Connect with us

Hi, what are you looking for?

Special Story

21 บริษัทไอทีมีที่มาที่ไปอย่างไร และความหมายของบริษัทคืออะไร มาดูกัน #ตอน 2

หลังจากในครั้งที่แล้วเราได้แนะนำที่มาที่ไปของชื่อของบริษัททางด้านเทคโนโลยีไปแล้ว 7 บริษัท

หลังจากในครั้งที่แล้วเราได้แนะนำที่มาที่ไปของชื่อของบริษัททางด้านเทคโนโลยีไปแล้ว 7 บริษัท(ติดตามได้จากบทความเก่า?21 บริษัทไอทีมีที่มาที่ไปอย่างไร และความหมายของบริษัทคืออะไร มาดูกัน #ตอน 1) วันนี้เราจะมาเข้าสู่ ตอนที่ 2 สำหรับอีก 7 บริษัทเทคโนโลยีครับ จะมีบริษัทอะไรบ้าง และประวัติความเป็นมาจะน่าสนใจขนาดไหน ไปติดตามต่อกันได้เลยครับ

Names 01 600

Nintendo

สำหรับบริษัท Nintendo นั้นถือได้ว่าเป็นอีกบริษัทที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะชื่อ Nintendo นั้นภาษาญี่ปุ่นที่แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “Leave luck to fate” หรือ ปล่อยให้เรื่องของโชคเป็นไปตามดวงชะตา แต่ทว่าทางบริษัทก็ไม่ได้บอกออกมาอย่างเป็นทางการครับว่าคำว่า Nintendo นั้นเป็นคำที่มีความหมายเป็นคำนี้แต่อย่างใด?ดังนั้นเราอาจจะไม่มีโอกาสได้รับรู้ถึงความหมายของชื่อบริษัท Nintendo เลยก็ว่าได้ครับ

nintendologo 01 600

อย่างไรก็ตามหากอ้างอิงจากหนังสือ The History of Nintendo (1889-1980) – From Playing Cards to Game & Watch โดย Florent Gorges นั้นบอกไว้ว่าความหมายของชื่อ Nintendo ที่แปลว่า?”Leave luck to fate” นั้นอาจจะไม่ถูกต้องครับ แล้วคำว่า Nintendo มาจากไหน? ในหนังสือได้ให้คำชี้แจงไว้ว่าชื่อ Nintendo นี้ มาจากการที่ Hanafuda ซึ่งเป็นการ์ดเกมในช่วงก่อนเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 (ให้แน่นอนก็คือปี 1889 และ คำว่า Hanafuda มีความหมายอย่างแท้จริงว่า การ์ดดอกไม้) ซึ่งการ์ดนี้มีราคาที่แพงอยู่พอสมควรครับ

18j30ls2em3uzjpg

บริษัทต้องการที่จะแนะนำการ์ดในไลน์ที่มีราคาถูกกว่าและได้ตัดสินใจใช้ชื่อ Tengu (สำหรับการ์ด) ด้วยความที่ว่า Tengu เป็นตำนานเรื่องเล่าของชาวญี่ปุ่นซึ่งมักจะปรากฎตัวออกมาพร้อมกับจมูกที่มีขนาดใหญ่ แถม Tengu นั้นยังเป็นตัวแทนของคนที่เล่นไผ่ในญี่ปุ่นครับ(รวมไปถึงการเล่นไผ่ที่ผิดกฏหมาย) และเสียงในภาษาญี่ปุ่นของคำว่าจมูกจะออกว่า hana ซึ่งมีเสียงเดียวกับคำว่า ดอกไม้ครับ(ซึ่งไปพ้องกับชื่อแรกที่ใช้ว่า hanafuda) ดังนั้นคำว่า Ten (?)?น่าจะมาจากคำว่า Tengu นี้ครับ

Nintendo cards 600

ส่วนคำว่า do?(?) นั้นแปลตรงตัวตามภาษาญี่ปุ่นจะมีความมหายว่าศาลเจ้าครับ และคำนี้นั้นมักจะถูกเอาไปใช้เป็นชื่อบริษัทของประเทศญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ เมื่อนำทั้ง 2 คำมารวมกันแล้วใส่คำว่า Nin ลงไป ก็จะหลายเป็น?”Nintendo” (???) ซึ่งอาจจะมีความหมายว่า ศาลเจ้าที่ไม่มีการ์ดไผ่ หรือไม่ก็มีความหมายในเชิงที่ว่าบริษัทได้รับอนุญาตให้สามารถผลิตการ์ดไผ่ เพื่อขายได้ครับ ตามหนังสือนั้นบอกว่าแม้แต่?Hiroshi Yamauchi หลานของผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทก็ยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่า Nintendo ครับว่าจะมีความหมายอะไรกันแน่ แต่ความหมายที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดก็หนีไม่พ้น?”Leave luck to fate” ครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้นบริษัทมีการเปลี่ยนชื่อมาก่อนหน้านี้ครับ โดยในช่วงเริ่มก่อตั้งปี 1933 นั้นบริษัทใช้ชื่อว่า?Yamauchi Nintendo & Co หลังจากนั้นในปี 1951 ได้เปลี่ยนมาเป็น?Nintendo Playing Card Co. และท้ายที่สุดในปี 1963 ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อเป็น?Nintendo Co., Ltd. ตอนที่บริษัทเริ่มผลิตธุรกิจเกมอย่างอื่นนอกเหนือไปจากเกมไผ่ และก็ใช้ชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบันครับ

Amazon

มาต่อกันที่บริษัททางฝั่งสหรัฐอเมริกาอย่าง Amazon ครับ ในตอนต้น Amazon นั้นเกือบถูกเรียกชื่อว่า Cadabra ที่มาจากคำ “Abracadabra” ที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องมาจากว่า Bezos ต้องการเพื่อที่จะสื่อว่าเว็บไซต์ขายหนังสือของเขานั้นจะสามารถใช้งานได้ง่ายและรวดเร็วเหมือนกับเวทย์มนตร์ อย่างไรก็ดีครับ ในปี 1994 นั้น Jeff Bezos ได้พยายามรวบรวมชื่อของบริษัทให้อยู่ภายใต้ชื่อเดียว ก่อนที่ในปี 1995 เว็บไซต์จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในชื่อว่า Amazon และแน่นอนครับชื่อ Amazon นี้เขาก็เอามาจากแม่น้ำ Amazon ซึ่งเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่เพื่อที่จะสื่อให้ผู้คนเข้าใจว่า Amazon นั้นใหญ่ตั่งแม่น้ำครับ

Amazon Logo 600

เหตุผลที่เขาเปลี่ยนจากชื่อ Cadabra ไปเป็น Amazon นั้นส่วนหนึ่งก็เพราะ Bezos นั้นกลัวว่าผู้ใช้ได้ยินชื่อ cadabra.com ผิดเวลาพูดเร็วๆ ครับ(อ้างอิงจากหนังสือ?Jeff Bezos: The Founder of Amazon.com โดย?Ann Byers) นอกเหนือจาก Amazon แล้ว ในหนังสือ?The Everything Store: Jeff Bezos and the Age of Amazon โดย?Businessweek?s Brad Stone ยังได้กล่าวไว้ว่าตอนแรกชื่อที่เราอาจจะได้เห็นกันนั้นเป็นชื่อ?Relentless.com ครับ

Amazon HQ 600

ทว่า Bezos และ ภรรยาของเขาก็บอกว่าชื่อ?Relentless.com ดูเหมือนจะฟังแล้วน่ากลัวมากไปหน่อย แต่ไม่รู้อย่างไร Bezos ก็ได้ลงทะเบียน URL ชื่อนี้ไว้ด้วยในเดือนกันยายนของปี 1994 และเขาก็เก็บชื่อนี้ไว้ครับ(ตอนนี้ถ้าลองเข้าไปที่เว็บ?Relentless.com จะพบว่ามีการลิงค์ไปยัง Amazon แทนครับ)

Google

บริษัทต่อมาคงไม่เคยมีใครไม่ได้ยินมาก่อนครับกับ Google ที่ร่วมก่อตั้งโดย?Sergey Brin และ?Larry Page ที่ในปัจจุบันนั้น กลายเป็นบริษัทชั้นนำของโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้งๆ ที่เริ่มต้นมาจากการเป็นเพียงบริษัทที่ทำ Search Engine เท่านั้น สำหรับชื่อ Google นั้นทางผู้ก่อตั้งได้ให้รายละเอียดไว้ชัดเจนครับว่าเป็นคำที่พวกเขาตั้งใจจะเปลี่ยนคำเรียกเสียงของ Googol ที่มีความหมายว่า 10^100 (จำนวนเลข 1 แล้วตามด้วย 0 อีก 100 ตัว)

6 logo predesign

สาเหตุที่พวกเขาใช้คำว่า Googol แล้วเปลี่ยนเป็น Google นั้นก็เนื่องมาจากว่าพวกเขาต้องการที่จะสื่อถึงปริมาณข้อมูลอันมหาศาลที่พวกเขาต้องการจะนำมาทำให้เกิดประโยชน์(นำขึ้นไปบนการค้นหานั่นเองครับ) สำหรับชื่อ Google นั้นพวกเขาได้จดชื่อ domain ไว้ในเดือนกันยายน ปี 1997 และได้ก่อตั้งบริษัทตามมาทีหลังในเดือนกันยายน ปี 1998 คำว่า Google กลายมาเป็นคำที่มีความหมายสื่อถึงการค้นหาข้อมูลแทนไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบเช่นเดียวกันครับ แต่ในปัจจุบันนี้ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าถ้าเราต้องการให้ใครสักคนไปค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต เราก็จะบอกเขาว่า “Google สิ” หรือ “ถาม Google ดู” ฯลฯ ที่มีคำว่า Google ติดอยู่ด้วยเสมอไป

แถมในปี 2004 ได้มีนักเขียนนาม?Edward Kasner ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการคำนวณ เผลอใช้คำว่า Google แทนที่ Googol บนชื่อหนังสือที่มีชื่อว่า? Mathematics and the Imagination, considered suing Google ครับเรียกได้ว่าคำว่า Google นั้นกลายเป็นคำฮิตติดปากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

Microsoft

ต่อกันบริษัทยักษ์ใหญ่อีกหนึ่งบริษัทอย่าง Microsoft ครับ ในปัจจุบันนั้นบริษัท Microsoft มีพนักงานมากมายไปทั่วโลก แต่เมื่อช่วงก่อตั้งในปี 1975 นั้นมีพนักงานเพียง 2 คนเท่านั้นได้แก่?Bill Gates และ Paul Allen ทั้ง 2 คนได้จดชื่อของบริษัทอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน ปี 1975 โดยชื่อ Microsoft นั้นมาจากการรวมกันของคำว่า “microprocessor” และ “software” ซึ่งที่มาของการรวมเอา 2 คำนี้เข้าด้วยกันก็เนื่องมาจากว่างานแรกที่ทั้งคู่รับมานั้นก็คือการสร้างซอฟต์แวร์สำหรับเครื่อง?Micro Instrumentation and Telemetry Systems?s (MITS) Altair 8800 ครับ

Altair8800 600

Altair 8800

ในปี 1977 บริษัท Microsoft ได้เปิดสาขาระหว่างประเทศสาขาแรกขึ้นมาในประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อ ASCII Microsoft. ส่วนบริษัทใหญ่ในกรุงวอชิงตันที่สร้างขึ้นทีหลังนั้นทั้งคู่ก็ได้เปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อ Microsoft Inc. ครับ มีความจริงที่ตลกอยู่อย่างหนึ่งว่า Allen และ Gates เคยก่อตั้งธุรกิตด้วยกันก่อนที่จะสร้างบริษัท Microsoft โดยใช้ชื่อว่า Traf-O-Data ซึ่งเน้นทำงานทางด้านการเก็บข้อมูลดิบของการจราจรเพื่อนำไปสร้างเป็นรายงานให้กับวิศวกรต่อไป ซึ่งแน่นอนครับว่าบริษัทนี้ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่เขาทั้ง 2 คนตั้งใจไว้ดังนั้นเขาทั้ง 2 คนจึงมาเริ่มต้นใหม่ด้วย Microsoft ครับ

Microsoft Logo Change Timeline 600

บริษัท Microsoft นั้นถือได้ว่าเป็นบริษัทหนึ่งที่ทำการเปลี่ยนโลโกของบริษัทบ่อยๆ ครับ โดยตั้งแต่ปี 1975 จนถึงปัจจุบัน Microsoft ได้มีการเปลี่ยนโลโกไปแล้วทั้งหมด 7 ครั้ง(ตามภาพด้านบน) แต่ถึงโลโกจะเปลี่ยนชื่อบริษัทก็ยังคงเดิมครับ

Facebook

Facebook logo PSD

ต่อกันกับ Facebook ครับ สำหรับบริษัท Facebook นั้นถ้าคุณได้ดูภาพยนตร์เรื่อง The Social Network แล้วคงจะรู้ที่มาที่ไปของชื่อบริษัทนี้เป็นอย่างดี แต่ในกรณีที่คุณไม่รู้นั้นเราจะนำมาบอกคุณอีกทีครับ ว่าชื่อ Facebook นั้นเป็นชื่อของไดเรกทอรี่ของนักเรียนบางวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาที่เป็นพื้นที่ที่เอาไว้ใช้สำหรับการแนะนำตัวเองของนักเรียน(นักศึกษา) หน้าใหม่เพื่อให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ว่านักเรียน(นักศึกษา) คนนั้นเป็นอย่างไร โดยมีการใส่ข้อความระบุตัวตน(และแสดงตัวตนเล็กๆ น้อยๆ) ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ Facebook เคยใช้ชื่อว่า thefacebook.com ในช่วงแรกของการเปิดตัวในปี 2004 และเปลี่ยนมาเป็น facebook.com ในปี 2005 ครับ

หมายเหตุ – ภาพยนตร์เรื่อง The Social Network ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ดีเรื่องหนึ่งครับ แนะนำให้ทุกท่านหามาดูกันครับ

Mozilla

MozillaORG

ในปี 1994 เมื่อครั้งที่ทีม Netscape นั่งรวมกลุ่มกันเพื่อหาชื่อใหม่ให้กับ browser สำหรับ NCSA Mosaic นั้น พวกเขามองหาชื่อที่จะสามารถเอาไว้สำหรับถล่มคู่แข่งของพวกเขาได้ครับ แน่นอนว่าชื่อ Godzilla นั้นก็พุ่งขึ้นมาเป็นชื่อในอันดับต้นๆ ที่พวกเขานึกถึง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะเอาชื่อ Godzilla เลยนั้นก็อาจจะเกิดความเข้าใจผิดขึ้นได้แถมยังมีเรื่องของลิขสิทธิ์ค้ำไว้อยู่ พวกเขาจึงนำเอาคำว่า Mosaic มาผสมรวมกับคำว่า Godzilla จนกลายเป็น Mozilla ครับ ทั้งนี้?Dave Titus ได้ทำการออกแบบโลโกของ Modzilla(ตามภาพด้านบน) ไว้และใช้เป็นตัวนำโชคตลอดปี 1994 ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นโลโกครับ

Wikipedia

645231 Wikipedia logo foto 600

บริษัทสุดท้ายสำหรับตอนที่ 2 ของเราก็คือ Wikipedia ครับ ชื่อของ Wikipedia นั้นมีความซับซ้อนกว่าชื่ออื่นๆ ที่เราได้นำเสนอไป(รวมถึงชื่อที่จะนำเสนอต่อในตอนที่ 3) อยู่พอสมควรครับ ในครั้งแรกสุดเลยนั้นบริษัทชื่อว่า Nupedia เป็นสารานุกรมออนไลน์ฟรีที่สร้างโดย?Jimmy Wales จากบริษัท Bomis ครับ อย่างไรก็ตามเนื่องจากผลผลิตทางเนื้อหาที่ช้ามากในช่วงปีแรก(มีเพียง 12 บทความในปีแรกเท่านั้น) ทีมพัฒนาจึงได้พยายามที่จะหาแรงบันดาลใจเพื่อที่จะเร่งให้เกิดความเร็วในการผลิตบทความที่มากขึ้น แล้วพวกเขาก็ไปสะดุดความคิดของ Ward Cunningham ที่ใช้ชื่อเว็บว่า WikiWikiWeb แล้วมีไอเดียให้ผู้อ่านทั่วไปสามารถที่จะทำการแก้ไขและมีส่วนร่วมในเนื้อหาได้ด้วยตัวเองครับ

wikipedia logo characters 600

Wales ได้ตกลงทำตามนั้น และในวันที่ 10 เดือนมกราคม 2001 ก็ได้เปลี่ยนชื่อเว็บเป็น Wiki ครับแต่ทว่าเขาก็ไม่ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนมากนักสักเท่าไรครับว่า Wikipedia นั้นมาได้อย่างไร(น่าจะเกิดมาจากการผสม WikiWikiWeb กับ Encyclopedia) ทั้งนี้ Cunningham ได้อธิบายไว้ว่าที่เขาคิดว่าเว็บเป็น WikiWikiWeb นั้นเขาได้ไอเดียนี้มาจากตอนที่เขาไปถึงสนามบินฮอนโนลูลู และได้ยินคำพูดให้เขารับ Wiki Wiki Shuttle ซึ่งในภาษาฮาวายนั้นคำว่า Wiki มีความหมายว่ารวดเร็วครับ(Wiki Shuttle คือรถรับส่งด่วน)

ที่มา :?thenextweb

Click to comment
 
Advertisement

บทความน่าสนใจ

Other News

ระบบจดจำใบหน้าคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในฐานะอุตสาหกรรมภายในทศวรรษหน้า ซึ่งคาดว่าตลาดจะมีมูลค่าถึง 3.2พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 98ล้านบาท)

Other News

สำหรับเทคโนโลยีใหม่อย่าง MicroLED และ miniLED นั้นถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีหน้าจอแบบใหม่ที่จะเข้ามาแทนเทคโนโลยีหน้าจอ LED แบบเก่าครับ ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีฐานของมันนั้นจะป็นแบบ light-emitting diodes หรือ LED อยู่ก็ตาม ทว่าก็ต้องยอมรับกันล่ะครับว่าด้วยราคาที่ถูกกว่าพาเนลหน้าจอแบบ AMOLED นั้นจะทำให้เจ้า MicroLED และ miniLED เติบโตและเข้าสมาแทนที่พาเนลราคาแพงอื่นๆ ได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าไรนักครับ เมื่อไม่นานมานี้นั้นทาง Reportlinker หนึ่งในบริษัทสำรวจการตลาดได้ออกมาพูดถึงเจ้าเทคโนโลยีพาเนลแบบ ใหม่อย่าง MicroLED และ miniLED...

Other News

ดูเหมือนว่าทางสหรัฐอเมริกานั้นพยายามที่จะก้าวไปอีกขึ้นในเรื่องของการพัฒนาอาวุธที่อยู่นอกโลกแล้วล่ะครับ อ้างอิงจากทาง Defense One แล้วนั้นพบว่า

Other News

เชื่อเหลือเกินครับว่าผู้ขับรถยนต์หลายๆ ท่านที่มีน้องหมาเลี้ยงอยู่ด้วยนั้นคงจะต้องเคยพาน้องหมาขึ้นรถไปไหนมาไหนด้วย และก็อีกนั่นล่ะครับที่บางครั้งเวลา