
ถ้าจะสรุปข่าวนี้ให้เข้าใจง่ายในประโยคเดียว: Samsung กำลัง “จัดสรรกำลังผลิตใหม่” เพื่อทำกำไรให้สุดในรอบที่ราคา DRAM/NAND พุ่งสูงขึ้น โดยเลือกทุ่มทรัพยากรไปที่สินค้ามาร์จิ้นสูงก่อน (โดยเฉพาะ DRAM ฝั่ง server) แล้วค่อยเพิ่มน้ำหนักไปที่ HBM และงาน foundry โหนดใหม่ เมื่อ “yield” เริ่มนิ่งและคุมต้นทุนได้มากขึ้น
แนวคิดนี้มาพร้อมเป้าหมายที่ค่อนข้างทะเยอทะยาน: รายงานระบุว่า Samsung ต้องการดัน อัตรากำไรของธุรกิจ semiconductor ให้แตะ 50% และมีการยกตัวเลข “ประมาณการกำไรจากการดำเนินงานปี 2026” ในระดับราว $69 พันล้าน ด้วย (เป็นตัวเลขเชิงคาดการณ์ ไม่ใช่งบยืนยัน)
อธิบายคำสำคัญ
Yield = อัตราชิ้นดีจากการผลิต (ยิ่งสูง ต้นทุนต่อชิ้นยิ่งต่ำ กำไรยิ่งดี)
Product mix = การเลือกว่าจะผลิตอะไร “มาก/น้อย” เพื่อให้กำไรรวมออกมาดีที่สุดในช่วงเวลานั้น
ภาพรวมกลยุทธ์: ทำไมต้อง “เน้นของมาร์จิ้นสูง” ตอนนี้
เหตุผลหลักคือ “ตลาดหน่วยความจำกำลังอยู่ในรอบขาขึ้น” จากดีมานด์ฝั่ง AI และ data center ที่ยังสูงต่อเนื่อง ทำให้ผู้ผลิตหน่วยความจำมีอำนาจต่อรองราคามากขึ้น และบริษัทที่เลือกผลิตสินค้ามาร์จิ้นสูงได้ถูกจังหวะ จะดันกำไรทั้งปีได้แรง
รายงานที่อ้าง ETNews ระบุว่า Samsung จึงเลือกเดินหมากแบบระมัดระวัง: เอากำไรจากสินค้าที่ “ทำเงินชัวร์กว่า” ไปก่อน แล้วค่อยเร่งของที่ซับซ้อนเมื่อความเสี่ยงด้าน yield ลดลง
จุดโฟกัสหลัก: DRAM โดยเฉพาะ server DRAM
ในข่าวนี้ “พระเอก” คือ DRAM เพราะเป็นสินค้าที่ทำกำไรได้ดีมากในรอบนี้ โดยรายงานระบุว่า Samsung จะให้น้ำหนักกับ server DRAM เพื่อดันมาร์จิ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่ความต้องการสูงและราคาขายทำได้ดี
มองแบบผู้บริโภคทั่วไปก็พอจะเห็นภาพ: ช่วงที่ data center ขยายตัวหนัก ๆ สินค้าอย่าง DRAM สำหรับงาน server จะกลายเป็นของที่ “ขายง่าย + ทำกำไรดี” และช่วยพยุงตัวเลขรวมได้เร็วที่สุด
โจทย์สำคัญของ 1c DRAM: ทำ yield ให้ “นิ่ง”
อีกประเด็นสำคัญคือ 1c DRAM (DRAM ระดับ 10nm-class รุ่นที่ 6) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ ต้องจัดการทำให้ “เข้าที่” เพื่อไปต่อในระยะยาว
รายงานระบุว่า yield ของ 1c DRAM ถูกประเมินไว้ราว 60% และยังไม่ถึงระดับที่ถือว่า “นิ่ง” ซึ่งมักมองกันแถว 80–90%
ทำไมเรื่องนี้สำคัญ? เพราะถ้า yield ยังไม่นิ่ง ต้นทุนต่อชิ้นจะสูงกว่าที่ควรเป็น ต่อให้ขายได้ราคา กำไรก็อาจยังไม่สุด ดังนั้นกลยุทธ์ที่เห็นในข่าวจึงเหมือนการ “จัดคิวทำเงิน” คือ
- ระยะสั้น: อัดสัดส่วนไปที่ DRAM ที่กำไรดีและคุมต้นทุนได้กว่า
- ระยะกลาง: ดัน yield ของ 1c DRAM ให้สูงขึ้นเพื่อกำไรที่เสถียร
HBM ยังไปต่อ แต่รอจังหวะ yield
แม้ HBM จะเป็นของจำเป็นในยุค AI (โดยเฉพาะในระบบที่ทำงานร่วมกับ GPU ระดับสูง) แต่รายงานอธิบายภาพว่า “กำไร” ของ HBM อาจยังไม่โดดเท่า DRAM บางกลุ่มในช่วงที่ yield ยังต้องปรับปรุง และ Samsung จะเพิ่มการจัดสรรทรัพยากรให้ HBM มากขึ้นเมื่อ yield เริ่มนิ่ง
สรุปง่าย ๆ: HBM ไม่ได้ไม่สำคัญ แต่เป็นของยากกว่า เลยต้องคุมจังหวะให้ดี
NAND รุ่นใหม่ก็อยู่ในแผน
ฝั่ง NAND ก็ถูกพูดถึงในเชิง “ขยับไปที่รุ่นใหม่” เพื่อมาร์จิ้นที่ดีกว่า รายงานระบุทิศทางการให้ความสำคัญกับไลน์ใหม่ (เช่น V8/V9) เพื่อเก็บกำไรในช่วงที่ราคาตลาดแข็งตัว
ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมก็ไปในทางเดียวกัน คือมีสัญญาณว่ารอบราคาหน่วยความจำยังตึง และมาร์จิ้นของผู้ผลิตอาจยืนสูงได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
2nm GAA กับเกม foundry ระยะยาว
นอกจากหน่วยความจำแล้ว ยังต้องเดินเกม foundry ไปพร้อมกัน โดยข่าวนี้พูดถึง 2nm GAA และเป้าหมายเพิ่มคำสั่งซื้อจำนวนมาก แต่ก็ยอมรับโดยนัยว่าตัวแปรชี้เป็นชี้ตายยังคือ yield (มีการอ้างตัวเลขราว 50% ในบางรายงานสรุป)
พูดให้เข้าใจง่าย: โหนดใหม่ “ขายได้” ต้องมาพร้อม 2 อย่าง
- ผลิตได้เสถียร (yield ดีพอ)
- ส่งมอบได้ตามที่ลูกค้าต้องการ (ความเสี่ยงต่ำ)
ถ้า 2 อย่างนี้ยังไม่แน่น การเร่งเต็มกำลังเร็วเกินไปอาจกลายเป็นต้นทุนที่กดกำไรแทน
สรุป: ประเด็นที่ควรจับตาในปี 2026
แก่นของข่าวนี้คือ Samsung พยายาม “ทำกำไรให้สุด” ในช่วงที่หน่วยความจำกลับมาร้อนแรง โดยใช้วิธีจัดสรรทรัพยากรแบบเป็นขั้นเป็นตอน:
- เน้น DRAM (โดยเฉพาะ server DRAM) เพื่อดันมาร์จิ้นระยะสั้น
- เร่งดัน yield ของ 1c DRAM ให้เข้าโซนเสถียร เพื่อกำไรระยะยาว
- HBM และ 2nm GAA ยังเดินต่อ แต่เพิ่มน้ำหนักเมื่อความเสี่ยงด้าน yield ลดลง
ถ้าราคาหน่วยความจำยังตึงต่อเนื่องอย่างที่หลายสำนักประเมินไว้ ปี 2026 จะเป็นปีที่ “ตัวเลขกำไรของฝั่งหน่วยความจำ” ถูกจับตาหนัก และอาจสะท้อนออกมาที่ต้นทุนของสินค้า IT ปลายทางด้วยเช่นกัน
ที่มา: wccftech





