Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

ผลสำรวจผู้บริหารเกือบ 6,000 คน ชี้! AI ยังไม่ช่วยเรื่อง productivity ขององค์กร แม้หลายบริษัทเริ่มใช้แล้ว

AI productivity

ใช้ AI กันมากขึ้น แต่ “ตัวเลข productivity” ยังไม่ขยับ

แม้กระแส AI จะถูกคาดหวังให้เข้ามาช่วยทำงานเร็วขึ้น ลดต้นทุน และทำให้องค์กรมี productivity สูงขึ้น แต่ข้อมูลล่าสุดจากงานวิจัยของ National Bureau of Economic Research (NBER) ชี้ว่า ในโลกความเป็นจริง บริษัทจำนวนมาก “เริ่มใช้ AI แล้ว” แต่ยังไม่เห็นผลลัพธ์ชัดเจนในระดับองค์กร โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้าน productivity และการจ้างงาน


ตัวเลขสำคัญจากผลสำรวจ (สรุปให้เข้าใจง่าย)

งานวิจัย NBER ฉบับนี้สำรวจผู้บริหารระดับสูงเกือบ 6,000 คน (CFO, CEO และผู้บริหารสายงาน) จากตัวอย่างบริษัทในสหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี และออสเตรเลีย

Advertisement

ประเด็นที่เด่นที่สุดมีดังนี้

  • ราว 70% ของบริษัทระบุว่าใช้งาน AI อยู่แล้ว
  • แม้ผู้บริหารจำนวนมากบอกว่า “ใช้ AI เป็นประจำ” แต่เวลาใช้งานเฉลี่ย ประมาณ 1.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และ ราว 1 ใน 4 ไม่ได้ใช้ AI ในที่ทำงานเลย
  • ในมุมผลลัพธ์ระดับองค์กร บริษัทส่วนใหญ่รายงานว่า AI ยังไม่ส่งผลต่อ productivity หรือการจ้างงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยตัวเลข “ไม่เห็นผล” อยู่ในระดับ มากกว่า 80% และในบางสรุปข่าวอยู่ระดับ เกือบ 90%
  • แต่ผู้บริหารยังคาดว่าใน 3 ปีข้างหน้า AI จะช่วยให้
    • productivity เพิ่มราว 1.4%
    • output เพิ่มราว 0.8%
    • การจ้างงานลดราว 0.7%

พูดแบบสั้นที่สุด: เริ่มใช้แล้ว แต่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม


ทำไม “ใช้ AI แล้ว” แต่ productivity ยังไม่ขึ้น?

ถ้ามองแบบคนทำงานจริง เหตุผลที่ “ยังไม่เห็น productivity” มักมาจากการที่ AI ถูกใช้แบบ “ช่วยงานในจุดเล็ก ๆ” มากกว่า “เปลี่ยนระบบงานทั้งเส้น” และงานวิจัยก็สะท้อนภาพนี้ทางอ้อมจากเวลาใช้งานที่ค่อนข้างน้อย (เฉลี่ย 1.5 ชั่วโมง/สัปดาห์)

ซึ่งสามารถสรุปเป็น 4 จุดที่เจอได้บ่อยในองค์กร

1) ใช้ AI ในงานปลายทาง มากกว่างานแกนหลัก

หลายทีมเริ่มจากงานที่เห็นผลทันที เช่น ร่างอีเมล สรุปข้อความ ช่วยเขียนรายงาน แต่ยังไม่แตะงานที่ “กินเวลาคนจำนวนมาก” หรือเป็นคอขวดขององค์กรจริง ๆ ดังนั้น productivity ระดับบริษัทเลยยังไม่ขยับแบบเห็นชัด

2) เพิ่มเครื่องมือ แต่ไม่ปรับ workflow

องค์กรจำนวนมากเพิ่ม AI เข้าไป “บน” ขั้นตอนเดิม พนักงานยังต้องคัดลอก-วาง วนตรวจ วนแก้ ทำให้บางกรณี AI กลายเป็นขั้นตอนเพิ่ม มากกว่าจะลดงาน — สุดท้าย productivity ไม่ขึ้น หรือขึ้นน้อยจนไม่ปรากฏในตัวเลขรวม

3) ข้อมูล/ระบบภายในยังไม่พร้อมให้ AI ใช้งานเต็มที่

AI จะช่วยงานได้มากเมื่อเข้าถึงความรู้ขององค์กร (เอกสารภายใน นโยบาย ฐานความรู้ ระบบบริการลูกค้า ฯลฯ) แต่ความเป็นจริงคือหลายองค์กรข้อมูลกระจัดกระจาย หรือมีข้อกังวลด้านความปลอดภัยจนใช้งานจริงได้จำกัด

4) “มีใช้” แต่ยังไม่วัดผลแบบจริงจัง

ถ้าไม่มี KPI ชัด ๆ เช่น เวลางานที่ลดลงต่อเคส error rate ที่ลดลง หรือ output ต่อหัวที่เพิ่มขึ้น ต่อให้ใช้ AI ก็ยากที่จะพูดได้ว่า productivity ดีขึ้นจริงแค่ไหน


เหมือนตอนเริ่มใช้ใน “ยุคคอมพิวเตอร์” ช่วงต้น

ประเด็น “เทคโนโลยีมาแรง แต่ productivity ยังไม่ขึ้นทันที” เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ โดยมักถูกพูดถึงในชื่อแนวคิด Solow’s productivity paradox ที่สรุปภาพให้เห็นว่า “เทคโนโลยีใหม่ต้องใช้เวลาให้คนและองค์กรปรับระบบงานก่อน” ผลลัพธ์จึงจะสะท้อนในสถิติภาพรวม


เงินลงทุนยังเทไปที่ AI หนักมากในปี 2025

แม้ผลสำรวจจะบอกว่า AI ยังไม่ทำให้ productivity “พุ่ง” ในองค์กรส่วนใหญ่ แต่ฝั่งการลงทุนกลับสวนทางชัดเจน

OECD ระบุว่า ปี 2025 เงินลงทุนแบบ Venture Capital (VC) ในบริษัท AI คิดเป็น 61% ของ VC ทั่วโลก หรือ USD 258.7 พันล้าน จาก VC รวม USD 427.1 พันล้าน

export 2026 02 19T08 28 21.514Z
เครดิตภาพ: OECD

ถ้าแปลงเป็นเงินบาท (อัตราอ้างอิง “อัตรากลาง” USD/THB ของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ 18 ก.พ. 2026 = 31.2896 บาท/ดอลลาร์) จะได้ประมาณนี้

  • USD 258.7 พันล้าน (ประมาณ 8.09 ล้านล้านบาท)
  • USD 427.1 พันล้าน (ประมาณ 13.36 ล้านล้านบาท)

ภาพรวมจึงเหมือน “นักลงทุนยังคงเดิมพันกับ AI ต่อ” แต่ฝั่งองค์กรผู้ใช้ปลายทางอาจยังต้องใช้เวลาในการทำให้เกิด productivity แบบวัดผลได้จริง


ถ้าองค์กรอยากให้ AI ดัน productivity “เห็นผลจริง” ควรเริ่มจากอะไร?

แนวทางที่จับต้องได้ และมักทำให้เห็นผลเร็วกว่า คือเปลี่ยนจาก “ทดลองใช้” ไปเป็น “ฝัง AI ในงานจริง” โดยทำเป็นขั้น ๆ

  1. เลือกงานที่เป็นคอขวดจริง (งานซ้ำเยอะ กินเวลาคนมาก)
  2. ทำ workflow ให้ AI ลดขั้นตอน ไม่ใช่เพิ่มขั้นตอน
  3. เชื่อม AI กับความรู้ขององค์กร (ฐานความรู้/เอกสาร/ระบบงาน) อย่างปลอดภัย
  4. กำหนด KPI แล้ววัดก่อน-หลัง ให้ชัดว่าประหยัดเวลา/ลดข้อผิดพลาดได้เท่าไร
  5. เทรนทีมให้ใช้เป็น + มีมาตรฐานตรวจทาน ลดเวลาวนแก้

สรุป

งานวิจัยของ NBER (ก.พ. 2026) บอกชัดว่า วันนี้หลายบริษัท “เริ่มใช้ AI แล้ว” แต่ บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่เห็นผลต่อ productivity หรือการจ้างงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ผู้บริหารเองก็ใช้ AI เฉลี่ยเพียง 1.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนยังไหลเข้า AI หนักมาก (AI กินสัดส่วน 61% ของ VC โลกในปี 2025) ทำให้ภาพในปี 2026 น่าจะเป็น “ช่วงรอยต่อ” ที่องค์กรต้องพิสูจน์ว่า AI จะเปลี่ยนจากเครื่องมือช่วยงานได้แค่ในบางงาน ไปสู่การดัน productivity ระดับองค์กรได้จริงหรือไม่

ที่มา: Tom’s Hardware

Click to comment
Advertisement

บทความน่าสนใจ

PR-News

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — ASUS (เอซุส) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก นำเสนอ ASUS Agent Computer ภายใต้แนวคิด “Powering Every AI Choice” ระบบนิเวศด้านฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ครอบคลุมตั้งแต่โน้ตบุ๊ก NUC และมินิพีซี เดสก์ท็อปพีซีที่ปรับแต่งได้ ไปจนถึงเวิร์กสเตชันระดับมืออาชีพและ AI...

PR-News

บทความโดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งขยายขอบเขตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัล ไปสู่การใช้งานจริงในโลกทางกายภาพ  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มักถูกตีกรอบอยู่แค่ระบบที่ทำความเข้าใจ สร้าง และแนะนำข้อมูลได้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), AI Assistant และ Copilot ได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานที่ใช้ความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เราค้นหา สรุปผล สร้างคอนเทนต์ และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น คลื่นลูกแรกของ AI นี้ถือเป็นการปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง Advertisement แต่ทว่า คลื่นลูกถัดไปของ AI จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงทำความเข้าใจข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกคาดหวังให้สามารถโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน ยานยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา ระบบทางการแพทย์ที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบ ปรับแต่ง และตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งการตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มแอปพลิเคชัน AI รูปแบบใหม่ แต่คือการพลิกโฉมความคาดหวังพื้นฐานที่เรามีต่อขีดความสามารถของ AI  เมื่อ AI ขยายตัวจากคลาวด์และสภาพแวดล้อมดิจิทัลเข้าสู่ระบบทางกายภาพ ความอัจฉริยะจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า “รู้” ได้อีกต่อไป ระบบ Physical AI (AI ทางกายภาพ) เช่น หุ่นยนต์อัตโนมัติ จะต้องรับรู้ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน (Functional safety) และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด ทั้งเรื่องพลังงาน ความร้อน และพื้นที่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกด้วย  และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Physical AI อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรม และ AMD เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ AI ในทศวรรษหน้า นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แค่ “รู้” ไปสู่ระบบที่ “ลงมือทำ”  “การลงมือทำ” พลิกโฉมโจทย์ด้านการประมวลผลขั้นพื้นฐาน เมื่อ AI เริ่มโต้ตอบกับโลกทางกายภาพ โจทย์ของการประมวลผลย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แตกต่างจาก Cloud AI ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการขยายสเกล การรับส่งข้อมูลปริมาณมาก และการประมวลผลแบบรวมศูนย์ เพราะ Physical AI มาพร้อมกับข้อกำหนดใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แชตบอตอาจมีอาการหน่วงบ้างในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถเกิดความล่าช้าได้เลย ยานยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถปล่อยให้ระบบทำงานไม่เสถียรได้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ลองตัดสินใจใหม่” ได้เมื่อทุกวินาทีมีผลต่อชีวิต  ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ:  ในโลกทางกายภาพ ความอัจฉริยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบสามารถตอบสนองและลงมือทำได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพของโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ขอบเขตของ Physical AI ก้าวไปไกลกว่าแค่การรันโมเดล AI เพราะความอัจฉริยะจะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการประมวลผล (Inference) การวางแผน การควบคุม และนำไปสู่การลงมือทำในโลกจริง ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ต่างหาก  และนี่คือเหตุผลที่ AMD เชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว Physical AI คือความท้าทายด้าน “วิศวกรรมระบบ” ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการสร้าง “โมเดล AI”  ไม่มีโปรเซสเซอร์ใดเพียงชนิดเดียวที่ขับเคลื่อน Physical AI ได้ทั้งหมด เราจะเข้าใจแนวคิดของ Physical AI ได้ง่ายขึ้น หากลองเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์  สมองของเราทำหน้าที่คิด วิเคราะห์หาเหตุผล และตัดสินใจ ระบบประสาทช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กล้ามเนื้อและข้อต่อทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพอย่างแม่นยำ  ระบบ Physical AI ก็ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การคิดวิเคราะห์และการรับรู้ที่ซับซ้อนต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง การตอบสนองแบบเรียลไทม์ต้องใช้การประมวลผลที่มีความหน่วงต่ำ (Low-latency) ณ จุดที่ต้องทำการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำก็ต้องการระบบควบคุมที่ถูกต้องและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ...

PR-News

กรุงเทพฯ, 28 กันยายน 2569 – ไมโครซอฟท์ ยกระดับ Microsoft Copilot รองรับโลกการทำงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพให้ทุกคนและทุกองค์กรบรรลุเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น โดย Copilot โฉมใหม่เชื่อมโยงเครื่องมือที่ผู้คนคุ้นเคย เข้ากับขีดความสามารถ AI ยุคใหม่สำหรับการสร้าง ปรับแต่ง และขยายการใช้งาน AI ในทุกมิติของการทำงาน ปัจจุบันแอป Copilot มาพร้อม...

PR-News

โครงสร้างต้นทุน AI สำหรับองค์กรกำลังเปลี่ยนแปลงไป เมื่อโมเดล AI ระดับแนวหน้ารุ่นใหม่และ Agentic AI ช่วยขยายขีดความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ในภาคธุรกิจให้กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม องค์กรที่ยังไม่เริ่มวางกลยุทธ์การปรับใช้ระบบแบบไฮบริดตั้งแต่วันนี้ อาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้าน AI ที่สูงขึ้นอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า  หากองค์กรของคุณขยายการใช้งาน AI ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา คุณอาจสังเกตเห็นแนวโน้มบางอย่าง การเปิดให้เข้าถึง AI ในวงกว้างขึ้น ใช้งานมากขึ้น...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก