Connect with us

Hi, what are you looking for?

Special Story

[Special] เหตุผลแบบตรงไปตรงมาที่บรรดาเหล่านักพัฒนาแอพพลิเคชันที่เลือก iOS มากกว่า Android

เป็นเรื่องที่ทางฝั่ง Google พยายามพลักดันมาอย่างเนิ่นนานมากเลยครับกับการที่จะเรียกให้บรรดาเปล่านักพัฒนาแอปพลิเคชันนั้นหันมาพัฒนาแอปพลิเคชันลงให้กับ Play Store สำหรับ Android ของทาง Google ก่อน

เป็นเรื่องที่ทางฝั่ง Google พยายามพลักดันมาอย่างเนิ่นนานมากเลยครับกับการที่จะเรียกให้บรรดาเปล่านักพัฒนาแอปพลิเคชันนั้นหันมาพัฒนาแอปพลิเคชันลงให้กับ Play Store สำหรับ Android ของทาง Google ก่อน เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นกันสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ว่าจะได้ใช้แอปพลิเคชันนั้นก่อนใครๆ เท่านั้นแต่มันยังเป็นการเพิ่มโอกาศและปริมาณแอปพลิเคชันที่มีคุณภาพเข้าไปสู่ระบบด้วย

ทว่าอย่างไรก็ตามแต่แล้วตั้งแต่มี Play Store มาจนถึงปัจจุบันนั้นสิ่งที่เราได้เห็นกันจากความพยายามผลักดันของทาง Google นั้นก็คือการที่ผู้พัฒนาทำการพัฒนาแอปพลิชันให้กับระบบปฎิบัติการ Android และ iOS ไปพร้อมๆ กันเท่านั้น น้อยมากครับที่นักพัฒนาจะทำการพัฒนาแอปพลิเคชันลงระบบปฎิบัติการ iOS เป็นหลัก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น วันนี้เรามีเหตุผลที่ส่งตรงจากผู้พัฒนาจำนวน 5 รายมาให้ทุกท่านได้พิจารณากันโดยการสัมภาษณ์ของทาง The Next Web ครับ

Reservoir Devs 600

นักพัฒนาแอปพลิเคชันรายที่ 1 : สำหรับนักพัฒนารายแรกนั้นบอกเอาไว้เลยครับว่าแอปพลิเคชันของเขานั้นจะถูกพัฒนาให้กับระบบปฎิบัติการ iOS ก่อนเท่านั้น(เน้นไปที่ iPhone เป็นหลัก) และจะถูกพัฒนาเวอร์ชันระบบปฎิบัติการ Android ก็ต่อเมื่อเขาเห็นสิ่งดึงดูดที่มีนัยยสำคัญเท่านั้น โดยเขาได้ให้เหตุผลหลักให้การพัฒนาแอปพลิเคชันให้เฉพาะกับ iPhone ก่อนไว้ 2 ข้อด้วยกันคือ

  1. ข้อจำกัดทางด้านเทคนิคทางด้านภาษาที่ใช้เขียนแอปพลิเคชันบน iOS หรือ Swift และ Objective-C นั้นมี third-party libraries ที่มีประสิทธิภาพถูกปล่อยออกมามากมายเมื่อเทียบกับการต้องเขียน Java สำหรับ Android(ซึ่งเป็นที่รู้กันในวงการนักพัฒนาโปรแกรมครับว่าภาษา Java นั้นค่อนข้างที่จะยากและไม่ค่อยมีคนชอบมากเท่าไรรวมถึงยังมีเครื่องมือในการเขียนค่อนข้างน้อยด้วย) และส่วนใหญ่แล้วนักพัฒนามักจะทำการพัฒนาแอปพลิเคชันลง Android ด้วยเมื่อพวกเขาโดนบังคับให้ทำครับ
  2.  ในข้อที่ 2 นั้นเป็นกลุ่มเป้าหมายของการพัฒนาแอปพลิเคชันครับ โดยนักพัฒนารายนี้ได้ให้เหตุผลเอาไว้ว่าผู้คนที่มี iPhone ซึ่งอยู่ในช่วงวัย 20 ปีหรือช่วงวัยรุ่นนั้นจะซื้อ iPhone 6s Plus หรือมี iPhone เอาไว้ในมือเพราะว่าพวกเขาต้องการที่จะมีมัน แถมการมี iPhone อยู่ในมือพวกเขานั้นยังเป็นการยกฐานะทางสังคมของพวกเขาให้ดูสูงขึ้นจากเดิมด้วยราคาของ iPhone ที่แพงอยู่แล้ว(ซึ่ง iPhone นั้นทำให้พวกเขาเสมือนกับใช้กระเป๋าแบรนด์ดังหรือขับรถยี่ห้อหรู) ในทางกลับกันแล้วนั้นเมื่อเขาได้ลองคุยกับผู้ใช้สมาร์ทโฟน Android ที่เป็นวัยรุ่นนั้น เวลาที่เขาถามวัยรุ่นเหล่านั้นว่าทำไมถึงใช้สมาร์ทโฟนระบบปฎิบัติการ Android คำตอบที่เขาได้รับนั้นก็จะเป็นเพราะว่าสมาร์ทโฟนระบบปฎิบัติการ Android มีราคาถูกหรือไม่ก็ฟรี แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาเหล่านั้นมีเป้าหมายที่อยากจะได้ iPhone มาใช้งานมากกว่าครับ(และผู้ใช้กลุ่มนี้จะมีความพยายามในการเก็บเงินสัก 1 – 2 ปีเพื่อที่จะซื้อ iPhone มาใช้งานด้วย)

ดังนั้นแล้วด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้นักพัฒนาแอปพลิเคชันรายที่หนึ่งนี้จึงเลือกพัฒนาแอปพลิเคชันลง iOS เพื่อที่จะเจาะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง(ตามที่เขาต้องการ) ซึ่งนั่นก็คือกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อมากกว่านั่นเองครับ

technobuffalo-623-rettingers-riffs-android-vs-apple-600

นักพัฒนาแอปพลิเคชันรายที่ 2 : สำหรับนักพัฒนารายที่ 2 นั้นได้บอกเอาไว้ครับว่าส่วนตัวเขาแล้วนั้นค่อนข้างจะเป็นคนที่กว้างขวางในเรื่องของการใช้ภาษาโปรแกรมในการเขียนโปรแกรมทำให้ตัวเขาเองนั้นไม่มีปัญหาทางด้านเทคนิคเมื่อต้องเขียนโปรแกรมกับภาษาใดภาษาหนึ่งเท่าไรนัก โดยถึงแม้ว่า Xcode ของทาง Apple นั้นจะมี bug อยู่มากมาย(เหมือนขุมนรก) ก็ตามแต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัญหากับเขาเท่าไรกลับกันแล้วเขายังสามารถที่จะทำงานไปได้ดีกับเจ้าภาษาโปรแกรมเจ้าปัญหาตัวนี้อยู่ดี

นักพัฒนารายที่ 2 ได้บอกต่อครับว่าในบริษัทของเขานั้นได้ทำงานหลายอย่างที่เกี่ยวกับทางด้านองค์กรไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ซึ่งในงานเกือบทั้งหมดนั้นมีน้อยมากจริงๆ ที่จะทำขึ้นมาเพื่อ Android โดยเฉพาะ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าบริษัทของนักพัฒนารายนี้นั้นทำงานภายใต้สัญญา(สัญญาในรูปแบบระยะสั้นเช่นสัญญาแบบงานต่องาน) และต้นทุนในการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับระบบปฎิบัติการ Android นั้นก็มากกว่า iOS แน่นอนหล่ะครับว่าลูกค้าส่วนใหญ่ก็ต้องเลือกให้ทางบริษัทพัฒนาแอปพลิเคชันลงระบบปฎิบัติการที่ใช้ต้นทุนต่ำกว่าอยู่แล้ว(ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าของบริษัทของนักพัฒนารายนี้จะเลือกเป็นเว็บไซต์และ 3 ใน 4 นั้นก็ต้องการที่จะได้แอปพลิเคชันบนระบบปฎิบัติการ iOS มากกว่า)

นักพัฒนารายที่ 2 นั้นยังได้บอกครับว่าเมื่อมีงานพัฒนาแอปพลิชันบน Android เข้ามาในบริษัทนั้น ตัวเขาเองจะต้องทำงานมากกว่าเพื่อนร่วมงาน สาเหตุก็เนื่องมาจากว่าตัวของเขานั้นรู้เรื่องต่างๆ ของการพัฒนาแอปพลิเคชันบนระบบปฎิบัติการ Android มากกว่าเพื่อนร่วมงานของเขาซึ่งตัวเขาก็ไม่ได้ซีเรียสในเรื่องนี้เท่าไรนัก(ตรงจุดนี้ทำให้เห็นได้ว่าในบรรดานักพัฒนาส่วนใหญ่นั้นยังมีนักพัฒนาที่มีความรู้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันโดยตรงให้กับระบบปฎิบัติการ Android ค่อนข้างที่จะน้อยครับ)

ท้ายที่สุดแล้วถ้าให้นักพัฒนารายนี้เลือกว่าต้องพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับระบบปฎิบัติการอะไรดีระหว่าง Android และ iOS(ถ้าหากเขาต้องลงทุนเอง) เขาตอบอย่างไม่ต้องคิดมากมายเลยครับว่าตัวเขานั้นจะไม่เลือกเสียแรงและทุนไปกับการพัฒนาแอปพลิเคชันไปกับระบบปฎิบัติการ Android อย่างแน่นอนแถมตัวเขาเองนั้นก็ไม่คิดอยากที่จะสนับสนุนมันอีกด้วยหล่ะครับ

android-6-0-marshmallow 600

นักพัฒนาแอปพลิเคชันรายที่ 3 : ต่อกันที่นักพัฒนารายที่ 3 ที่บอกเอาไว้ครับว่าตัวเขาเองนั้นมีเหตุผลอยู่ 2 ประการที่เลือกพัฒนาแอปพลิเคชันลงระบบปฎิบัติการ iOS มากกว่า Android ซึ่งนั่นก็คือ “เวลา” และ “ผลตอบแทน” ครับ

  1. สำหรับเรื่องของเวลานั้นนักพัฒนารายนี้ได้บอกเอาไว้ครับว่าเขาไม่มีเวลามากพอที่จะใช้เพื่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ บนแพลตฟอร์มใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาโปรแกรม, IDE ฯลฯ แถมที่หนักไปกว่านั้นก็คือถ้าเลือกที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับระบบปฎิบัติการ Android แล้วหล่ะก็จะต้องทำใจใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาเรื่องของการกระจายตัวของฮาร์ดแวร์(fragmentation) ที่เป็นปัญหาของระบบปฎิบัติการ Android มาโดยตลอด การที่จะทำให้แอปพลิเคชันสามารถรันได้ดีบนทุกเครื่องที่ใช้ระบบปฎิบัติการ Android นั้นถือว่ายากมากและใช้เวลามากจนเกินไป
  2. ในเรื่องของผลตอบแทนนั้นก็คือเรื่องของรายได้จากการพัฒนาแอปพลิเคชันครับ เป็นที่รู้กันมานานแสนนานและมีการตรวจสอบรองรับกันมาโดยตลอดครับว่า App Store ของ iOS นั้นสามารถที่จะทำเงินได้มากกว่า Play Store ของทาง Android แถมระบบปฎิบัติการ Android นั้นก็ง่ายเกินไปสำหรับการที่จะใช้งานแอปพลิเคชันที่ต้องเสียเงินซื้อด้วยการใช้งานละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่ง ณ จุดนี้นั้นถึงแม้ว่า iOS จะสามารถทำได้เช่นเดียวกันแต่ทาง Apple ก็สามารถที่จะมีมาตรการในการป้องกันได้ดีกว่ามากครับ

สรุปแล้วนักพัฒนารายที่ 3 นี้จึงเลือกที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันลงระบบปฎิบัติการ iOS มากกว่าและยอมเสียเวลามากมายเพื่อทำให้แอปพลิเคชันของเขาบนระบบปฎิบัติการ iOS นั้นอัพเดทอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการใช้เวลาดังกล่าวไปกับเรื่องนั้นมันก็ทำให้ตัวเขาเองไม่มีเวลาพอที่จะไปสนใจพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับระบบปฎิบัติการ Android แล้วครับ

Move to iOS 600

นักพัฒนาแอปพลิเคชันรายที่ 4 : นักพัฒนารายที่ 4 นั้นบอกเอาไว้ครับว่าเขาเริ่มต้นการพัฒนาแอปพลิเคชันครั้งแรกบนเครื่องคิดเลขที่สามารถแสดงกราฟิกได้รุ่น TI-8X และนั่นทำให้ตัวเขาเองนั้นมีความสนใจที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง โดยอุปกรณ์ตัวที่ 2 ที่เขาทำการพัฒนาแอปพลิเคชันให้นั้นก็คือ T-mobile Sidekick ที่มาพร้อมกับระบบปฎิบัติการ infamous Danger OS(ตั้งแต่ปี 2002 ก่อนที่ในตอนหลังนั้น T-mobile Sidekick จะเปลี่ยนมาใช้ระบบปฎิบัติการ Android)

ตอนที่ iPhone เปิดตัวออกมานั้นทางนักพัฒนารายนี้มีประสบการณ์ในการพัฒนาแอปลพิเคชันให้กับ OS X อยู่แล้วครับ ซึ่งนั่นทำให้ iOS เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าถึงแม้ว่าในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเขาจะได้ข่าวว่า Android กำลังใกล้จะออกมาในไม่ช้าก็ตาม การพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับ iOS นั้นให้ความรู้สึกเหมือนการพัฒนาแอปพลิเคชันลง OS X ซึ่งเขาบอกว่ามันทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำอยู่มันคือการสร้างแอปพลิเคชันจริงๆ ขึ้นมาครับ เมื่อเทียบกับ Android รุ่นแรกแล้วนั้นเขากลับพบว่ามันเหมือนเขาทำอะไรบางอย่างให้กับ “ขยะ” ซะงั้น(ซึ่งความรู้สึกดังกล่าวนี้อยู่ได้ไม่นานมากนักและมากจากการเปรียบเทียบ Android รุ่นแรกๆ กับ iOS 1 ครับ)

T-mobile Sidekick 600 e

T-Mobile Sidekick

นักพัฒนารายที่ 4 นี้ได้ยกเรื่องของส่วนต่อประสาน(User Interface) ของระบบปฎิบัติการ iOS และ Android ในช่วงแรกออกมาเป็นเหตุผลที่ตัวเขาเองเลือกที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับ iOS เนื่องจากว่า iOS นั้นมาพร้อมกับสิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจมาก ณ เวลานั้นไม่ว่าจะเป็น Pinch to zoom, Slide to unlock และ Pull to refresh ฯลฯ กลับกันแล้วนั้นส่วนต่อประสานของ Android ดูเหมือนกับไม่มีนวัตกรรมอะไรเท่าไรนักให้ตัวเขาได้เล่นได้ใช้งานและก็ไม่มีอะไรมากพอที่เขาจะทำเพื่อให้ผู้ใช้เกิดความหลงใหลกับแอปพลิเคชันบน Android ในช่วงแรกๆ ได้ครับ

ด้วยความที่นักพัฒนารายที่ 4 นั้นใช้เวลาไปอย่างมากกับการศึกษาเรียนรู้เพื่อที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันที่มีประสิทธิภาพให้กับระบบปฎิบัติการ iOS(ด้วยความที่ iOS ออกมาก่อนและมีอะไรน่าท้าทายมากกว่าสำหรับนักพัฒนารายนี้) เมื่อถามว่าจะให้นักพัฒนารายที่ 4 นี้กลับมาพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับระบบปฎิบัติการ Android เขาได้ตอบว่าเขาคงจะไม่ยอมเสียเวลาเพื่อที่จะเริ่มต้นอะไรใหม่ทั้งหมดอีกครั้งแล้วครับโดยถึงแม้ว่าในปัจจุบันนั้น Android จะพัฒนาไปมากมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้เล่นเยอะขึ้นใน APIs ก็ตามแต่เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เขาต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเขาก็คงเลือกที่จะยังอยู่กับ iOS มากกว่าอยู่ดี

ios to android sad

นักพัฒนาแอปพลิเคชันรายที่ 5 : มาถึงนักพัฒนารายสุดท้ายกันแล้วที่เขาได้ให้เหตุผลเอาไว้ครับว่าเขาเลือกที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันบนระบบปฎิบัติการ iOS มากกว่า Android ก็เนื่องมาจากว่าระบบปฎิบัติการ iOS นั้นเป็นระบบปฎิบัติการหลักที่ตัวเขานั้นใช้อยู่เองครับ นอกเหนือไปจากนั้นแล้วแพลตฟอร์ม iOS นั้นยังเป็นแพลตฟอร์มที่เขาเป็นผู้พัฒนาระดับมืออาชีพในบริษัทที่เขาทำงานอยู่ด้วย ทำให้ส่วนตัวของเขาเองนั้นมีประสบการณ์กับแพลตฟอร์ม iOS มากกว่าครับ

อย่างไรก็ตามแต่นักพัฒนารายสุดท้ายของเรานั้นแตกต่างไปจากนักพัฒนารายอื่นๆ ตรงที่เขาได้บอกเอาไว้ครับว่าเขามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้การพัฒนาแอปพลิชันสำหรับระบบปฎิบัติการ Android ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับเขาในการพัฒนาแอปพลิเคชันของตัวเขาเองลงระบบปฎิบัติการ Android ซึ่งเหตุผลหลักนั้นก็เพราะว่าตัวเขาคิดว่ามันจะดีกว่าถ้ามีการแข่งขันในตลาดทางด้านแอปพลิเคชันที่ดีที่มาพร้อมกับคุณภาพบนแพลตฟอร์ม Android ครับ

สรุป

สำหรับเรื่องนี้นั้นส่วนตัวผมแล้วคิดว่าถ้าเราถามนักพัฒนาหลายๆ รายทั้งที่พัฒนาแอปพลิเคชันให้ระบบปฎิบัติการ iOS เป็นหลักและพัฒนาให้ระบบปฎิบัติการ Android เป็นหลักหรือพัฒนาแอปพลิเคชันลงทั้ง 2 ระบบปฎิบัติการนั้นเราก็จะได้คำตอบที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความชอบส่วนตัวของนักพัฒนารายนั้นๆ ครับ อย่างไรก็ตามแต่คงต้องยอมรับหล่ะครับว่าส่วนหนึ่งแล้วนั้นการเป็นนักพัฒนาก็ต้องคิดที่จะทำเงินจากสิ่งที่พวกเขาทำการพัฒนาขึ้นมาซึ่งระบบปฎิบัติการ iOS สามารถที่จะตอบสนองในเรื่องนี้ได้ดีกว่า Android มาก

ทั้งนี้ในปัจจุบันนั้นด้วยความที่ระบบปฎิบัติการ Android นั้นมีจำนวนผู้ใช้มากกว่าระบบปฎิบัติการ iOS ถึง 4 เท่าตัว ทำให้เราเริ่มเห็นนักพัฒนาหันมาพัฒนาแอปพลิเคชันลงระบบปฎิบัติการ Android กันมากขึ้นหรือไม่ก็พัฒนาไปพร้อมๆ กันทั้ง 2 ระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบริษัทใหญ่ๆ ที่มีแรงงานและทุนสูงมักจะพัฒนาแอปพลิเคชันลงทั้ง 2 ระบบปฎิบัติการอยู่แล้ว ในปัจจุบันนั้น Google เองก็มีความพยายามอย่างเต็มที่ที่จะพลักดันให้นักพัฒนามาพัฒนาแอปพลิเคชันลงระบบปฎิบัติการ Android ด้วยการสนับสนุนในหลายๆ ทาง งานนี้คงต้องตามดูกันต่อไปหล่ะครับว่า Google จะทำสำเร็จหรือไม่(เพราะจะว่าไปแล้ว Google เองนั้นมีข้อได้เปรียบข้อใหญ่ซึ่งนั่นก็คือจำนวนผู้ใช้ระบบปฎิบัติการ Android ที่มากกว่า iOS ถึง 4 เท่าตัวอยู่ในมือนี่แหละครับ)

ที่มา : thenextweb, bgr

Click to comment
 
Advertisement

บทความน่าสนใจ

IT NEWS

Google เตรียมปล่อย Android 12.1 ก่อนจะเป็นเวอร์ชัน 13 นักพัฒนาพบมีฟีเจอร์น่าสนใจหลายอย่างที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับสมาร์ทโฟนหน้าจอพับได้โดยเฉพาะ ใกล้เข้ามาทุกทีกับการเปิดตัวของระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชันใหม่กับเวอร์ชันที่ 12 ซึ่งในปัจจุบันนั้น Google ได้ปล่อยให้นักพัฒนาสามารถที่เข้าถึง Android 12 รุ่น beta 5 ได้แล้ว แน่นอนว่าในทุกๆ ครั้งที่ทาง Google ปล่อยโค๊ดใหม่ออกมานั้นทางนักพัฒนาจะแกะโค๊ดเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงภายในกันอย่างสนุกสนาน...

Tips & Tricks

How To สมัคร Apple ID ใหม่ ด้วยตัวเองใน 1 นาที การสมัคร Apple ID ถึงแม้ว่าหลายคนที่เคยใช้งานอุปกรณ์ของ Apple จะสามารถทำได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว แต่ก็เชื่อว่ายังมีอีกหลายคน หรือมือใหม่ที่เพิ่งเคยใช้งานอุปกรณ์ของ Apple ไม่ว่าจะเป็น iPhone iPod หรือ MacBook ที่อาจจะยังไม่รู้ว่าจะสมัครอย่างไร...

CONTENT

รวมเคล็ดลับง่ายๆ สำหรับปรับแต่ง Android ให้เร็วที่คุณเองก็ทำได้แต่อาจจะไม่เคยรู้มาก่อน รับรองว่าชีวิตของคุณจะง่ายขึ้นเยอะ ปรับแต่ง Android ให้เร็วขึ้นนั้นหลายๆ ท่านอาจจะคิดว่าต้องใช้เวลาหรือทำยาก รวมทั้งอาจจะมีหลายๆ Facebook Page ที่แนะนำไปถึงขึ้นการ Root เครื่องเพื่อโมปรับแต่ง(ซึ่งนั่นทำให้เครื่องของท่านหมดประกันทันที) ทว่าในความเป็นจริงแล้วนั้นบนตัวระบบปฎิบัติการ Android เองนั้นก็มีวิธีการปรับแต่งต่างๆ ซ่อนอยู่มากมายที่จะช่วยให้การใช้งานต่างๆ ของท่านนั้นเร็วและดีมากขึ้นกว่าเดิมได้ ในวันนี้เราจึงขอยกเอา 20 เคล็ดลับปรับแต่ง Android...

CONTENT

รวมเคล็ดลับง่ายๆ สำหรับปรับแต่ง Android ให้เร็วที่คุณเองก็ทำได้แต่อาจจะไม่เคยรู้มาก่อน รับรองว่าชีวิตของคุณจะง่ายขึ้นเยอะ ปรับแต่ง Android ให้เร็วขึ้นนั้นหลายๆ ท่านอาจจะคิดว่าต้องใช้เวลาหรือทำยาก รวมทั้งอาจจะมีหลายๆ Facebook Page ที่แนะนำไปถึงขึ้นการ Root เครื่องเพื่อโมปรับแต่ง(ซึ่งนั่นทำให้เครื่องของท่านหมดประกันทันที) ทว่าในความเป็นจริงแล้วนั้นบนตัวระบบปฎิบัติการ Android เองนั้นก็มีวิธีการปรับแต่งต่างๆ ซ่อนอยู่มากมายที่จะช่วยให้การใช้งานต่างๆ ของท่านนั้นเร็วและดีมากขึ้นกว่าเดิมได้ ในวันนี้เราจึงขอยกเอา 20 เคล็ดลับปรับแต่ง Android...