Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

จีนชูแนวคิด Hybrid Bonding พัฒนา AI Accelerator ท้าชน NVIDIA Blackwell ด้วย 3D Stacking

China Hybrid Bonding AI Accelerator

จีนเดินหน้าผลักดันเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด Wei Shaojun รองประธานสมาคมเซมิคอนดักเตอร์จีน (CSIA) และศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย Tsinghua ได้นำเสนอ “แนวคิด” AI Accelerator ที่ออกแบบภายในประเทศ โดยใช้การผสานชิป logic 14nm เข้ากับ DRAM 18nm ผ่านเทคนิค Hybrid Bonding ซึ่งเป็นรูปแบบการเชื่อมต่อแบบแนวดิ่งความละเอียดสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพจนสามารถ “เข้าใกล้ NVIDIA Blackwell” ที่ใช้เทคโนโลยีระดับ 4nm ได้ แม้กระบวนการผลิตของจีนจะเก่ากว่าหลายรุ่นก็ตาม

Wei ย้ำชัดว่าแนวคิดนี้ยังไม่ถูกสร้างเป็นฮาร์ดแวร์จริงและยังไม่มีข้อมูลยืนยัน แต่สะท้อนความต้องการของจีนที่อยากสร้าง โซลูชัน AI ที่ควบคุมได้เองทั้งระบบ โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีต่างประเทศ

Advertisement

Hybrid Bonding: โจทย์ใหม่ที่จีนหวังใช้ทดแทนช่องว่างด้านเทคโนโลยี

หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ไม่ใช่ความล้ำหน้าของเทคโนโลยีการผลิต แต่คือ “วิธีการประกอบชิป” แบบ Hybrid Bonding ซึ่งสามารถทำการเชื่อมต่อชั้นต่อชั้นด้วยความละเอียดระดับต่ำกว่า 10 ไมครอน ผ่านการเชื่อมทองแดงโดยตรง

ข้อดีหลักของ Hybrid Bonding คือ:

  • ระยะสัญญาณสั้นมาก → ลด latency
  • แบนด์วิดท์สูงขึ้นอย่างมาก
  • ใช้พลังงานต่อบิตต่ำ
  • เชื่อมต่อ logic–memory ได้แน่นกว่าการใช้ solder bumps แบบเดิมหลายเท่า
  • เหมาะกับงานที่ต้องการ near-memory computing

แนวคิดนี้ทำให้จีนสามารถ “ชดเชย” การไม่มีเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง เช่น 4nm หรือ 3nm ได้บางส่วน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพจากระดับแพ็กเกจ

ตัวอย่างที่ใกล้เคียงที่สุดคือ AMD 3D V-Cache ที่สามารถทำแบนด์วิดท์สูงสุดถึง 2.5 TB/s ด้วยพลังงานเพียง 0.05 pJ/bit ซึ่งมากกว่า HBM3E หลายเท่า และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Wei เชื่อว่า Hybrid Bonding สามารถกลายเป็นตัวเร่งสำคัญให้จีนตามทันมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ


สเปกแบบจำลองที่ Wei เสนอ (ยังเป็นทฤษฎีทั้งหมด)

Wei ระบุว่า AI Accelerator แบบจีนที่ใช้ Hybrid Bonding จะให้ประสิทธิภาพระดับ:

  • ราว 120 TFLOPS (ไม่ระบุ precision)
  • ใช้พลังงานเพียง 60W
  • Efficiency อยู่ที่ 2 TFLOPS/W

แต่เมื่อเทียบกับของจริง:

  • NVIDIA B200: 10,000 NVFP4 TFLOPS / 1200W → 8.33 TFLOPS/W
  • NVIDIA B300: สูงสุด 10.7 TFLOPS/W

แม้แนวคิดของจีนจะประหยัดพลังงาน แต่ระดับประสิทธิภาพยังห่างจาก Blackwell อยู่หลายเท่า และยังไม่มีการพิสูจน์ว่าสามารถสร้างฮาร์ดแวร์รูปแบบนี้ได้เป็นจริงในประเทศจีน


Near-Memory Computing — ทางเลือกใหม่ที่ช่วยลดคอขวดของ AI

Wei เชื่อว่าอนาคตของ AI จะถูกกำหนดโดย “ตำแหน่งของหน่วยความจำ” มากกว่า “ขนาด node ของ logic” โดยเฉพาะเมื่อโมเดล AI มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ Memory Bandwidth กลายเป็นคอขวดสำคัญ

Hybrid Bonding ช่วยแก้ปัญหานี้โดย:

  • ทำให้ logic กับ DRAM อยู่ชิดกันมากที่สุด
  • ลดระยะทางส่งข้อมูล
  • เพิ่มอัตราการเข้าถึงข้อมูลต่อวินาที
  • เหมาะกับงาน AI inference และ training แบบจำกัดพลังงาน

Wei ยังระบุว่าหากเทคโนโลยีนี้พัฒนาเต็มที่ อาจขยายสเกลสู่ระดับ ZetaFLOPS ได้ในระยะยาว แม้จะยังเป็นเพียงแนวคิดเชิงทฤษฎีเท่านั้น


อุปสรรคใหญ่ที่สุดไม่ใช่ฮาร์ดแวร์ แต่คือ CUDA ของ NVIDIA

Wei ยอมรับตรงไปตรงมาว่า แม้จีนจะสร้างชิปพลังสูงขึ้นได้จริง ก็ยังเจอปัญหาใหญ่คือ:

ระบบนิเวศ AI ทั่วโลกผูกติดกับ CUDA

  • ไลบรารี
  • เฟรมเวิร์ก
  • โมเดล
  • เครื่องมือพัฒนา
  • ดาต้าเซ็นเตอร์

ทั้งหมดพึ่งพา CUDA แทบทั้งสิ้น ทำให้ฮาร์ดแวร์ที่ไม่ใช่ NVIDIA “แข่งขันได้ยากมาก” ไม่ว่าจะเป็น Huawei Ascend, Biren หรือแม้แต่โซลูชันแบบใหม่ของจีนเอง

Wei มองว่าจีนต้องสร้าง ecosystem ใหม่ขึ้นมาเอง และ Hybrid Bonding อาจเป็นแนวทางที่ทำให้จีนก้าวข้ามข้อจำกัดด้านซอฟต์แวร์ในระยะยาว


สรุปภาพรวม

แนวคิดของ Wei แม้ยังเป็นเพียงทฤษฎี แต่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า:

  1. จีนต้องการโซลูชัน AI ที่ควบคุมได้เองทุกด้าน
  2. Hybrid Bonding คือกุญแจสำคัญในการทดแทนการขาดแคลนเทคโนโลยีระดับ 4nm–3nm
  3. Near-memory computing จะเป็นแกนหลักของชิป AI ยุคถัดไป
  4. ผู้นำของตลาดอย่าง NVIDIA ยังคงได้เปรียบมหาศาลจาก ecosystem CUDA
  5. จีนจำเป็นต้องสร้าง ecosystem ของตัวเองเพื่อแข่งขัน

แม้ยังไม่มีฮาร์ดแวร์จริง แต่แนวคิดนี้สะท้อนความทะเยอทะยานของจีนในการพัฒนาชิป AI รุ่นใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติในอนาคตนั้นเอง

ที่มา: tomshardware

Click to comment

บทความน่าสนใจ

Special Story

ชิปเซ็ต NVIDIA RTX Spark ถูกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์ยุคที่ผู้คนหันมาใช้ AI Model ต่างๆ เพื่อช่วยลดขั้นตอนงานยุ่งยากและเรื่งจิปาถะในชีวิตประจำวันลงไป ไม่ว่าจะเป็น Chatbot หรือ Agent Model ก็ตาม ให้ผู้ใช้ได้โฟกัสกับงานและไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ได้มากขึ้น แถมลดชั่วโมงการทำงานจากหลักร้อยหรือพันชั่วโมงให้เหลือไม่กี่สิบชั่วโมงโดยไม่ต้องรอรีเซ็ต Token ให้งานสะดุดอีกด้วย ซึ่งชิปเซ็ตตัวนี้ NVIDIA เคลมว่ามันรองรับโมเดลขนาดใหญ่ถึง 120B (120...

PR-News

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — ASUS (เอซุส) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก นำเสนอ ASUS Agent Computer ภายใต้แนวคิด “Powering Every AI Choice” ระบบนิเวศด้านฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ครอบคลุมตั้งแต่โน้ตบุ๊ก NUC และมินิพีซี เดสก์ท็อปพีซีที่ปรับแต่งได้ ไปจนถึงเวิร์กสเตชันระดับมืออาชีพและ AI...

PR-News

บทความโดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งขยายขอบเขตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัล ไปสู่การใช้งานจริงในโลกทางกายภาพ  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มักถูกตีกรอบอยู่แค่ระบบที่ทำความเข้าใจ สร้าง และแนะนำข้อมูลได้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), AI Assistant และ Copilot ได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานที่ใช้ความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เราค้นหา สรุปผล สร้างคอนเทนต์ และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น คลื่นลูกแรกของ AI นี้ถือเป็นการปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง Advertisement แต่ทว่า คลื่นลูกถัดไปของ AI จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงทำความเข้าใจข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกคาดหวังให้สามารถโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน ยานยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา ระบบทางการแพทย์ที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบ ปรับแต่ง และตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งการตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มแอปพลิเคชัน AI รูปแบบใหม่ แต่คือการพลิกโฉมความคาดหวังพื้นฐานที่เรามีต่อขีดความสามารถของ AI  เมื่อ AI ขยายตัวจากคลาวด์และสภาพแวดล้อมดิจิทัลเข้าสู่ระบบทางกายภาพ ความอัจฉริยะจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า “รู้” ได้อีกต่อไป ระบบ Physical AI (AI ทางกายภาพ) เช่น หุ่นยนต์อัตโนมัติ จะต้องรับรู้ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน (Functional safety) และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด ทั้งเรื่องพลังงาน ความร้อน และพื้นที่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกด้วย  และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Physical AI อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรม และ AMD เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ AI ในทศวรรษหน้า นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แค่ “รู้” ไปสู่ระบบที่ “ลงมือทำ”  “การลงมือทำ” พลิกโฉมโจทย์ด้านการประมวลผลขั้นพื้นฐาน เมื่อ AI เริ่มโต้ตอบกับโลกทางกายภาพ โจทย์ของการประมวลผลย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แตกต่างจาก Cloud AI ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการขยายสเกล การรับส่งข้อมูลปริมาณมาก และการประมวลผลแบบรวมศูนย์ เพราะ Physical AI มาพร้อมกับข้อกำหนดใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แชตบอตอาจมีอาการหน่วงบ้างในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถเกิดความล่าช้าได้เลย ยานยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถปล่อยให้ระบบทำงานไม่เสถียรได้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ลองตัดสินใจใหม่” ได้เมื่อทุกวินาทีมีผลต่อชีวิต  ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ:  ในโลกทางกายภาพ ความอัจฉริยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบสามารถตอบสนองและลงมือทำได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพของโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ขอบเขตของ Physical AI ก้าวไปไกลกว่าแค่การรันโมเดล AI เพราะความอัจฉริยะจะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการประมวลผล (Inference) การวางแผน การควบคุม และนำไปสู่การลงมือทำในโลกจริง ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ต่างหาก  และนี่คือเหตุผลที่ AMD เชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว Physical AI คือความท้าทายด้าน “วิศวกรรมระบบ” ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการสร้าง “โมเดล AI”  ไม่มีโปรเซสเซอร์ใดเพียงชนิดเดียวที่ขับเคลื่อน Physical AI ได้ทั้งหมด เราจะเข้าใจแนวคิดของ Physical AI ได้ง่ายขึ้น หากลองเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์  สมองของเราทำหน้าที่คิด วิเคราะห์หาเหตุผล และตัดสินใจ ระบบประสาทช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กล้ามเนื้อและข้อต่อทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพอย่างแม่นยำ  ระบบ Physical AI ก็ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การคิดวิเคราะห์และการรับรู้ที่ซับซ้อนต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง การตอบสนองแบบเรียลไทม์ต้องใช้การประมวลผลที่มีความหน่วงต่ำ (Low-latency) ณ จุดที่ต้องทำการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำก็ต้องการระบบควบคุมที่ถูกต้องและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ...

รีวิว Asus

ASUS TUF Gaming A16 FA608UHI จ่ายไม่แพง แรงพร้อมลุยทุกเกม ใช้งานดีรอบด้าน ASUS TUF Gaming A16 FA608UHI รหัสนี้เป็นเกมมิ่งโน้ตบุ๊กรหัสฝาแฝดกับ TUF Gaming F16 ซึ่งได้รีวิวไปก่อนหน้านี้ ดังนั้นทั้งสองรุ่นนี้จึงแชร์องค์ประกอบร่วมกันหลายอย่างตั้งแต่ดีไซน์เรียบง่ายน่าใช้, คีย์บอร์ดเกมมิ่งพร้อมไฟ 1-Zone RGB มีปุ่ม WASD...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก