
เกริ่นเรื่องแบบเข้าใจง่าย: เกิดอะไรขึ้นกับ Allumeria?
ช่วงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 มีรายงานว่า Allumeria เกมอินดี้แนว voxel/survival ถูกถอดออกจาก Steam หลังผู้ให้บริการได้รับคำร้อง DMCA ที่อ้างว่าเกมมีการ “ใช้คอนเทนต์ของ Minecraft” โดยไม่ได้รับอนุญาต และอาจเข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้ Valve เลือกถอดเกมออกชั่วคราวเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมาย
ตามรายงาน ผู้พัฒนา (ใช้นามว่า unomelon) โพสต์ในชุมชนว่าไม่แน่ใจว่าจะรับมืออย่างไร และกำลังกังวลเรื่องต้นทุนการสู้คดีหากต้องเดินหน้าจริง
Allumeria ถูกถอดออกจาก Steam เพราะอะไร?
ใจความสำคัญคือ Steam/Valve ได้รับคำร้องแบบ DMCA ที่ระบุว่า Microsoft เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับ Minecraft และมองว่า Allumeria มีการใช้ “คอนเทนต์/องค์ประกอบ” ของ Minecraft (เช่น gameplay และ assets) โดยไม่ได้รับอนุญาต
จุดที่ทำให้เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่คือ “Steam มีเกม voxel คล้าย Minecraft เยอะมาก” แต่กรณีนี้กลับโดนถอดจริง จึงเกิดคำถามตามมาว่า Microsoft ใช้มาตรฐานอะไรในการพิจารณา และ Allumeria ไปอยู่ในจุดเสี่ยงตรงไหนกันแน่
DMCA บน Steam คืออะไร และ “10–14 วันทำการ” หมายถึงอะไร?
DMCA (Digital Millennium Copyright Act) เป็นกฎหมายสหรัฐฯ ที่สร้างกระบวนการ “แจ้งถอดคอนเทนต์” สำหรับแพลตฟอร์มออนไลน์ เมื่อมีผู้ถือลิขสิทธิ์อ้างว่ามีการละเมิด แพลตฟอร์มจำนวนมากรวมถึง Steam มักเลือก “ถอดก่อน” เพื่อรักษาสถานะคุ้มครองทางกฎหมายของผู้ให้บริการ (safe harbor) แล้วให้คู่กรณีไปว่ากันต่อในขั้นตอนถัดไป
สิ่งสำคัญมาก: การถอดด้วย DMCA ไม่ใช่คำตัดสินว่าผิดจริง แต่มักเป็นการ “ปิดความเสี่ยงไว้ก่อน” ตามกระบวนการแจ้งถอด
ถ้าผู้ถูกกล่าวหามั่นใจว่าไม่ได้ละเมิด สามารถส่ง counter-notice (คำคัดค้านแบบ DMCA) ได้ และหากแพลตฟอร์มได้รับ counter-notice ที่ถูกต้องตามเงื่อนไข โดยทั่วไปแพลตฟอร์มจะต้อง “คืนการเข้าถึง” ภายในช่วง 10–14 วันทำการ เว้นแต่ผู้ร้องเรียนจะยื่นฟ้องต่อศาลภายในกรอบเวลาดังกล่าว
พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ:
- ถ้า unomelon ยื่น counter-notice แล้ว Microsoft ไม่ฟ้องภายใน 10–14 วันทำการ เกมมีโอกาสกลับขึ้นรายการได้
- แต่ถ้าอีกฝ่าย “เดินหน้าฟ้อง” เกมอาจถูกปล่อยให้หายจากหน้าร้านต่อไปจนกว่าคดีจะจบ
(หมายเหตุ: นี่เป็นข้อมูลเชิงกระบวนการทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย)
ทำไมเกม voxel ถึงมีโอกาสโดนข้อกล่าวหาเรื่องลิขสิทธิ์?
หลายคนเข้าใจว่า “เกมแนวเดียวกัน” หรือ “ใช้บล็อกเหมือนกัน” = ละเมิด ซึ่งจริง ๆ แล้วมันซับซ้อนกว่า
โดยหลัก ๆ สิ่งที่มักเป็นจุดเสี่ยงในเกมแนว voxel คือ:
- งานภาพ/texture/ไอคอน/UI ที่เหมือนหรือใกล้เคียงมาก
ไอเดีย “บล็อก” อาจเป็นแนวคิดทั่วไป แต่ “ไฟล์ภาพ” และ “งานออกแบบเฉพาะ” เป็นงานสร้างสรรค์ที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์ชัดเจน - การจัดวางหน้าจอและองค์ประกอบที่ทำให้คนเข้าใจว่าเป็นเกมเดียวกัน
ต่อให้ไม่ก๊อปไฟล์ตรง ๆ แต่ถ้า “หน้าตาและความรู้สึก” ใกล้มาก ก็อาจกลายเป็นประเด็นได้ (แม้สุดท้ายจะต้องไปวัดกันในเชิงข้อเท็จจริง/กฎหมายอีกที) - การใช้คำ/ชื่อ/สื่อโปรโมตที่อ้างอิงแบรนด์เดิมแบบเสี่ยง ๆ
เช่น การทำให้คนเข้าใจผิดว่าเกี่ยวข้องกับ Minecraft หรือ Mojang อันนี้มักไปแตะเรื่องเครื่องหมายการค้า (ซึ่งคนมักเผลอเหมารวมกับลิขสิทธิ์)
สรุปคือ “เกม voxel เหมือนกัน” ไม่ได้แปลว่าผิดอัตโนมัติ แต่ รายละเอียดระดับ asset และ UI มักเป็นด่านที่ทำให้คดีลุกลามได้
คล้าย Minecraft แค่ไหน: ประเด็นที่คนเถียงกัน
ฝั่งที่เห็นว่า “คล้ายเกินไป” ชี้ไปที่ตัวอย่างภาพ/วิดีโอเดโมที่ทำให้รู้สึกถึงความใกล้เคียง ทั้ง texture บางส่วนและหน้าตาอินเทอร์เฟซ ขณะที่อีกฝั่งโต้ว่าเกม voxel จำนวนมากก็ย่อมมีภาษาภาพคล้ายกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะถ้าใช้ขนาด texture แนวมาตรฐาน
ด้านผู้พัฒนาและคนในวงการบางส่วนมองว่า Allumeria พยายามไปคนละทางกับ Minecraft ในเชิง “โฟกัสเกมเพลย์” เช่น เน้นการต่อสู้/การเติบโตของตัวละคร และมีแรงบันดาลใจจาก Terraria มากกว่าความเป็น sandbox แบบ Minecraft เพียว ๆ รวมถึงจุดขายอย่างการปรับแต่งบล็อกโดยไม่ต้องพึ่งม็อด
อีกข้อมูลหนึ่งที่ช่วยให้เห็นภาพคือ ตัวเกมยังมีหน้าหลักบน ซึ่งอธิบายคอนเซปต์ว่าเป็นโลกแบบ procedural มี biome/ดันเจี้ยน/โครงสร้างให้สำรวจ เป็นต้น
เสียงจากนักพัฒนาเกม voxel คนอื่น และผลสะเทือนต่ออินดี้
ประเด็นนี้เริ่มดังขึ้นไปอีกเมื่อมีนักพัฒนาเกม voxel รายอื่นออกมาพูดถึงความกังวลว่า “เส้นแบ่งการได้แรงบันดาลใจ” กับ “การถูกกล่าวหาว่าลอก” มันบางมาก โดยเฉพาะกับเกมอินดี้ที่ไม่มีทีมกฎหมายพร้อมชน
ในรายงานมีการพูดถึงผู้สร้าง Vintage Story (ชื่อ Tyron) ที่ออกมาแสดงท่าทีสนับสนุน/ให้กำลังใจ และมองว่าเรื่องนี้น่ากังวลต่อคอมมูนิตี้เกมแนวเดียวกัน
ภาพรวมที่หลายคนกลัวคือ “แค่โดน DMCA ก็เสียหายแล้ว” ต่อให้สุดท้ายไม่ผิดจริง เพราะ:
- เกมหายจากหน้าร้าน = รายได้/ยอด wishlist/กระแสหาย
- คนทำเกมต้องเสียเวลาไปกับเอกสาร/การสื่อสาร
- ถ้าจะสู้จริง มักต้องมีที่ปรึกษากฎหมาย ซึ่งเป็นต้นทุนหนักของอินดี้
แล้วทำไม Microsoft ถึงโฟกัส Allumeria?
ตรงนี้ต้องแยก “ข้อเท็จจริง” กับ “การคาดเดา” ออกจากกันก่อน
ข้อเท็จจริงที่มีรายงาน: มีการยื่นคำร้อง DMCA และเกมถูกถอดจาก Steam ตามขั้นตอนปกติของแพลตฟอร์ม
สิ่งที่ยังไม่มีคำอธิบายชัดเจน: เหตุผลเชิงลึกว่าทำไมเป็น Allumeria ไม่ใช่เกม voxel อื่น ๆ
ในชุมชนมีการตั้งสมมติฐานหลายแบบ เช่น อาจมีบางส่วนของ asset/UI ที่ไปใกล้ Minecraft เกินไป หรืออาจเป็น “ระบบตรวจจับอัตโนมัติ/กระบวนการเชิงเอกสาร” ที่ทำให้เคสนี้ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งบางสื่อก็ยกประเด็นนี้ขึ้นมาว่าเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุป
สรุป: นี่คือ “คำตัดสิน” หรือแค่ “กระบวนการแจ้งถอด”?
เคส Allumeria เป็นตัวอย่างชัดว่า DMCA คือกลไกแจ้งถอด ไม่ใช่ศาล และความเสียหายสามารถเกิดขึ้นได้ทันทีแม้ข้อเท็จจริงยังไม่ถูกพิสูจน์
จุดที่ต้องจับตาต่อจากนี้ (ในเชิงข่าว) คือ:
- ผู้พัฒนาจะยื่น counter-notice หรือเลือกปรับงานภาพ/รีแบรนด์ก่อน
- หากมีการยื่น counter-notice แล้ว อีกฝ่ายจะยกระดับไปสู่คดีจริงหรือไม่
- Microsoft/ผู้เกี่ยวข้องจะออกมาชี้แจงรายละเอียดของข้อกล่าวหาเพิ่มเติมหรือเปล่า
ที่มา: notebookcheck





