Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

Special Story

[Special Story] Google “Cloud Disk” ฮาร์ดดิสก์แบบใหม่ที่เหมาะสมกับการเก็บข้อมูลสำหรับอนาคต

สำหรับ Google เองแล้วนั้นคงปฎิเสธไม่ได้เลยครับว่าธุรกิจส่วนใหญ่ของทาง Google นั้นจะต้องพึ่งพาการเก็บข้อมูลไว้ใน Data Center(เพราะธุรกิจที่ Google แจ้งเกิดก็คือธุรกิจด้านการค้นหาหรือ Search

สำหรับ Google เองแล้วนั้นคงปฎิเสธไม่ได้เลยครับว่าธุรกิจส่วนใหญ่ของทาง Google นั้นจะต้องพึ่งพาการเก็บข้อมูลไว้ใน Data Center(เพราะธุรกิจที่ Google แจ้งเกิดก็คือธุรกิจด้านการค้นหาหรือ Search ที่ต้องมีการเก็บข้อมูลเอาไว้ในปริมาณมากเพื่อประมวลผลครับ) นอกไปจากนั้นแล้วในปัจจุบันนี้นั้นเราก็ได้เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “Cloud Computing” กันมากขึ้นดังจะเห็นได้จากอะไรๆ ก็มีการเก็บข้อมูลไว้บนระบบ Cloud ซึ่งแน่นอนหล่ะครับว่าระบบดังกล่าวย่อมต้องมีการใช้ Data Center เช่นเดียวกัน

google cloud platform logo 600

Advertisement

ทั้งนี้ในอดีตนั้นเราจะเห็นได้ว่า Data Center นั้นจะใช้แหล่งเก็บข้อมูลแบบฮาร์ดดิสที่ใช้กันในระดับองค์กรที่ประสิทธิภาพความเร็ว ฯลฯ ของมันนั้นจะแตกต่างไปจากแหล่งเก็บข้อมูลแบบที่จำหน่ายให้ผู้บริโภคธรรมดาทั่วไปได้ใช้งานกันอยู่แล้ว สาเหตุส่วนหนึ่งก็เนื่องด้วยแหล่งเก็บข้อมูลที่จะนำมาใช้งานบน Data Center ได้นั้นจะต้องมีความน่าเชื่อถือได้ของการจัดเก็บข้อมูลที่มากกว่าแหล่งเก็บข้อมูลทั้วไปแล้วมันยังต้องรองรับการเข้าถึงข้อมูลที่นับวันยิ่งจะมีคนเข้าถึงข้อมูลบน Data Center ของแต่ละบริษัท(ไม่เฉพาะ Google เท่านั้น) มากขึ้นๆ ทำให้แหล่งเก็บข้อมูลแบบเดิมสำหรับ Data Center นั้นดูแล้วจะไม่เหมาะสมกับยุดสมัยที่อะไรๆ ก็เป็นระบบ Cloud แล้วครับ

เมื่อไม่นานมานี้นั้นทาง Google จึงได้ทำการเผยแพร่เอกสารที่ใช้ชื่อว่า “Disks for Data Centers” ออกมาครับ ตัวเอกสารดังกล่าวนั้นได้ระบุถึงข้อเสนอในการเปลี่ยนดิสก์สำหรับการเก็บข้อมูลใน Data Center ที่ในปัจจุบันนั้นใช้เทคโนโลยีเก่าๆ มายาวนานถึง 15(ขึ้นไป) ให้ผู้พัฒนาดิสก์ได้ศึกษาและอาจจะนำเอาไปใช้งานในการผลิตดิสก์แบบใหม่เพื่อให้รองรับกับระบบ Cloud ในรูปแบบที่ทาง Google เองต้องการและคิดว่าน่าจะเป็นมาตรฐานที่จะทำให้ผู้ให้บริการ Cloud ต่างๆ นั้นสามารถที่จะนำดิสก์ที่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงตามที่ Google แนะนำไปใช้งานได้ด้วยครับ

Google-Drive logo with cloud 600

สำหรับคำแนะนำของ Google จะเป็นอย่างไรนั้นสามารถไปติดตามกันได้เลยครับ

  • อย่างแรกเลยที่ Google แนะนำนั้นก็คือการเปลี่ยน From Factor หรือรูปแบบของดิสก์ให้เป็นแบบใหม่ไปเลยครับ โดยตรงจุดนี้ทาง Google ได้ให้เหตุผลว่าดิสก์ขนาด 3.5 นิ้วและ 2.5 นิ้วนั้นควรที่จะมีความสูงมากขึ้นกว่านี้(ความสูงในส่วนของแกน Z) เพื่อที่จะสามารถทำการวางจานแม่เหล็ก(ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล) เพิ่มเข้าไปในตัวดิสก์ได้โดยที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องเพิ่มดิสก์เข้าไปในเครื่อง Data Center ให้เปลืองพื้นที่หลายๆ ดิสก์ แถมการเพิ่มความสูงเพื่อวางจานแม่เหล็กเข้าไปได้มากขึ้นนั้นจะทำให้ความจุของดิสก์ตัวนั้นมากขึ้นตามโดยที่ยังคง IOPS/GB ไว้ได้เช่นเดิม โดยดิสก์ขนาด 3.5 นิ้วควรที่จะสูงขึ้น 1 นิ้วและดิสก์ขนาด 2.5 นิ้วควรที่จะสูงขึ้นอีก 15 mm ครับ(เมื่อเพิ่มความสูงขึ้นไปแล้วและใส่จานแม่เหล็กเข้าไปได้มากขึ้นจากความสูงที่เพิ่มขึ้นมาก็จะทำให้ต้นทุนในการผลิตดิสก์ต่อความจุลดลงตามไปด้วยซึ่งนั่นเป็นซึ่งที่ผู้ผลิตดิสก์หลายๆ เจ้าพยายามที่จะทำมาโดยตลอดอยู่แล้วครับ)
  • แนวคิดที่ 2 ที่ Google นำเสนอก็คือการรวมเอาเทคโนโลยีของการผลิตดิสก์อย่าง shingled magnetic recording(SMR) และ conventional magnetic recording(CMR) ซึ่งหากสามารถที่จะรวมเทคโนโลยีทั้ง 2 นี้เข้าเป็นหนึ่งเดียวในการผลิตดิสก์ได้แล้วหล่ะก็นั่นหมายความว่าดิสก์ตัวนั้นๆ จะได้รับข้อดีของแต่ละเทคโนโลยีมาไว้ในตัวไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการเขียนข้อมูลสำหรับ transactional workloads ที่เพิ่มมากขึ้นและความสามารถในการเป็นดิสก์สำหรับแหล่งเก็บข้อมูลที่มีระยะเวลาอายุการใช้งานยาวครับ
  • แนวคิดต่อมานั้นอาจจะเป็นไอเดียที่ค่อนข้างจะแหลกอยู่หน่อยครับเนื่องจากว่าทาง Google นั้นได้เสนอว่าในดิสก์แต่ละตัวนั้นควรจะมีแขนหัวอ่าน (Actuator Arm) ที่เอาไว้ใช้ในการรับคำสั่งจากวงจรของดิสก์เพื่อเข้าไปหาข้อมูลบนแผ่นแม่เหล็กทืี่ติดตั้งไว้อย่างน้อยก็ 2 อันขึ้นไป ทาง Google บอกเอาไว้ว่าการเพิ่มแขนหัวอ่านนั้นจะมีผลทำให้ความเร็วในการอ่านข้อมูลแบบ Parallel Accesses [IOPS] หรือจะเรียกว่า random accesses ซึ่งหมายความว่าการเข้าถึงข้อมูลแบบสุ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยที่เราไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีแปลกๆ อย่างเช่นการเติมสารก๊าซฮีเลียมเข้าไปภายในตัวดิสซ์เพื่อเพิ่มอัตราการหาข้อมูลแบบสุ่มให้เร็วขึ้นแต่ต้องแลกมากับการปิดส่วนแผ่นแม่เหล็กไว้อย่างดีซึ่งทำให้ต้นทุนสูงมากขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นครับ

rp_01SSDVSHarddisk.jpg

  • ข้อเสนอต่อมาของ Google นั้นก็คือการทำดิสก์ให้เป็นกลุ่มของดิสก์(“group disks”) หรือให้ผู้ผลิตดิสก์จำหน่ายดิสก์แบบรวมกันออกมาเป็นแพ็กเกจซึ่งในจุดนี้นั้นจะไปคล้ายๆ กับการจำหน่ายอุปกรณ์จำพวก NAS ที่คุณสามารถจะเชื่อมต่อโิสก์เข้าไปในตัวอุปกรณ์ได้ทีละหลายๆ ตัว อย่างไรก็ตามแต่ในการซื้อดิสก์สำหรับอุปกรณ์จำพวก NAS นั้นคุณจะต้องซื้อดิกส์ทีละดิกส์ไปซึ่งราคาต้นทุนจะแพงกว่าการทำแพ็กเกจรวมดิสก์ครับ ทาง Google ได้ให้ข้อดีของการทำดิสก์ให้เป็นกลุ่มไว้ 3 ข้อได้แก่ 1. เมื่อรวมดิสก์เข้าเป็นกลุ่มแล้วนั่นหมายความว่าคุณจะสามารถใช้ดิสก์ทั้งกลุ่มนั้นแชร์ caches ขนาดใหญ่ๆ เพื่อที่จะใช้งานร่วมกันได้(โดยทาง Google ได้พูดถึงเรื่องดังกล่าวไว้ต่อเนื่องด้วย) 2. ผู้จำหน่ายและผู้ซื้อสามารถที่จะตั้งต้นทุนที่หักลบกลบการรวมกลุ่มกันของดิสก์แล้วให้อยู่ในระดับที่คงที่ได้ และ 3. สามารถที่จะปรับปรุงเรื่องพลังงานในการดูแลรักษาดิสก์ที่เป็นกลุ่มได้ดีกว่าเดิม(โดยทาง Google ได้พูดถึงเรื่องดังกล่าวไว้ต่อเนื่องด้วย) ทั้งนี้ทาง Google ไม่ได้ระบุรายละเอียดเอาไว้ครับว่าการรวมกลุ่มของดิสก์นี้นั้นควรจะมีกี่ดิสก์ต่อกลุ่ม
  • ในส่วนของข้อดีข้อ 1 ของข้อเสนอด้านต้นที่บอกเอาไว้ว่าดิสก์ทั้งกลุ่มนั้นสามารแชร์ caches ขนาดใหญ่ๆ เพื่อที่จะใช้งานร่วมกันได้นั้นทาง Google ได้อธิบายเพิ่มเติมเอาไว้ครับว่าถ้าหากทำการรวมดิสก์เป็นรูปแบบกลุ่มแล้ว ผู้ผลิตก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนอินเตอร์เฟซดิสก์ให้เป็นแบบใหม่ ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้ผลิตยังคงสามารถที่จะทำการใช้อินเตอร์เฟซแบบ SATA หรือ PCIe ได้เช่นเดิมอยู่(จากการรวมกลุ่มของดิสก์เข้ามาไว้ด้วยกันแล้วใช้อินเตอร์เฟซการเชื่อมต่อแค่ช่องเดียว) ส่วน caches นั้นโดยปกติดิสก์แต่ละตัวนั้นจะมีขนาดของ caches แตกต่างกันไป(ตั้งแต่ 30 MB – 100 MB) ทำให้ ณ จุดนี้นั้นการใช้งาน Data Center จะมีความเร็วในการอ่านข้อมูลเปลี่ยนไปตามดิสก์ที่ทำการอ่านขณะนั้นด้วย เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวนี้เมื่อทำการรวมกลุ่มดิสก์เข้าด้วยกันแล้วนั้นทาง Google ก็ได้นำเสนอว่าให้แยก caches ที่ควรจะอยู่ในดิสก์แต่ละตัว ออกมาอยู่ข้างนอกต่างหากไปเลยโดยที่ caches ที่แยกออกมาดังกล่าวนั้นก็ใช้ caches ที่มีขนาดใหญ่ๆ ไปเลยและ caches ดังกล่าวนั้นก็อาจจะติดตั้งอยู่บนบอร์ดรวมของกลุ่มดิสก์นั้นหรือว่าจะทำออกมาในรูปแบบถาด caches ที่สามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้ตามที่ต้องการเพื่ออนาคตจะได้เพิ่ม caches ได้อีก(ซึ่งทาง Google ได้นำหลักการเช่นนี้มาจากมุมมองของ TCO) แน่นอนครับว่าการมี caches เพียงแค่ caches เดียวสำหรับดิสก์แบบกลุ่มไปเลยนั้นย่อมทำให้ต้นทุนลดลงจากเดิมแต่ในทางกลับกันแล้วนั้นประสิทธิภาพในการใช้งานก็จะเพิ่มขึ้นครับ
  • ในส่วนของข้อดีข้อ 3 ที่บอกว่าสามารถที่จะปรับปรุงเรื่องพลังงานในการดูแลรักษาดิสก์ที่เป็นกลุ่มได้ดีกว่าเดิมนั้นทาง Google ได้เสนอไว้เลยครับว่าในปัจจุบันนนั้นดิสก์แต่ละตัวจะต้องทำการใช้พลังงานไฟฟ้าในการทำงานจาก Power Supply หลักของตัวเครื่อง Server ที่ใช้ทำ Data Center ซึ่งนั่นหมายความว่าเครื่อง Server แต่ละตัวนั้นจะสามารถเพิ่มดิสก์เข้าไปได้อย่างจำกัดจำนวน(เพราะถ้าเพิ่มมากไปก็ไฟเลี้ยงไม่พอครับ) วิธีแก้ในอดีตที่ผ่านมานั้นก็ต้องเพิ่มเครื่อง Server เข้าไปใน Data Center ใหม่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ถ้าผู้ผลิตดิสก์ผลิตดิสก์แบบกลุ่มแล้วนั้นก็ให้ใช้วิธีการจ่ายไฟให้กับดิสก์แบบกลุ่มนั้นต่างหากโดยไฟที่จะจ่ายเข้าไปก็ต้องเป็นมาตรฐาน 12v DC power supply ครับ

AMD_G-series_NAS solutions

ตัวอย่างของ NAS 

  • ข้อเสนอต่อมานั้นถือได้ว่าเป็นจุดสำคัญที่ทาง Google อยากจะให้เกิดขึ้นมากๆ เลยครับ สิ่งนั้นก็คือความสามารถในการแสดงข้อมูลการทำงานรวมไปถึงประสิทธิภาพของดิสก์ ณ เวลานั้นๆ โดยละเอียด ซึ่งในส่วนนี้นั้นทาง Google บอกว่าผู้ผลิตอาจจะต้องเพิ่มส่วนของหน่วยความจำสำหรับเก็บข้อมูลนี้แยกออกมาต่างหากและทำการเก็บข้อมูลในรูปแบบของ log โดยควรที่จะมาพร้อมกับซอฟต์แวร์ที่สามารถเข้าไปอ่าน log นั้นๆ ได้ทันทีตลอดเวลา ทั้งนี้ในเบื้องต้นนั้นสิ่งที่ทาง Google ต้องการที่จะให้มีการเก็บข้อมูลใน log นั้นประกอบไปด้วย 1.เวลาที่ใช้ในการค้นหาข้อมูลของตัวดิสก์รวมไปถึงระยะเวลาดีเลย์ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแผ่นแม่เหล็กในการอ่านข้อมูล 2. เวลาที่ใช้ในการส่งข้อมูลจากข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในดิสก์ไปถึงผู้ที่เรียกใช้ข้อมูลนั้นและ 3. เวลาที่ใช้ในการแก้ไขข้อผิดพลาดในการค้นหาข้อมูลจากดิสก์ต้นขั้นจนกระทั่งผู้ร้องขอข้อมูลได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งนี้ทาง Google ได้ให้เหตุผลเอาไว้ครับว่าข้อมูลทั้ง 3 ส่วนนี้ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากในการพัฒนา Data Center และระบบ Cloud ซึ่งหากได้ข้อมูลดังกล่าวมานี้ทาง Google ก็จะสามารถรู้ได้ครับว่าดิสก์นั้นควรจะนำไปปรับใช้กับงานในรูปแบบใดมากกว่าเพื่อให้การทำงานนั้นมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด
  • เพิ่ม Background Tasks และ Background Management APIs เพื่อที่จะใช้ในการเปิดให้ผู้ควบคุมสามารถที่จะเข้าไปปรับทำการแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับดิสก์ได้โดยตนเอง เพราะโดยปกติที่ผ่านมานั้นดิสก์ส่วนใหญ่จะมีวิธีการและหลักการในการแก้ไขปัญหาเป็นตัวของมันเองผ่านทางระบบปฎิบัติการต่างๆ ซึ่งนั่นอาจจะเพียงพอกับผู้บริโภคทั่วไปแต่เมื่อเป็น Data Center แล้วนั่นไม่เพียงพอที่จะเพิ่มประสิทธิภาพได้ครับ
  • Flexible Capacity หรือการกำหนดความจุในรูปแบบที่มีความยืดหยุ่น ตรงนี้นั้นทาง Google ได้อธิบายเอาไว้ครับว่าในปัจจุบันนั้นดิสก์แต่ละตัวได้มีการระบุขนาดความจุเอาไว้ เช่น X TB เป็นต้น ด้วยการระบุขนาดดังกล่าวไปตายตัวนั้นทำให้ในความเป็นจริงแล้วผู้จัดจำหน่ายดิสก์สามารถที่จะจำหน่ายดิสก์ได้ในราคาที่สูงกว่าขนาดความจุที่ผู้ซื้อควรจะได้รับ นอกเหนือไปจากนั้นแล้วบนดิสก์นั้นยังจะต้องมีส่วนของ sectors หรือส่วนของช่องเก็บข้อมูลที่ถูกจองไว้สำหรับการใช้งานในรูปแบบอื่นที่ไม่สามารถจะนำมาให้ผู้ใช้ปรับมาใช้งานได้จริงเช่น reallocation, cache ฯลฯ แถมอีกส่วนหนึ่งนั้นก็คือถ้าเกิดตัวดิสก์เกิดมีส่วนหัวของข้อมูลเสียขึ้นมาแล้วหล่ะก็ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวนั้นด้วยการ mapping ส่วนของจุดเก็บข้อมูลใหม่ใม่ให้เป็นส่วนที่เกิดความเสียหาย(และเมื่อ mapping ใหม่แล้วก็อาจจะยังช่วยให้สามารถกู้ข้อมูลจากส่วนที่เสียไปได้ด้วย) ซึ่งตรงนี้แหละครับเป็นจุดสำคัญว่าจริงๆ แล้วท้ายที่สุดการระบุขนาดความจุของดิสก์แบบตายตัวนั้นเมื่อใช้งานไปจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้เป็นจริงตามนั้น ยิ่งไปกว่านั้นทางผู้ผลิตยังได้ประโยชน์ในเรื่องนี้จากการขายดิสก์เกินราคาจากความจุที่ควรจะเป็นอีกด้วย
  • ควรจะขยายขนาดของ Sector ในการเก็บข้อมูลให้มากขึ้นกว่าเดิมเพราะในปัจจุบันนั้นขนาด Sector ที่สามารถเลือกได้บนดิสก์นั้นมักจะอยู่ที่ 512 B – 4 KiB เท่านั้น ซึ่งการขยายขนาดของ Sector ให้ใหญ่ขึ้นนั้น(Google แนะนำว่าน่าจะอยู่ที่สัก 64 KiB ขึ้นไป) จะช่วยให้การเขียนข้อมูลลงไปบนดิสก์นั้นทำได้ดีมากขึ้นแถม error correcting codes (ECCs) หรือระบบที่ช่วยให้ทราบถึงความผิดพลาดของข้อมูลและช่วยแก้ไขข้อมูลในส่วนที่ผิดสามารถทำได้ดีกว่าเดิม
  • Optimized Queuing Management [IOPS] ท้ายสุดเลยนั้นทาง Google ได้เสนอไว้ว่าผู้ผลิตควรที่จะปรับแต่งความสามารถในการจัดการคิวของคำสั่งข้อมูลเวลาที่ใช้งานให้มีมาตรฐานใหม่ที่จะช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการกับคิดคำสั่งงานได้ง่ายขึ้นเช่นอาจจะใช้เทคนิคในการเพิ่มความสามารถให้ผู้ดูแลระบบทำโค้ดในการใส่ลำดับความสำคัญของคำสั่งต่างๆ เข้าไปเพื่อที่ดิสก์จะได้ทำงานตามลำดับคำสั่งนั้นได้ครับ(โดยปกติแล้วตรงนี้นั้นจะมีระบบปฎิบัติการเป็นผู้จัดการแต่ถ้าสามารถทำได้ลึกถึงขั้นบนดิสก์ด้วยตัวของมันเองแล้วนั้นก็จะทำให้การใช้งาน ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลดีกว่าเดิมมากครับ)

seagate HDD 600

จากทั้งหมดที่ทาง Google เสนอมานั้น(จริงๆ แล้วในเอกสาร “Disks for Data Centers” จะมีการให้รายละเอียดของแต่ละข้อเสนอเอาไว้มากกว่านี้) ดูเหมือนว่า Google เองตั้งใจที่อยากจะสามารถทำการเข้าถึงการสั่งงานดิสก์สำหรับ Data Center ในระดับที่ต่ำที่สุดซึ่งนั่นจะทำให้เกิดความเร็วในการสั่งการใช้งานต่างๆ มากขึ้นครับ(เหมือนกับการโค๊ดโปรแกรมภาษา Assembly ที่เป็นภาษาระดับต่ำสั่งงานหน่วยประมวลผลได้โดยตรงไม่ต้องผ่านผู้แปลภาษาการทำงานของ Assembly จึงเร็วมากเป็นต้น)

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ Google นำเสนอนั้นก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นจริงในเร็วๆ วันนี้หรือไม่แน่อาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็เป็นได้หากไม่มีการสนับสนุนอย่างเป็นทางการซึ่งจุดหนึ่งนั้นต้องมาจากผู้ผลิตดิสก์ที่หากอ่านรายละเอียดดูดีๆ แล้วนั้นจะเห็นได้ครับว่าผู้ผลิตดิสก์นั้นหากทำตาม Google จริงก็อาจจะเสียเปรียบในเรื่องของการตั้งราคาจำหน่ายดิสก์และสูญเสียความสามารถในการกำหนดทิศทางของตลาดได้ คงต้องรอดูกันต่อไปหล่ะครับว่าผู้ผลิตดิสก์ทั้งหลายจะตอบรับเอกสารฉบับนี้มากน้อยแค่ไหน ส่วนผู้บริโภคระดับธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ นั้นเรื่องนี้ถือว่าไกลตัวพอดูเลยครับ

ที่มา : theregister“Disks for Data Centers”

Click to comment

บทความน่าสนใจ

IT NEWS

Google ประกาศปรับรอบการออกเวอร์ชันของ Chrome ครั้งใหญ่ โดยจะเปลี่ยนจากเดิมที่ออก milestone ใหม่ทุก 4 สัปดาห์ มาเป็นทุก 2 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2026 เป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้จะได้เห็นฟีเจอร์ใหม่ การแก้บั๊ก และการปรับปรุงประสิทธิภาพมาไวขึ้นกว่าที่เคย ขณะที่ฝั่งนักพัฒนาเว็บก็จะต้องปรับตัวกับจังหวะการอัปเดตที่เร็วขึ้นตามไปด้วย การเปลี่ยนแปลงรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการ “เร่งปล่อยอัปเดต” แบบผิวเผิน แต่สะท้อนให้เห็นว่า Google...

IT NEWS

QuickLens กลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญของความเสี่ยงจากส่วนขยายเบราว์เซอร์ที่ตอนแรกดูเหมือนจะไม่มีพิษมีภัย แต่สุดท้ายกลับถูกใช้เป็นช่องทางปล่อยมัลแวร์ใส่ผู้ใช้จริง ข่าวนี้น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะ QuickLens ไม่ใช่ส่วนขยายเถื่อนที่เพิ่งโผล่มาแบบไร้ที่มา แต่เป็น extension ที่เคยใช้งานได้จริง มีผู้ใช้สะสมหลายพันราย และเคยได้รับความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่งมาก่อน ประเด็นสำคัญคือ หลังจากตัวส่วนขยายเปลี่ยนมือ มันถูกอัปเดตจนกลายเป็นเครื่องมือโจมตีผู้ใช้เต็มรูปแบบ ทั้งการแสดงหน้าหลอกให้อัปเดตปลอมแบบ ClickFix การขโมยข้อมูลล็อกอิน การดักข้อมูลแบบฟอร์ม และการพยายามเข้าถึงกระเป๋าคริปโตหลายบริการในเครื่องของเหยื่อAdvertisement QuickLens คืออะไร และเกิดอะไรขึ้นกับส่วนขยายตัวนี้ เดิมที...

IT NEWS

Google ปล่อยอัปเดตฉุกเฉิน เพื่ออุดช่องโหว่ความปลอดภัยแบบ zero-day ใน Chrome รหัส CVE-2026-2441 หลังยืนยันว่า “มี exploit ถูกใช้งานจริงในวงกว้าง (in the wild)” และเริ่มทยอยปล่อยเวอร์ชันแก้ไขให้ผู้ใช้บน Stable Desktop แล้ว บทความนี้สรุปให้เข้าใจง่าย ว่าช่องโหว่นี้คืออะไร กระทบใคร เวอร์ชันไหนปลอดภัย และควรอัปเดตอย่างไร...

IT NEWS

Google บอกชัด ปี 2026 จะมี “AirDrop interoperability” บน Android มากกว่าเดิม กระแส “ส่งไฟล์ข้ามค่าย” ระหว่าง Android กับอุปกรณ์ของ Apple ที่เคยเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดสำหรับผู้ใช้มานาน กำลังถูกทำให้เป็นเรื่องง่ายขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากปลายปี 2025 Google ทำเซอร์ไพรส์ด้วยการอัปเดต Quick...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก