
ASML กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญของวงการเซมิคอนดักเตอร์อีกครั้ง หลัง Reuters รายงานเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2026 ว่า ASML สามารถพัฒนาแนวทางเพิ่มกำลังของแหล่งกำเนิดแสง EUV จากระดับประมาณ 600 วัตต์ ไปสู่ 1,000 วัตต์ (1 กิโลวัตต์) ได้ ภายใต้เงื่อนไขการทำงานที่ใช้งานจริงระดับลูกค้าโรงงานผลิตชิป ไม่ใช่แค่การสาธิตระยะสั้นในแล็บเท่านั้น
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะ ASML เป็นผู้ผลิตเครื่อง EUV เชิงพาณิชย์รายเดียวของโลก ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักสำหรับการผลิตชิประดับสูงที่ใช้ในงานคอมพิวต์ขั้นสูงและ AI ของผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น TSMC และ Intel ถ้า throughput ต่อเครื่องเพิ่มขึ้นได้จริง ผลกระทบจะไม่ใช่แค่ “เครื่องเร็วขึ้น” แต่หมายถึงความคุ้มค่าของโรงงานและกำลังผลิตชิปต่อไลน์ที่ดีขึ้นด้วย
ASML EUV คืออะไร และทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ
ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย เครื่อง EUV คือเครื่องที่ใช้ “แสง” ความยาวคลื่นสั้นมากในการพิมพ์ลวดลายวงจรลงบน wafer เพื่อสร้างชิปยุคใหม่ ยิ่งกระบวนการผลิตเล็กและซับซ้อนมากขึ้น ความแม่นยำของเครื่องกลุ่มนี้ก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย Reuters อธิบายว่า ASML ใช้แสง EUV ที่ความยาวคลื่น 13.5 นาโนเมตร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำชิปขั้นสูง
จุดที่น่าสนใจในข่าวนี้ คือ ASML ไม่ได้พูดถึงแค่การเปิดตัวเครื่องรุ่นใหม่ แต่พูดถึง “ความก้าวหน้าเชิงเทคนิค” ของแหล่งกำเนิดแสง ซึ่งเป็นส่วนที่ขึ้นชื่อว่ายากที่สุดส่วนหนึ่งของเครื่อง EUV ทั้งระบบ
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเพิ่มพลังแสงได้มากขึ้น โรงงานก็สามารถลดเวลา exposure (เวลาที่ใช้ฉายแสงในแต่ละขั้นตอน) ลงได้ และนั่นแปลว่าพิมพ์ wafer ได้เร็วขึ้นในหนึ่งชั่วโมง

ตัวเลขที่ต้องรู้: จาก 600W ไป 1,000W และ throughput 220 → 330 wafers/hour
ข้อมูลหลักจาก Reuters ระบุว่า ASML พบวิธีดันกำลังแหล่งกำเนิดแสง EUV จาก 600 วัตต์ ไปเป็น 1,000 วัตต์ และตั้งเป้าว่าเครื่อง EUV จะสามารถประมวลผลได้ราว 330 wafer ต่อชั่วโมงภายในช่วงปลายทศวรรษนี้ (ภายในปี 2030) จากปัจจุบันราว 220 wafer ต่อชั่วโมง
เมื่อดูเป็นเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้เท่ากับการเพิ่ม throughput ประมาณ 50% ซึ่งถือว่าใหญ่มากสำหรับอุตสาหกรรมที่ทุกเปอร์เซ็นต์ของประสิทธิภาพมีผลต่อทั้งต้นทุนและกำลังผลิตรวมของโรงงาน
อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจให้ถูกว่า “50%” ในที่นี้เป็นเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ต่อเครื่องในช่วงเวลาถัดไป ไม่ได้แปลว่ากำลังผลิตชิปทั้งโลกจะเพิ่มขึ้นทันที 50% ในพริบตา เพราะการนำไปใช้จริงยังขึ้นกับการติดตั้ง การปรับจูนกระบวนการผลิต และการลงทุนของแต่ละโรงงานด้วย (เป็นการตีความจากข้อมูล throughput ต่อเครื่องที่ Reuters รายงาน)
เบื้องหลังเทคนิค: ASML ทำอย่างไรถึงดันกำลังแสงขึ้นได้
Reuters ระบุรายละเอียดที่น่าสนใจมากว่า การสร้างแสง EUV ของ ASML ใช้วิธีพ่นหยดดีบุกหลอมเหลวเข้าไปในห้อง จากนั้นใช้เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์กำลังสูงทำให้เกิดพลาสมา เพื่อปล่อยแสง EUV ออกมา
ความก้าวหน้ารอบนี้เกิดจาก 2 จุดหลัก ได้แก่
- เพิ่มจำนวนหยดดีบุกที่ใช้ในระบบเป็นราว 100,000 หยดต่อวินาที
- ปรับวิธี shaping พลาสมา โดยใช้เลเซอร์พัลส์ขนาดเล็ก 2 ครั้ง แทนแนวทางเดิมที่ใช้พัลส์ shaping ครั้งเดียว
รายละเอียดส่วนนี้สำคัญ เพราะมันสะท้อนว่า ASML ไม่ได้เพิ่มกำลังแบบ “เร่งเครื่องเฉย ๆ” แต่เป็นการแก้โจทย์วิศวกรรมหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งเรื่องการควบคุมหยดดีบุก การก่อรูปพลาสมา และความเสถียรของแสงที่ต้องเหมาะกับการผลิตจริงระดับโรงงาน
ผลกระทบต่อโรงงานชิปและตลาด AI: สิ่งที่น่าจับตา
เหตุผลที่ข่าว ASML EUV นี้ถูกจับตาอย่างมาก มาจากบริบทปัจจุบันที่ดีมานด์ชิปสำหรับ AI และ data center ยังสูงต่อเนื่อง ทำให้หลายโรงงานต้องเร่งทั้งการขยายกำลังผลิตและการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือเดิมไปพร้อมกัน
Reuters ระบุชัดว่า ASML มองว่ากำลังแสงที่สูงขึ้นจะช่วยให้ลูกค้าผลิตชิปได้มากขึ้นต่อชั่วโมง และช่วยลดต้นทุนต่อชิปได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมากในยุคที่ต้นทุนโรงงานระดับ advanced node สูงขึ้นต่อเนื่อง
ในมุมธุรกิจ ข่าวนี้จึงมีความหมายมากกว่า “สเปกดีขึ้น” เพราะถ้า ASML ทำได้ตามเป้า โรงงานผลิตชิปจะมีทางเลือกเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านการยกระดับเครื่องมือและกระบวนการ มากกว่าพึ่งการสร้าง fab ใหม่เพียงอย่างเดียว ซึ่งปกติใช้เงินและเวลามหาศาล (เป็นการตีความจากผลต่อ throughput และต้นทุนต่อชิปที่ Reuters รายงาน)
คู่แข่งเริ่มมา แต่ ASML ยังพยายามขยายระยะห่าง
อีกประเด็นที่ Reuters แตะไว้คือ แรงกดดันเชิงการแข่งขันที่เริ่มชัดขึ้น ทั้งจากความพยายามในจีน และสตาร์ทอัพในสหรัฐฯ ที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีทางเลือกเพื่อท้าทาย ASML ในระยะยาว
นั่นทำให้ความก้าวหน้าของ ASML รอบนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่อง แต่ยังเป็นการ “รักษาความได้เปรียบทางเทคโนโลยี” ในจุดที่ยากที่สุดของเครื่อง EUV ด้วย Reuters ยังอ้างคำพูดของ Michael Purvis ว่านี่ไม่ใช่การโชว์สั้น ๆ แต่เป็นระบบที่สามารถทำ 1,000 วัตต์ได้ภายใต้ข้อกำหนดแบบเดียวกับที่ลูกค้าใช้งานจริง
นอกจากนี้ ASML ยังมองไกลกว่านั้น โดยระบุว่ามีเส้นทางค่อนข้างชัดเจนไปสู่ระดับ 1,500 วัตต์ และไม่เห็นข้อจำกัดพื้นฐานที่ทำให้ไปถึง 2,000 วัตต์ไม่ได้ในอนาคต
สิ่งที่ยังต้องรอดูต่อจากนี้
แม้ข่าวนี้จะเป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรมชิป แต่สิ่งที่ยังต้องติดตามคือ
- กำหนดเวลาการนำไปใช้งานจริงในวงกว้างของลูกค้าแต่ละราย
- รูปแบบการอัปเกรดในภาคสนาม (field upgrade) ว่าจะทำได้กับเครื่องรุ่นใดและมากน้อยแค่ไหน
- ผลลัพธ์จริงในสายการผลิต เช่น ความเสถียร, uptime, yield และต้นทุนรวมต่อ wafer
สรุปคือ ข่าวนี้ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหาคอขวดชิป AI ทั้งหมด แต่เป็น “ก้าวใหญ่” ที่มีนัยสำคัญมาก เพราะเป็นการเพิ่ม throughput ต่อเครื่อง EUV ในจุดที่ยากที่สุดจุดหนึ่งของระบบ และถ้าทำได้ตามเป้าภายในปี 2030 จริง ก็มีโอกาสเปลี่ยนสมการต้นทุนและกำลังผลิตของชิปขั้นสูงทั้งอุตสาหกรรมได้พอสมควร
สรุปสั้น ๆ
ข่าว ASML EUV รอบนี้ มีสาระสำคัญอยู่ที่การเพิ่มกำลังแหล่งกำเนิดแสงจาก 600W เป็น 1,000W เพื่อยกระดับ throughput เครื่อง EUV จากประมาณ 220 เป็น 330 wafer ต่อชั่วโมงภายในปี 2030 ซึ่งเทียบเท่าการเพิ่มกำลังผลิตต่อเครื่องราว 50% และช่วยกดต้นทุนต่อชิปลงได้ในระยะยาว หากนำไปใช้จริงได้ตามเป้า
สำหรับคนที่ติดตามวงการชิป โดยเฉพาะฝั่ง AI, data center, และ advanced manufacturing นี่ถือเป็นข่าวใหญ่ เพราะมันแตะ “ต้นน้ำของการผลิต” โดยตรง ไม่ใช่แค่ข่าวเปิดตัวชิปรุ่นใหม่ปลายน้ำ
ที่มา: wccftech





