
Google เดินหน้าพัฒนา Google Translate อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศเพิ่มฟีเจอร์ แปลเสียงพูดแบบเรียลไทม์ผ่านหูฟังทุกชนิด โดยใช้พลังของ Gemini AI รุ่นใหม่ ทำให้การสื่อสารข้ามภาษาเป็นเรื่องง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่จำเป็นต้องใช้หูฟังเฉพาะทางอีกต่อไป ขอแค่มีสมาร์ตโฟน Android กับหูฟังทั่วไป ก็สามารถใช้งานได้ทันที
ฟีเจอร์ใหม่นี้เริ่มเปิดให้ใช้งานในรูปแบบเบต้าแล้วในบางประเทศ และถือเป็นก้าวสำคัญของ Google ในการยกระดับการแปลภาษา จากเดิมที่เน้นข้อความและเสียงแบบพื้นฐาน ไปสู่การแปลเสียงที่ “ฟังเป็นธรรมชาติ” มากขึ้นอย่างชัดเจน
แปลเสียงแบบเรียลไทม์ ทำงานอย่างไร
หัวใจหลักของฟีเจอร์นี้คือ Gemini 2.5 Flash Native Audio ซึ่งเป็นโมเดล AI ด้านเสียงรุ่นใหม่ของ Google ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการสนทนาแบบเสียงต่อเสียง (speech-to-speech) โดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่แปลงเสียงเป็นข้อความแล้วแปลเหมือนในอดีต
เมื่อเปิดใช้งานผ่านแอป Google Translate บน Android ระบบจะฟังเสียงจากคู่สนทนา แปลภาษาแบบทันที และส่งเสียงแปลออกไปยังหูฟังที่เชื่อมต่ออยู่ พร้อมแสดงข้อความแปลบนหน้าจอสมาร์ตโฟนไปพร้อมกัน
จุดเด่นสำคัญคือ AI จะพยายามรักษา จังหวะการพูด น้ำเสียง และน้ำหนักคำ ให้ใกล้เคียงกับผู้พูดต้นฉบับมากที่สุด ทำให้การฟังดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งหรือเป็นหุ่นยนต์เหมือนระบบแปลเสียงรุ่นก่อน ๆ
รองรับหลายภาษา พร้อมตัดเสียงรบกวน
Google ระบุว่า ตัวฟีเจอร์สามารถรองรับการแปลภาษาแบบเรียลไทม์ได้ประมาณ 70 ภาษา และยังสามารถตรวจจับภาษาอัตโนมัติได้ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งค่าล่วงหน้าทุกครั้ง เหมาะกับสถานการณ์ที่มีการสลับภาษาไปมา เช่น การเดินทาง หรือการประชุมระหว่างประเทศ
อีกหนึ่งจุดที่ช่วยให้ใช้งานได้จริงมากขึ้น คือระบบ ตัดเสียงรบกวนพื้นหลัง ซึ่งช่วยให้การแปลยังคงแม่นยำแม้ใช้งานในสถานที่เสียงดัง เช่น สถานีรถไฟ งานอีเวนต์ หรือพื้นที่สาธารณะ
ใช้ได้กับหูฟังทั่วไป ไม่จำกัดอุปกรณ์
ข้อดีที่หลายคนสนใจคือ ฟีเจอร์นี้ ไม่จำกัดว่าต้องใช้หูฟังรุ่นใด ขอแค่เป็นหูฟังที่เชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนได้ก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหูฟังแบบมีสาย หรือไร้สาย
อย่างไรก็ตาม Google ระบุว่า หากใช้หูฟังที่มีระบบ Active Noise Cancellation (ANC) คุณภาพดี เช่น Sony WF-1000XM5 ก็จะช่วยให้ได้ยินเสียงแปลชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวนสูง (รุ่นดังกล่าวมีวางจำหน่ายในไทยผ่านร้านค้าชั้นนำ)
ใครใช้งานได้แล้วบ้าง
ฟีเจอร์แปลเสียงแบบเรียลไทม์ของ Google ยังอยู่ในสถานะเบต้า และเปิดให้ใช้งานสำหรับ
- ผู้ใช้ Android ในสหรัฐอเมริกา
- อินเดีย
- เม็กซิโก
นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่มีสมาร์ตโฟน Android ยังสามารถทดลองใช้งานผ่านเว็บไซต์ Google Translate บนเว็บเบราว์เซอร์ได้เช่นกัน แม้ประสบการณ์จะไม่ครบเท่าบนมือถือ
ส่วนผู้ใช้ iPhone และ iPad จำเป็นต้องรออีกระยะหนึ่ง โดย Google ระบุชัดเจนว่าฟีเจอร์นี้จะมาถึงแอปบน iOS ในปี 2026
ก้าวต่อไปของการแปลภาษาแบบเรียลไทม์
การเพิ่มแปลเสียงแบบเรียลไทม์เข้ามา ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ แต่สะท้อนทิศทางของ Google ที่ต้องการผลักดัน AI ให้กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารระดับสากลอย่างแท้จริง โดยลดข้อจำกัดด้านภาษาให้เหลือน้อยที่สุด
หากฟีเจอร์นี้พัฒนาจนพ้นช่วงเบต้าและเปิดให้ใช้งานทั่วโลกเต็มรูปแบบ ก็มีโอกาสสูงที่ Google Translate จะกลายเป็นเครื่องมือหลักสำหรับการสื่อสารข้ามภาษาในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การท่องเที่ยว การทำงาน ไปจนถึงการสนทนาทั่วไป
สำหรับผู้ใช้ในไทย คงต้องติดตามกันต่อว่า Google จะขยายการรองรับมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อใด แต่จากแนวโน้มปัจจุบัน การแปลเสียงแบบเรียลไทม์ที่ฟังเป็นธรรมชาติ อาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในอนาคตอันใกล้
ที่มา: notebookcheck





