
ทำไม Apple เริ่มโดนบีบจาก memory และชิปขั้นสูง
วันที่ 30 มกราคม 2026 หลัง Apple เพิ่งสรุปการประกาศผลประกอบการ ไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2026 (ช่วงวันหยุดปลายปี) ประเด็นที่ถูกจับตาไม่ใช่แค่ยอดขาย iPhone ที่แรง แต่คือ “แรงกดดันฝั่งซัพพลาย” ที่เริ่มชัดขึ้น—โดยเฉพาะ ชิ้นส่วนตระกูล memory (เช่น DRAM, NAND) และ กำลังผลิตชิปบน advanced node รวมถึงคอขวดด้านการผลิต/แพ็กเกจจิ้งขั้นสูงของ TSMC
ฝั่ง memory ตอนนี้ถูกเร่งความต้องการจากกระแส AI โดยตรง เพราะระบบ AI ใน data center ใช้ HBM (สำหรับ GPU/ASIC ระดับสูงอย่างของ NVIDIA และค่ายอื่น ๆ) จำนวนมาก ทำให้ supply chain ของ DRAM/NAND และชิ้นส่วนเกี่ยวข้อง “ตึง” มากขึ้น—ถึงขั้นบริษัทระดับ Apple ก็หลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ทั้งหมด
Tim Cook ยอมรับ “สต๊อกบาง” และ “ความยืดหยุ่นน้อยลง”
คำถามที่ผู้บริหาร Apple เจอเต็ม ๆ คือ บริษัทรับมือข้อจำกัดด้านซัพพลายอย่างไร โดย Tim Cook อธิบายภาพรวมว่า Apple ปิดไตรมาสเดือนธันวาคมด้วย channel inventory ที่ “บางมาก” เพราะดีมานด์สูง และเมื่อสต๊อกต้นปีบางลงแบบนี้ ซัพพลายเชนจะมี “พื้นที่ให้ขยับ” น้อยลงกว่าปกติ—ยิ่งในช่วงที่ชิปบน advanced node และ memory กำลังตึงมือ
ใจความสำคัญที่สะท้อนออกมาคือ:
- ของขายได้เร็ว จนสต๊อกในช่องทางจำหน่าย “บาง”
- ข้อจำกัดไม่ได้มาจุดเดียว แต่เป็น “ทั้ง memory + กำลังผลิตชิปขั้นสูง”
- เมื่อซัพพลายเชนตึง บริษัทจะ “ปรับแผนหน้างาน” ได้ยากขึ้น (less flexibility)
ต้นทุน memory เริ่มกดดันมาร์จิ้น: จากไตรมาสนี้เป็นต้นไป
Cook ชี้ว่า ผลกระทบจาก memory ต่อ gross margin ในไตรมาสที่เพิ่งจบ ยังถือว่า “น้อย” แต่บริษัทคาดว่า ไตรมาสถัดไป จะเริ่มเห็นแรงกดดันมากขึ้น ซึ่ง Apple สะท้อนสิ่งนี้ไว้ในกรอบคาดการณ์ gross margin 48%–49% ที่ผู้บริหารการเงินให้ไว้
ในเชิงตัวเลข Reuters รายงานว่า Apple ทำ gross margin ไตรมาสล่าสุดราว 48.2% และยังคงคาดการณ์กรอบ 48%–49% สำหรับไตรมาสถัดไป ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนชิ้นส่วน (รวมถึง memory) ที่สูงขึ้น
พูดให้เข้าใจง่าย:
แม้ Apple จะยังทำกำไรได้เยอะ แต่ ต้นทุน memory ที่แพงขึ้น คือแรงเสียดทานใหม่ที่เริ่ม “กัดกิน” มาร์จิ้น และยิ่งตลาด memory ยังแพงต่อเนื่อง การบริหารต้นทุนจะยิ่งสำคัญขึ้นในครึ่งแรกของปี 2026
คอขวดอีกฝั่ง: advanced node + advanced packaging ของ TSMC
อีกด้านหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือ “ข้อจำกัดของกำลังผลิตชิปขั้นสูง” โดยเฉพาะเมื่อ Apple พึ่งพา TSMC ในการผลิต SoC แทบทั้งหมด และโลกกำลังแย่ง capacity กันหนัก
นอกจาก “ตัวกระบวนการผลิต” (advanced node) แล้ว สิ่งที่เริ่มเป็นคอขวดมากขึ้นคือ advanced packaging—เทคโนโลยีแพ็กเกจจิ้ง/ประกอบชิปที่ทำให้ชิปรุ่นใหม่ทำงานได้แน่นขึ้น เร็วขึ้น และยืดหยุ่นขึ้น
WMCM สำหรับชิปตระกูล A20 (รายงานจากห่วงโซ่อุปทาน/นักวิเคราะห์)
มีรายงานในสายซัพพลายเชนว่า Apple อาจขยับไปใช้แพ็กเกจจิ้งแบบ WMCM (Wafer-Level Multi-Chip Module) ในชิปตระกูล A20 ซึ่งแนวคิดคือ “รวม/ประกอบส่วนต่าง ๆ ให้แน่นขึ้นตั้งแต่ระดับ wafer” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นด้านการจัดวางชิป/หน่วยความจำ (ทั้งหมดยังอยู่ในกรอบ ‘รายงาน/ความคาดการณ์’ ไม่ใช่สิ่งที่ Apple ยืนยันเอง)
SoIC-mH สำหรับชิปตระกูล M5 Pro / M5 Max (รายงานจากนักวิเคราะห์/สื่อเทคฯ)
อีกกระแสที่ถูกพูดถึงคือ TSMC SoIC-mH (แนวทาง 3D/2.5D packaging แบบ hybrid bonding ในบางรูปแบบ) ที่สื่อสาย Mac และนักวิเคราะห์อธิบายว่า “ช่วยให้การออกแบบ/ประกอบบล็อกชิปบางส่วนยืดหยุ่นขึ้น” และอาจมีผลด้าน thermals และ yield (เช่นแยก/จัดวาง CPU/GPU block ได้ต่างไปจากเดิม) —ทั้งหมดนี้ยังเป็น ‘รายงานวงการ’ ไม่ใช่คำยืนยันจาก Apple
สรุปสั้น ๆ คือ: ต่อให้ Apple มีเงินและอำนาจต่อรองสูง แต่เมื่อทั้งโลกแย่ง “ของที่ผลิตยากที่สุด” พร้อมกัน ความยืดหยุ่นในซัพพลายเชนก็ลดลงตามธรรมชาติ—และนี่คือสิ่งที่ Cook พยายามสื่อกับนักลงทุน
ผู้บริโภคต้องกังวลไหม: ของขาด/ราคาขยับหรือไม่
คำถามปลายทางคือ “แล้วเราจะโดนอะไรบ้าง?” ประเด็นนี้ยังไม่มีคำตอบแบบฟันธง เพราะ Apple มักมีเครื่องมือหลายอย่าง เช่น ทำสัญญาระยะยาว ปรับสเปก/แผนผลิต ปรับ product mix หรือยอม “รับต้นทุน” บางส่วนไว้เองเพื่อรักษายอดขาย
อย่างไรก็ตาม สื่อการเงินสะท้อนว่าตลาดเริ่มโฟกัส “ต้นทุนที่สูงขึ้น” มากกว่ายอดขายด้วยซ้ำ และมีมุมมองว่า Apple อาจต้อง “ดูดซับ” ต้นทุนบางส่วน แทนการขึ้นราคาทันที เพื่อไม่ให้กระทบดีมานด์ (โดยเฉพาะในรอบสินค้าใหญ่)
ดังนั้นในระยะสั้น สิ่งที่ผู้บริโภคอาจ “เห็นก่อน” คือ:
- สินค้าบางรุ่น/บางสเปก มีคิวส่งนานขึ้นในบางช่วง (เพราะสต๊อกบาง + ความยืดหยุ่นลดลง)
- ราคาอาจไม่ขึ้นทันทีแบบตรง ๆ แต่ Apple อาจใช้วิธี ดันสัดส่วนรุ่นที่มาร์จิ้นดีกว่า หรือปรับกลยุทธ์โปรโมชันแทน
- ถ้าราคา memory ในตลาด “ยังพุ่งต่อ” จริง ๆ ผลกระทบอาจค่อย ๆ ซึมไปที่ต้นทุนเครื่องรุ่นถัดไปมากกว่า
สรุป: Apple ยัง “คุมเกมได้” แต่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
ภาพรวมจากสิ่งที่ Cook สื่อคือ Apple ยังมองว่า “บริหารได้” และมีวิธีดึงคันโยกหลายแบบ แต่การเริ่มปีด้วย inventory ที่บาง ทำให้ความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพราะถ้าซัพพลายสะดุดพร้อมกัน (memory + advanced node/packaging) ก็จะกระทบความยืดหยุ่นในการส่งมอบทันที
ที่มา: wccftech





