AI ในทุกมิติของการทำงาน ปัจจุบันแอป Copilot มาพร้อม...

PR-News

โครงสร้างต้นทุน AI สำหรับองค์กรกำลังเปลี่ยนแปลงไป เมื่อโมเดล AI ระดับแนวหน้ารุ่นใหม่และ Agentic AI ช่วยขยายขีดความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ในภาคธุรกิจให้กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม องค์กรที่ยังไม่เริ่มวางกลยุทธ์การปรับใช้ระบบแบบไฮบริดตั้งแต่วันนี้ อาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้าน AI ที่สูงขึ้นอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า  หากองค์กรของคุณขยายการใช้งาน AI ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา คุณอาจสังเกตเห็นแนวโน้มบางอย่าง การเปิดให้เข้าถึง AI ในวงกว้างขึ้น ใช้งานมากขึ้น...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก