
Amazon เดินเกมครั้งใหญ่บุกตลาดอินเทอร์เน็ตดาวเทียมอย่างเป็นทางการ ด้วยการเปิดตัวอุปกรณ์รับสัญญาณรุ่นเรือธงอย่าง Leo Ultra ซึ่งเป็นเทอร์มินัลแบบ phased-array ความเร็วสูง รองรับการดาวน์โหลดระดับ 1 Gbps และอัปโหลดสูงสุด 400 Mbps โดยผลิตภัณฑ์ชุดใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของบริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียมภายใต้ชื่อใหม่ Amazon Leo ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Project Kuiper เดิม

ฮาร์ดแวร์ชุดแรกจะเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าองค์กรในปี 2025 ก่อนเปิดให้ใช้งานทั่วไปในปี 2026 ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า Amazon ต้องการเข้ามาชนกับตลาดที่ Starlink ครองอยู่ในปัจจุบัน
Leo Ultra เทอร์มินัลเรือธงแรงสุดของ Amazon
Leo Ultra ถูกออกแบบมาสำหรับการติดตั้งแบบถาวรในจุดใช้งาน เช่น อาคารสำนักงาน โรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน หรือไซต์งานระยะไกล ตัวอุปกรณ์มีขนาดประมาณ 20 x 30 นิ้ว หนา 1.9 นิ้ว ใช้สำหรับติดตั้งบนเสาในพื้นที่กลางแจ้งโดยตรง

จุดเด่นของ Leo Ultra คือการใช้ Amazon silicon ภายใน พร้อมกับระบบ full-duplex phased-array ที่สามารถอัปโหลดและดาวน์โหลดข้อมูลได้พร้อมกันแบบเต็มประสิทธิภาพ รองรับการดาวน์โหลดสูงสุด 1 Gbps และอัปโหลดสูงสุด 400 Mbps ซึ่งถือว่าเร็วพอสำหรับองค์กรที่ต้องการเชื่อมต่อข้อมูลปริมาณมาก หรือใช้งานแอปพลิเคชันบนคลาวด์ที่ต้องการแบนด์วิดท์สูง

นอกจาก Leo Ultra ยังมี Leo Pro และ Leo Nano สำหรับการใช้งานหลากหลาย
Amazon ยังโชว์อุปกรณ์อีกสองรุ่น ได้แก่
- Leo Pro: รุ่นกลาง รองรับการพกพาและการติดตั้งบนยานพาหนะ เหมาะทั้งสำหรับงานภาคสนามหรือรถบริการ
- Leo Nano: รุ่นเล็กขนาด 7 นิ้ว รองรับความเร็วสูงสุดประมาณ 100 Mbps ถูกออกแบบให้มีราคาประหยัดและใช้งานได้ง่าย
ทั้งสามรุ่นใช้ชิปที่ Amazon พัฒนาขึ้นเอง และใช้ waveform รวมถึง protocol stack แบบเดียวกันทั้งหมด ทำให้ระบบสามารถจัดการเครือข่ายได้แบบรวมศูนย์และรองรับการขยายตัวในอนาคต


Amazon เดินเครื่องดาวเทียมแล้วกว่า 150 ดวง และเตรียมส่งเพิ่มอีกหลายพันดวง
ณ เดือนพฤศจิกายน 2025 Amazon ได้ปล่อยดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ขึ้นไปแล้วมากกว่า 150 ดวง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับบริการ Amazon Leo โดยมีการปล่อยแบบ mass deployment มาตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

แผนระยะยาวคือการปล่อยดาวเทียม “หลายพันดวง” ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก พร้อมเป้าหมายในอนาคตที่ Jeff Bezos เคยพูดไว้ว่า Amazon ต้องการสร้าง ศูนย์ข้อมูลในอวกาศ ภายในอีก 10–20 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อกับ AWS โดยตรง
จุดขายใหญ่: Direct to AWS ส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์โดยไม่ผ่านอินเทอร์เน็ตสาธารณะ
หนึ่งในฟีเจอร์สำคัญของ Amazon Leo คือโครงสร้างเครือข่ายที่ออกแบบให้รองรับ Direct to AWS (D2A) ซึ่งเป็นระบบที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลจากเทอร์มินัลดาวเทียมเข้าสู่ AWS ได้ทันทีแบบไม่ต้องผ่านอินเทอร์เน็ตภายนอก ช่วยเพิ่มทั้งความปลอดภัย ลดความหน่วง และเพิ่มความเสถียรของการทำงานบนคลาวด์
คุณสมบัตินี้ถือเป็นจุดแข็งของ Amazon ในตลาดองค์กร เพราะหลายธุรกิจต้องการเชื่อมต่อระบบ ERP, AI workload หรือระบบวิเคราะห์ข้อมูลเข้ากับ AWS โดยตรงอยู่แล้ว
ราคายังไม่เปิดเผย แต่คาดว่าเริ่มจากลูกค้าองค์กรก่อน
แม้ว่าปัจจุบัน Amazon จะยังไม่เปิดเผยราคาเทอร์มินัลทั้งสามรุ่น และยังไม่ประกาศค่าใช้บริการรายเดือน แต่จากสัญญาณที่บริษัทส่งออกมา คาดว่า Amazon Leo จะเริ่มปล่อยให้
- กลุ่มองค์กรใช้งานก่อน
- จากนั้นจึงเปิดให้ลูกค้าทั่วไปใช้งานอย่างเป็นทางการภายในปี 2026
ประสบการณ์ของ Amazon ในธุรกิจคลาวด์และการจัดการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อาจทำให้บริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียมของบริษัทมีความน่าสนใจสำหรับภาคธุรกิจที่ต้องการความเสถียรสูงเป็นพิเศษ

Amazon พร้อมท้าชน Starlink ด้วยแพ็กเกจเรือธง Leo Ultra
การเปิดตัว Leo Ultra ถือเป็นครั้งแรกที่ Amazonเผยให้เห็นชุดฮาร์ดแวร์และโครงสร้างเครือข่ายที่ครบวงจร เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการแข่งขันในตลาดอินเทอร์เน็ตดาวเทียมระดับองค์กรที่กำลังเติบโต การเสนอความเร็วระดับ Gigabit-class ผสานการทำงานร่วมกับ AWS โดยตรง อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ Amazon Leo กลายเป็นตัวเลือกสำคัญของหลายองค์กรทั่วโลกในอนาคต
ที่มา: Tom’s Hardware





