Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

AirPods Pro อาจติดกล้อง IR? ทฤษฎีใหม่โยงดีลซื้อ Q.ai ของ Apple กับ “สั่งงานแบบไม่ต้องพูด”

Apple AirPods Pro

ปลายเดือน มกราคม 2026 Apple ยืนยันว่า ได้เข้าซื้อ Q.ai สตาร์ทอัปจากอิสราเอล ที่ทำเทคโนโลยี Machine Learning เพื่อให้ระบบ “เข้าใจเสียงกระซิบ” และช่วยเพิ่มคุณภาพเสียง ในสภาพแวดลล้อมที่มีเสียงรบกวน โดย Reuters ระบุว่า Apple ไม่เปิดเผยมูลค่าดีล แต่แหล่งข่าวประเมินว่าอยู่ที่ราว 1.6 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.0 หมื่นล้านบาท) ขณะที่รายงานอีกกระแสอ้างว่า ดีลอาจถูกประเมินไว้ เกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.2 หมื่นล้านบาท) ซึ่งทำให้เป็นหนึ่งในดีลซื้อกิจการที่แพงที่สุดของ Apple ในรอบหลายปี.

ความพีคคือ หลังข่าวซื้อกิจการออกมาไม่นาน มีคนตั้ง “ทฤษฎี” ว่า ดีล Q.ai อาจไม่ได้จบแค่การปรับเสียงในหูฟัง แต่กำลังถูกปูทางไปหา AirPods Pro รุ่นถัดไป ที่มีข่าวลือเรื่อง “กล้อง Infrared (IR)” เพื่อรับรู้สภาพแวดล้อม และอาจเปิดตัวได้ภายในปี 2026 โดยไม่เพิ่มราคาขึ้นแบบก้าวกระโดด.

Advertisement

บทความนี้ จะสรุปให้แบบอ่านง่ายว่า ข่าวจริงคืออะไร ข่าวลือคืออะไร แล้วทฤษฎี “กล้อง IR + Q.ai = สั่งงานแบบไม่ต้องพูด” มีเหตุผลแค่ไหน และต้องจับตาประเด็นไหนก่อนเชื่อจริง


ภาพรวมเร็ว: อะไรคือ “ข่าวจริง” และอะไรคือ “ข่าวลือ”

ประเด็นสถานะตอนนี้หมายเหตุ
Apple ซื้อ Q.ai แล้วข่าวจริงApple ยืนยันการซื้อกิจการ แต่ไม่เปิดเงื่อนไข.
Q.ai ทำเทคเข้าใจเสียงกระซิบ และอ่าน micromovementsข่าวจริงระบุในรายงาน Reuters และข้อมูลด้านสิทธิบัตรของบริษัท.
มูลค่าดีล 1.6–2.0 พันล้านดอลลาร์ประเมินโดยสื่อReuters อ้างแหล่งข่าว 1.6B ส่วน TechCrunch อ้าง FT ว่าใกล้ 2B.
AirPods Pro รุ่นถัดไปอาจมีกล้อง IRข่าวลืออ้างจากนักวิเคราะห์ + สิทธิบัตร + leaker.
ราคา “ใกล้เดิม” เช่น 249 ดอลลาร์ข่าวลือยังไม่มีหลักฐานยืนยันจาก Apple.
กล้อง IR จะใช้เพื่ออ่านปาก/สั่งงานแบบเงียบทฤษฎีเป็นการเชื่อมเหตุผลระหว่างดีล Q.ai กับข่าวลือหูฟังมีกล้อง.

Q.ai ทำอะไรได้บ้าง และ Apple ซื้อไปเพื่ออะไร

Reuters อธิบายว่า Q.ai ทำงานด้าน AI เพื่อ “เข้าใจคำพูดในสถานการณ์ยาก ๆ” โดยเฉพาะ เสียงกระซิบ หรือคำพูดที่เบามาก และช่วยปรับให้เสียงชัดขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีเสียงรบกวน เช่น รถไฟฟ้า ร้านกาแฟ หรือถนนที่มีเสียงรถ.

อีกด้านที่น่าสนใจ คือ Q.ai ไม่ได้ดูแค่ “เสียง” แต่ยังแตะงานเกี่ยวกับ “สัญญาณจากใบหน้า” ด้วย โดย Reuters ระบุว่า บริษัทเคยยื่นเอกสารสิทธิบัตรที่พูดถึงการใช้ facial skin micromovements เพื่อ

  • ตรวจจับคำที่ผู้ใช้ “ขยับปากพูด” หรือพูดเบามาก
  • ระบุตัวบุคคล และประเมินอารมณ์
  • รวมถึงตัวชี้วัดทางสรีรวิทยาบางอย่าง (เช่น ชีพจร หรือการหายใจ) ในเชิงแนวคิดของเอกสารสิทธิบัตร.

นอกจากนี้ Reuters ระบุด้วยว่า ทีมงานราว 100 คนของ Q.ai รวมถึง Aviad Maizels จะย้ายเข้าร่วม Apple และตัว Maizels เองเคยก่อตั้ง PrimeSense ก่อนขายให้ Apple ตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในหมุดสำคัญที่ช่วยให้ Apple เชี่ยวชาญงาน “การรับรู้เชิง 3D” ในสินค้ารุ่นหลัง ๆ.


ดีลนี้ใหญ่แค่ไหน เมื่อเทียบกับการซื้อ Beats

TechCrunch อ้าง Financial Times ว่ามูลค่าดีลอาจใกล้ 2,000 ล้านดอลลาร์ และชี้ว่าเป็นหนึ่งในดีลใหญ่สุดของ Apple รองจากการซื้อ Beats Electronics ในปี 2014 ที่ 3,000 ล้านดอลลาร์.

ถ้าเทียบเป็นเงินบาท โดยใช้อัตรา USD/THB ราว 31.17 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ณ วันที่ 11 ก.พ. 2026

  • 1.6 พันล้านดอลลาร์ ≈ 49.9 พันล้านบาท
  • 2.0 พันล้านดอลลาร์ ≈ 62.3 พันล้านบาท
  • 3.0 พันล้านดอลลาร์ ≈ 93.5 พันล้านบาท

ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า Apple ลงเงินจริงจังกับเทคประเภทนี้ ไม่ได้เป็นดีลเล็ก ๆ แบบซื้อทีมมาลองของ


ข่าวลือ AirPods Pro ติดกล้อง IR มาจากไหน

ข่าวลือ “กล้องบน AirPods Pro” มีหลายชั้นข้อมูล และแต่ละชั้นมีน้ำหนักไม่เท่ากัน

1) ชั้นนักวิเคราะห์ซัพพลายเชน

AppleInsider สรุปว่า แนวคิดเรื่องเซ็นเซอร์/กล้องบน AirPods Pro ถูกพูดถึงตั้งแต่ราวกลางปี 2024 โดยอ้างการประเมินของ Ming-Chi Kuo ว่า Apple สนใจใส่โมดูลกล้อง IR เพื่อช่วยเรื่องการรับรู้สภาพแวดล้อม และอาจทำให้ Spatial Audio ทำงานฉลาดขึ้นเมื่อใช้งานร่วมกับ Vision Pro.

2) ชั้นสิทธิบัตร

ทั้ง AppleInsider และ MacObserver อ้างถึงสิทธิบัตรช่วง กรกฎาคม 2025 ที่พูดถึงการใช้ระบบกล้องคล้าย dot projector ของ Face ID เพื่อ proximity detection และ 3D depth mapping ในอุปกรณ์สวมใส่ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “หลักฐานแวดล้อม” ว่า Apple วิจัยเรื่องนี้อยู่จริง (แต่ยังไม่ใช่การยืนยันสินค้า).

3) ชั้น leaker

AppleInsider ระบุว่า leaker อย่าง Kosutami เคยพูดแนว ๆ ว่า AirPods Pro รุ่นใหม่จะ “see around you” และยังโยงไปถึงประเด็น “ราคาใกล้เดิม” พร้อมย้ำว่าความแม่นยำของ leak ประเภทนี้มีทั้งถูกและพลาด.

4) ชั้นสื่อที่หยิบไปเล่าต่อ (ให้คนเห็นภาพทันที)

สื่อไทยบางเจ้า เล่าต่อในรูปแบบที่จับต้องง่าย เช่น “อาจราคาเท่าเดิม 249 ดอลลาร์” (ราว 7,800 บาท) เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจภาพรวมเร็วขึ้น แต่ยังคงเป็นการอ้างอิงจากกระแสข่าวลือเป็นหลัก.


กล้อง IR ใน AirPods Pro จะทำงานยังไง ทำไมไม่ใช่ “กล้องถ่ายรูป”

คำว่า “กล้อง” ทำให้หลายคนคิดถึงการถ่ายภาพหรือวิดีโอ แต่ข่าวลือส่วนใหญ่พูดถึง “Infrared” ซึ่งในโลกเซ็นเซอร์ มักหมายถึงการใช้แสง IR เพื่อช่วย วัดระยะ ตรวจจับการเคลื่อนไหว หรือสร้างข้อมูลเชิงลึก (depth) มากกว่าการเก็บภาพแบบที่เราคุ้นเคย

ตัวอย่างที่สื่อชอบยก คือแนวคิดคล้ายระบบ Face ID ที่ใช้จุดแสงจำนวนมากยิงออกไป แล้วอ่านการสะท้อนกลับเพื่อประเมินความลึกหรือความใกล้ ซึ่งทั้ง AppleInsider และ MacObserver ชี้ว่าประเด็นนี้ไปสอดคล้องกับแนวทางในสิทธิบัตรที่ถูกอ้างถึง.

ถ้าเอามาวางในบริบทของหูฟัง

  • มันอาจเป็น “เซ็นเซอร์เล็ก ๆ” ที่คอยดูการเคลื่อนไหวใกล้ใบหน้า หรือมือที่ทำ gesture
  • หรือเป็นการเก็บข้อมูลแบบหยาบ ๆ เพื่อให้ระบบรู้ว่า “ผู้ใช้กำลังหันหน้าไปทางไหน” “กำลังสื่อสารแบบไหน”
  • แล้วค่อยส่งต่อให้ AI ตีความเป็นคำสั่ง

นี่คือเหตุผลว่า ทำไมข่าวลือถึงชอบใช้คำว่า “รับรู้สภาพแวดล้อม” มากกว่าคำว่า “กล้องถ่ายรูป”


ทฤษฎีที่กำลังถูกพูดถึง: กล้อง IR + Q.ai = “silent speech”

MacObserver สรุปทฤษฎีไว้ตรง ๆ ว่า ถ้า AirPods Pro มีเซ็นเซอร์/กล้อง IR จริง มันอาจใช้เพื่อ “อ่านการขยับใบหน้าแบบละเอียด” แล้วให้ซอฟต์แวร์ของ Q.ai แปลงเป็นข้อความหรือคำสั่ง ทำให้เกิดประสบการณ์แบบ “พูดโดยไม่ต้องเปล่งเสียง”.

สิ่งที่ทำให้ทฤษฎีนี้ดูเข้าทาง คือ Reuters ระบุไว้ชัดว่า Q.ai ทำระบบให้เข้าใจ “เสียงกระซิบ” และช่วยให้ได้เสียงที่ชัดขึ้นในสภาพแวดล้อมยาก ๆ แปลว่าปัญหาที่บริษัทโฟกัสคือ “เสียงพูดไม่ได้สะดวกเสมอไป”.

ถ้าต่อจิ๊กซอว์แบบง่าย ๆ

  • เมื่อพูดเบาไม่ได้ผล → ก็อ่านจาก “รูปปาก” แทน
  • เมื่ออยู่ในที่เสียงดัง → ก็ใช้สัญญาณจากใบหน้า ช่วยให้ AI เดาคำสั่งได้แม่นขึ้น
  • เมื่อไม่อยากพูดในที่สาธารณะ → ก็ทำ voice-to-text แบบเงียบ ๆ

ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่ข้อมูลยืนยัน แต่เป็นเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกว่า “มันเข้ากันดีเกินไป”


ยูสเคสที่เป็นไปได้ ถ้า AirPods Pro มี IR จริง

เพื่อให้เห็นภาพ เราลองแยกยูสเคสที่ “เป็นไปได้” ออกเป็น 3 ระดับตามความยากในการทำจริง

ระดับที่ 1: gesture + spatial awareness (ทำได้ก่อน)

นี่เป็นแนวทางที่หลายสื่อมองว่า Apple น่าจะทำก่อน เพราะการอ่าน gesture ของมือ หรือการรับรู้สภาพแวดล้อมแบบกว้าง ๆ อาจไม่ต้องเข้าใจ “ภาษา” เต็มรูปแบบ แต่อาศัยข้อมูลการเคลื่อนไหวและระยะเป็นหลัก.

ระดับที่ 2: voice-to-text ที่ “แม่นขึ้น” ด้วยสัญญาณจากใบหน้า

ถ้า Q.ai เก่งด้านการทำให้ระบบเข้าใจเสียงเบาและเสียงรบกวน การเพิ่มสัญญาณจาก IR อาจช่วยลดความผิดพลาดของการถอดคำพูด โดยเฉพาะตอนอยู่ในที่ไมค์เก็บเสียงได้ไม่ดี (เช่น ลมแรง หรือมีคนคุยรอบข้าง)

ระดับที่ 3: silent speech เต็มรูปแบบ (ยากสุด แต่แรงสุด)

นี่คือภาพฝันของทฤษฎี: ผู้ใช้ขยับปากแบบเงียบ ๆ แล้วระบบแปลงเป็นข้อความ ส่งให้ Siri หรือสั่งงานแอปได้ โดยไม่ต้องพูดให้คนรอบข้างได้ยิน.

ระดับที่ 3 จะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้ได้จริง แต่ก็ยากที่สุดในเชิง AI + การออกแบบ UX


ทำไม Apple ถึงอยากให้ AirPods Pro “รับรู้โลก” ได้

AppleInsider วิเคราะห์ว่า ถ้าบริษัทอยากให้ Apple Intelligence ตอบคำถามเกี่ยวกับ “สิ่งที่อยู่รอบตัวเรา” ได้ดีขึ้น มันต้องเข้าถึงข้อมูลเชิงภาพหรือการรับรู้สภาพแวดล้อม และถ้ายังไม่มีแว่นอัจฉริยะที่พร้อมขายจริง การเอาเซ็นเซอร์ไปไว้บนหูฟัง ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะหูฟังอยู่กับผู้ใช้ตลอดเวลา และอยู่ใกล้ปาก/ใบหน้า ซึ่งเป็นตำแหน่งทองของการอ่านสัญญาณมนุษย์.

พูดอีกแบบคือ AirPods Pro อาจกลายเป็น “อินพุตใหม่” ให้กับ AI ของ Apple โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ใหม่ทั้งชิ้น


ประเด็นที่ต้องจับตา ถ้า AirPods Pro มีกล้องจริง

1) ความเป็นส่วนตัว และภาพลักษณ์ของ “กล้องบนตัวคน”

ต่อให้เป็นเซ็นเซอร์ IR ที่ไม่ได้ถ่ายภาพเหมือนกล้องทั่วไป แค่คำว่า “กล้อง” ก็ทำให้คนระแวงได้ทันที AppleInsider เองก็พูดถึงแรงต้านเชิงความเป็นส่วนตัวที่อาจเกิดขึ้น ถ้าแนวคิดนี้กลายเป็นสินค้าจริง.

สิ่งที่ Apple ต้องทำให้ชัด (ถ้ามีจริง) คือ

  • ข้อมูลถูกประมวลผลที่ไหน (on-device หรือ cloud)
  • มีไฟ/สัญลักษณ์บอกการทำงานหรือไม่
  • ผู้ใช้ควบคุมได้แค่ไหน และคนรอบข้างจะสบายใจกับมันได้อย่างไร

2) แบตเตอรี่ และน้ำหนัก

สุดท้ายผู้ใช้ซื้อหูฟังเพื่อใส่ทุกวัน ถ้าการเพิ่มเซ็นเซอร์ทำให้แบตลดลงแบบรู้สึกได้ น้ำหนักเพิ่ม หรือทำให้ร้อนขึ้น ฟีเจอร์อาจกลายเป็น “ของเท่ที่ไม่ค่อยได้ใช้”

3) ความแม่นยำของ silent speech

การอ่านรูปปากแบบไม่เปล่งเสียงซับซ้อนมาก เพราะแต่ละคนขยับปากไม่เหมือนกัน ภาษาไม่เหมือนกัน และสภาพการใส่หูฟังจริงก็มีข้อจำกัด เช่น มุมมองของเซ็นเซอร์ ระยะห่าง และการเคลื่อนไหวตอนเดิน

4) กฎหมาย และกติกาในหลายประเทศ

บางประเทศเข้มกับอุปกรณ์ที่อาจตีความว่า “บันทึกภาพ/สอดส่อง” ต่อให้ Apple บอกว่าเป็น IR เพื่อ depth mapping ก็ยังต้องคิดเรื่องการสื่อสาร และการทำให้ผู้ใช้เข้าใจตรงกัน


ไทม์ไลน์ในปี 2026 และสิ่งที่ควรดูต่อไป

ถ้าดูจากข้อมูลที่มีในมือ เรามีสองเส้นเรื่องที่ “ยังไม่ตัดกัน” แบบชัด ๆ

  • เส้นข่าวจริง: Apple ซื้อ Q.ai แล้ว และ Reuters ให้รายละเอียดเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับเสียงกระซิบ และ micromovements.
  • เส้นข่าวลือ: AirPods Pro รุ่นถัดไปอาจมี IR camera/เซ็นเซอร์ พร้อม leak เรื่องราคา และมีการอ้างอิงสิทธิบัตรเป็นเบาะแส.

สิ่งที่ควรจับตาในปี 2026 คือ

  1. leak เรื่องชิ้นส่วนหรือซัพพลายเชนที่ “ชัดขึ้น” ว่าโมดูล IR มีอยู่จริงหรือไม่
  2. สัญญาณจากซอฟต์แวร์ เช่น ฟีเจอร์ Siri / voice-to-text ที่ชี้ว่ากำลังเตรียม “อินพุตใหม่” นอกเหนือจากเสียง
  3. วิธีที่ Apple สื่อสารเรื่อง privacy ถ้าต้องพูดถึง “กล้อง” บนอุปกรณ์สวมใส่

สรุป: ทฤษฎีนี้ “เข้าทาง” แต่ยังต้องรอของจริง

สิ่งที่ยืนยันได้ตอนนี้ คือ Apple ซื้อ Q.ai จริง และ Q.ai มีเทคที่เน้นการเข้าใจเสียงพูดในสถานการณ์ยาก ๆ รวมถึงแนวคิดการอ่าน micromovements จากใบหน้าในเชิงเอกสารสิทธิบัตร.

ส่วน AirPods Pro ติดกล้อง IR ยังเป็นข่าวลือ แม้จะมีทั้งนักวิเคราะห์ สิทธิบัตร และ leaker ช่วยกันเติมแรงส่งให้เรื่องนี้ไม่หายไปจากวงสนทนา.

ถ้าสุดท้าย Apple ทำให้ “silent speech” ใช้งานได้จริง มันอาจเปลี่ยนวิธีที่คนสั่งงานอุปกรณ์จากเดิมที่ต้องแตะหรือพูด ให้กลายเป็นการ “คุยแบบเงียบ ๆ” ที่เป็นธรรมชาติและเป็นส่วนตัวกว่าเดิม แต่ในอีกด้าน มันก็จะเป็นบททดสอบหนักเรื่องแบตเตอรี่ UX และความเป็นส่วนตัวไปพร้อมกัน

ที่มา: wccftech

Click to comment
Advertisement

บทความน่าสนใจ

Buyer's Guide

ไม่ว่าจะซื้อ iPad รุ่นใดราคาแพงแค่ไหนมาใช้ก็ตาม แทบทุกคนต้องหาซื้อเคสไอแพดดีๆ สักชิ้นมาใส่ป้องกันเครื่องและเก็บ Apple Pencil เอาไว้ด้วยกันให้หยิบใช้ได้ง่ายและเก็บเป็นที่ จะได้ไม่เผลอลืมทิ้งไว้ไหนแล้วหาไม่เจอจนต้องซื้อใหม่ แถมเสริมขอบยางกันกระแทกมาให้เวลาเผลอทำเครื่องตกพื้นโดยไม่ตั้งใจก็ยังทนได้ไม่เกิดริ้วรอย, จอแตกเสียหายหรือบิดเสียรูป แถมนอกจากปกป้องเครื่องได้ดีแล้ว เคสไอแพดของแต่ละแบรนด์ก็มีจุดเด่นเฉพาะตัวต่างกันไปไม่ว่าจะมีสีหรือรองรับ iPad หลายรุ่นตั้งแต่เก่าไปจนใหม่, ตั้งเครื่องได้ไม่ว่าจะตั้งหรือนอนจนถึงยกเครื่องให้สูงขึ้นพอระดับสายตาให้ทำงานง่ายขึ้น โดยเฉพาะถ้าใครต้องนั่งตอบเมล์หรือเซ็นเอกสารบ่อยๆ ก็ต้องถูกใจแน่นอน เลือกเคสไอแพดอย่างไรดีถึงจบคุ้มค่า? เคสไอแพด 7 รุ่นน่าใช้ ใส่แล้วปกป้องเครื่องได้ดีทนทานแน่นอน! 1....

Buyer's Guide

เวลาจะซื้อของใช้ชิ้นใหม่สักชิ้น โดยเฉพาะอุปกรณ์ไอทีอย่างแท็บเล็ตซึ่งหลายคนก็หวังอยากซื้อครั้งเดียวจบใช้งานได้รอบด้านจนสงสัยว่าจะซื้อแท็บเล็ตรุ่นไหนดี เพราะตอนนี้มีตัวเลือกเยอะมากจนตัดสินใจไม่ถูก ซึ่งอันที่จริงหากเริ่มกำหนดโจทย์ว่าเรากำลังจะซื้อเครื่องนี้ไปทำอะไรบ้างและเงื่อนไขสำคัญอีกสัก 2~3 เรื่อง ก็จะช่วยให้ตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้นแล้วตัดตัวรองออกไปได้หลายตัวจนเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นหรือได้คำตอบในทันทีก็เป็นไปได้ และอาจจะไม่ต้องจ่ายแพงอย่างที่คิดด้วย นอกจากวิธีเลือกแท็บเล็ตทั่วไปอย่างดูขนาดหน้าจอให้พอดีแล้วดูว่าชิปเซ็ตว่าได้รุ่นไหนแล้ว ก็มีประเด็นอย่างการทำงานร่วม Ecosystem และการใช้ Keyboard cover และสไตลัสทำงานได้หรือเปล่า? ซึ่งอย่างหลังนี้ถ้าใครจะใช้แท็บเล็ตทำงานร่วมกับโน้ตบุ๊กแล้วใช้อุปกรณ์เสริมคู่นี้ได้ก็จะช่วยให้ทำงานสะดวกขึ้นแน่นอน Advertisement เลือกแท็บเล็ตรุ่นไหนดีถึงจะตอบโจทย์การใช้งานของเรากันนะ? 5 แท็บเล็ตรุ่นไหนดี สเปคแรงน่าใช้ถูกใจเกมเมอร์และครีเอเตอร์ 1. Xiaomi Pad...

Buyer's Guide

ในยุคนี้เมื่อหลายคนหันมาดูแลสุขภาพออกกำลังกายอย่างจริงจังแล้วต่างก็มีสมาร์ทว็อชติดตัวไว้คนละเรือนและ Apple Watch ก็เป็นตัวเลือกแรกๆ ในใจหลายคน โดยเฉพาะผู้ใช้ iPhone ซึ่งตอนนี้ก็แยกเป็นรุ่น SE เพื่อคนมีงบประมาณจำกัดแล้วยังได้ฟีเจอร์พื้นฐานครบถ้วนไว้ใช้งาน หรือเป็น Series 11~12 ก็จะได้ฟีเจอร์และฮาร์ดแวร์ใหม่ล่าสุดให้เช็คสุขภาพผู้สวมใส่ได้ดีขึ้น แล้วปิดท้ายด้วย Ultra series สมาร์ทว็อชรุ่นเรือธงเพื่อสายกีฬาและสุขภาพรักการวิ่งออกกำลังกายและเข้ายิมแล้ว ถ้าชอบกิจกรรม Outdoor และ Extreme ต่างๆ ยิ่งเหมาะสมมาก...

Special Story

เดือนกันยายนของทุกปีหลังจากงานเปิดตัวสินค้าใหม่แล้ว ก็จะมีภาพผู้คนไปเข้าคิวเต็มหน้าร้านตัวแทนจำหน่ายเพื่อจองหรือซื้อ iPhone รุ่นใหม่ ซึ่งรวมถึง iPhone 18 Pro series ด้วย แต่ปีนี้นอกจากไปจองสินค้าหน้าร้านตามปกติแล้วก็ทำผ่านหน้าเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มร้านค้าได้ จึงไม่ต้องไปเข้าคิวให้เสียเวลาหลายชั่วโมงแล้ว และเมื่อถึงคิวสั่งจอง iPhone Duo ก็คาดว่าจะใช้วิธีเดียวกันนี้อย่างแน่นอนเพื่อให้สั่งจองได้สะดวกและลดความแออัดหน้าร้านไปได้มาก อย่างไรก็ตามถ้ามีเงินพร้อมใช้จ่ายไม่ขาดมือแล้ว การเปลี่ยน iPhone ทุกปีตามเทรนด์เพื่อให้ได้สัมผัสเทคโนโลยีใหม่เสมอก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ไม่คุ้มค่านักเพราะมือถือช่วงหลายปีนี้ไม่ได้ยกเครื่องเปลี่ยนฟีเจอร์ใหม่มากจนรู้สึกถึงข้อแตกต่างได้ชัดเจน ดังนั้นการใช้ iPhone ไปราว...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก