
เดือนกันยายนของทุกปีหลังจากงานเปิดตัวสินค้าใหม่แล้ว ก็จะมีภาพผู้คนไปเข้าคิวเต็มหน้าร้านตัวแทนจำหน่ายเพื่อจองหรือซื้อ iPhone รุ่นใหม่ ซึ่งรวมถึง iPhone 18 Pro series ด้วย แต่ปีนี้นอกจากไปจองสินค้าหน้าร้านตามปกติแล้วก็ทำผ่านหน้าเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มร้านค้าได้ จึงไม่ต้องไปเข้าคิวให้เสียเวลาหลายชั่วโมงแล้ว และเมื่อถึงคิวสั่งจอง iPhone Duo ก็คาดว่าจะใช้วิธีเดียวกันนี้อย่างแน่นอนเพื่อให้สั่งจองได้สะดวกและลดความแออัดหน้าร้านไปได้มาก
อย่างไรก็ตามถ้ามีเงินพร้อมใช้จ่ายไม่ขาดมือแล้ว การเปลี่ยน iPhone ทุกปีตามเทรนด์เพื่อให้ได้สัมผัสเทคโนโลยีใหม่เสมอก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ไม่คุ้มค่านักเพราะมือถือช่วงหลายปีนี้ไม่ได้ยกเครื่องเปลี่ยนฟีเจอร์ใหม่มากจนรู้สึกถึงข้อแตกต่างได้ชัดเจน ดังนั้นการใช้ iPhone ไปราว 3~4 ปี แล้วค่อยเปลี่ยนใหม่สักทีก็ดูจะคุ้มค่ากว่ามากแล้วไม่ต้องเสียเงินเกินจำเป็นอีกด้วย
เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ iPhone 18 Pro series
- เนื่องจากดีไซน์ของ iPhone 18 Pro series เหมือน iPhone 17 Pro series จึงใช้เคสมือถือร่วมกันได้
- iPhone 18 Pro series เป็นรุ่นแรกที่ได้บานชัตเตอร์ปรับค่า F-Stop ได้มาให้ แต่ชุดกล้องหลังยังเหมือนกับ iPhone 17 Pro series
- Apple A20 Pro มี Neural Engine แบบ 16 คอร์ เช่นเดิมแต่มีเป็นคู่ ในทางเทคนิคแล้วจะมี 32 คอร์ เพื่อให้ทำงานกับ AI ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- iPhone Duo ติดตั้งแม่เหล็ก MagSafe มาให้รองรับการชาร์จไร้สายมาตรฐาน Qi2 กำลังชาร์จ 25W แต่ถ้าจะชาร์จให้เต็มกำลังต้องใช้อะแดปเตอร์กำลังไฟ 30W ขึ้นไป
- iPhone Duo ไม่รองรับ Face ID เพื่อสแกนหน้าปลดล็อคเครื่อง เปลี่ยนมาใช้วิธีสแกนนิ้วด้วย Touch ID แทน โดยแตะตรงปุ่ม Power ด้านข้างเครื่องแทน
ประเด็นเกี่ยวกับ iPhone 18 Pro series
- สเปคและจุดเด่นของ iPhone 18 Pro series และ iPhone Duo
- ถ้าใช้ iPhone รุ่นนี้อยู่แล้วน่าเปลี่ยนไหม?
- นอกจาก iPhone 18 Pro series ยังมีรุ่นไหนให้เลือกบ้าง?

สเปคและจุดเด่นของ iPhone 18 Pro series และ iPhone Duo



iPhone 18 Pro series ในอีเว้นท์เปิดตัวสินค้าของ Apple เป็นรุ่นอัพเกรดต่อจาก iPhone 17 Pro series ในปีก่อนโดยตรงแล้วใช้ดีไซน์ในภาพรวมเหมือนกันทั้งหน้าจอและแถบกล้องหลังยาวเกือบตลอดแนว บอดี้เครื่องเป็นอลูมิเนียมขึ้นรูปชิ้นเดียว (Unibody) เช่นเดิม แต่เปลี่ยนสีจากสีเงิน Silver, ส้ม Cosmic Orange และน้ำเงินเข้ม Deep Blue มาเป็นสีดำ Black, สีเงิน Silver, สีฟ้าธารน้ำแข็ง Glacier และแดง Burgundy เสริม Ceramic Shield ทั้งด้านหน้าและหลังเพื่อความแข็งแรงทนทาน ลดโอกาสเกิดความเสียหายลงไปได้พอควรและมีรุ่นหน้าจอเล็กและใหญ่ให้เลือกเช่นเดิม สำหรับฟีเจอร์เด่นประจำรุ่นนี้ได้แก่
- เซนเซอร์กล้อง Fusion camera เลนส์หลักติดม่านชัตเตอร์ปรับรูรับแสงได้ตั้งแต่ ƒ/1.48, ƒ/1.8, ƒ/2.8 และ ƒ/4.0 มาให้ พร้อมสไตล์ภาพถ่ายใหม่ 3 แบบ
- ระบบ Focus ติดตามวัตถุโดยอัตโนมัติ ช่วยให้ถ่ายภาพหรือวิดีโอวัตถุเคลื่อนไหวได้คมชัดขึ้น
- ระบบ Apple Reference Image เพื่อพิสูจน์ว่าภาพดังกล่าวถ่ายจากกล้อง iPhone จริง ไม่ได้สร้างด้วย AI โดยระบบจะกำกับไว้ในระดับพิกเซลของภาพโดยตรง
- เพิ่มโหมดภาพยนตร์เพื่อใช้ถ่ายวิดีโอแบบปกติได้และรองรับการถ่าย Time-Lapse แบบ 4K Dolby Vision HDR ให้ภาพคมชัดสวยงาม
- ปรับแต่งการจัดการพลังงานให้ดีขึ้น ช่วยให้ใช้งานได้นานหลายชั่วโมง เคลมสูงสุด 29 ชม. ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง โดยทดสอบกับ iPhone 18 Pro Max
- ชิปเซ็ต Apple A20 Pro อิงดีไซน์จากชิปเซ็ต Apple M-Series จัดพื้นที่ภายในชิปเซ็ตใหม่ให้ถ่ายเทความร้อนดีขึ้น ประกอบกับชุด Vapor Chamber ขนาดใหญ่ให้คุมอุณหภูมิดีกว่าเดิม
- มีคอร์ Neural Engine 16 คอร์ ติดตั้งมาให้ 2 ตัว พร้อมแบนด์วิดท์รับส่งข้อมูลเร็วยิ่งขึ้น
| สเปค / รุ่น | iPhone 18 Pro | iPhone 18 Pro Max |
| สีและขนาดหน้าจอ | สีดำ, เงิน, สีฟ้าธารน้ำแข็ง และแดงเบอร์กันดี Super Retina XDR 6.3″ (2622*1206) พาเนล OLED ProMotion 120 Hz หน้าจอแบบ Dynamic Island Always-On Display (AOD) HDR Display True Tone ขอบเขตสีกว้าง P3 Haptic Touch เคลือบสารกันรอยนิ้วมือ เคลือบสารกันแสงสะท้อน | สีดำ, เงิน, สีฟ้าธารน้ำแข็ง และแดงเบอร์กันดี Super Retina XDR 6.9″ (2868*1320) พาเนล OLED ProMotion 120 Hz หน้าจอแบบ Dynamic Island Always-On Display (AOD) HDR Display True Tone ขอบเขตสีกว้าง P3 Haptic Touch เคลือบสารกันรอยนิ้วมือ เคลือบสารกันแสงสะท้อน |
| วัสดุประกอบเครื่องและน้ำหนัก | บอดี้อลูมิเนียมขึ้นรูปชิ้นเดียว (Unibody) ปิด Ceramic Shield 2 บนหน้าจอ ฝาหลัง Ceramic Shield 211 กรัม | บอดี้อลูมิเนียมขึ้นรูปชิ้นเดียว (Unibody) ปิด Ceramic Shield 2 บนหน้าจอ ฝาหลัง Ceramic Shield 249 กรัม |
| ชิปเซ็ต | Apple A20 Pro CPU 6 คอร์ (2 Super cores / 4 Efficiency cores) GPU 7 คอร์ Neural Engine แบบ 16 คอร์*2 ชิปเซ็ตรองรับ Ray Tracing | Apple A20 Pro CPU 6 คอร์ (2 Super cores / 4 Efficiency cores) GPU 7 คอร์ Neural Engine แบบ 16 คอร์*2 ชิปเซ็ตรองรับ Ray Tracing |
| ความจุ | 256 GB 512 GB 1 TB 2 TB | 256 GB 512 GB 1 TB 2 TB |
| ระบบปฏิบัติการ | iOS 27 | iOS 27 |
| กล้องหลัง | 48MP Pro Fusion แบบ 3 เลนส์ รองรับเทคนิค Quad-pixel เลนส์หลัก 48 ล้านพิกเซล ปรับรูรับแสงได้ตั้งแต่ ƒ/1.48, ƒ/1.8, ƒ/2.8 และ ƒ/4.0 จำลองเลนส์ระยะ 24 mm. รองรับการปรับรูรับแสง, Shutter speed, White balance และ viewing histogram เลนส์มุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide) 48 ล้านพิกเซล f/2.2 มุมภาพกว้าง 120 องศา จำลองเลนส์ระยะ 48 mm. เลนส์เทเลโฟโต้ (Telephoto) 48 ล้านพิกเซล f/2.8 จำลองเลนส์ระยะ 100 mm. ซูมเข้าแบบออปติคัล 8x ซูมออกแบบออปติคัล 2x ระยะซูมแบบออปติคัล 16x ซูมแบบดิจิทัลได้ 40x | 48MP Pro Fusion แบบ 3 เลนส์ รองรับเทคนิค Quad-pixel เลนส์หลัก 48 ล้านพิกเซล ปรับรูรับแสงได้ตั้งแต่ ƒ/1.48, ƒ/1.8, ƒ/2.8 และ ƒ/4.0 จำลองเลนส์ระยะ 24 mm. รองรับการปรับรูรับแสง, Shutter speed, White balance และ viewing histogram เลนส์มุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide) 48 ล้านพิกเซล f/2.2 มุมภาพกว้าง 120 องศา จำลองเลนส์ระยะ 48 mm. เลนส์เทเลโฟโต้ (Telephoto) 48 ล้านพิกเซล f/2.8 จำลองเลนส์ระยะ 100 mm. ซูมเข้าแบบออปติคัล 8x ซูมออกแบบออปติคัล 2x ระยะซูมแบบออปติคัล 16x ซูมแบบดิจิทัลได้ 40x |
| ฟีเจอร์กล้องหลัง | Apple Reference Image (Fusion Main) Adaptive True Tone flash Photonic Engine Deep Fusion Smart HDR 5 ระบบ Focus, Depth Control ใหม่ Night mode Panorama (สูงสุด 63 ล้านพิกเซล) Photographic Styles 3 Smart focus tracking Spatial photos 48MP macro photography ProRAW นามสกุลไฟล์ภาพ เลือกได้ระหว่าง HEIF, JPEG และ DNG ระบบบันทึกวิดีโอ 4K Dolby Vision 24 / 25 / 30 / 60 / 100 / 120 FPS Cinematic mode 4K 60 FPS Dolby Vision Action mode 2.8K 60 FPS Dolby Vision ProRes 4K 120 FPS รองรับการอัดคลิปออกไปยังอุปกรณ์ภายนอก ProRes RAW Academy Color Encoding System Apple Log 2 รองรับระบบ Genlock บันทึกเสียง Spatial Audio และ Stereo Audio Zoom ลดเสียงลมเข้ากล้อง นามสกุลไฟล์วิดีโอ เลือกได้ระหว่าง HEVC, H.264, ProRes, ProRes RAW | Apple Reference Image (Fusion Main) Adaptive True Tone flash Photonic Engine Deep Fusion Smart HDR 5 ระบบ Focus, Depth Control ใหม่ Night mode Panorama (สูงสุด 63 ล้านพิกเซล) Photographic Styles 3 Smart focus tracking Spatial photos 48MP macro photography ProRAW นามสกุลไฟล์ภาพ เลือกได้ระหว่าง HEIF, JPEG และ DNG ระบบบันทึกวิดีโอ 4K Dolby Vision 24 / 25 / 30 / 60 / 100 / 120 FPS Cinematic mode 4K 60 FPS Dolby Vision Action mode 2.8K 60 FPS Dolby Vision ProRes 4K 120 FPS รองรับการอัดคลิปออกไปยังอุปกรณ์ภายนอก ProRes RAW Academy Color Encoding System Apple Log 2 รองรับระบบ Genlock บันทึกเสียง Spatial Audio และ Stereo Audio Zoom ลดเสียงลมเข้ากล้อง นามสกุลไฟล์วิดีโอ เลือกได้ระหว่าง HEVC, H.264, ProRes, ProRes RAW |
| กล้องหน้า | Center Stage 18 ล้านพิกเซล f/1.9 รองรับฟีเจอร์แบบกล้องหลัง Dual Capture บันทึกภาพกล้องหน้าหลังพร้อมกัน เทคโนโลยี TrueDepth รองรับการสแกนหน้า Face ID | Center Stage 18 ล้านพิกเซล f/1.9 รองรับฟีเจอร์แบบกล้องหลัง Dual Capture บันทึกภาพกล้องหน้าหลังพร้อมกัน เทคโนโลยี TrueDepth รองรับการสแกนหน้า Face ID |
| การกันน้ำและฝุ่น | IP68 | IP68 |
| SIM Card | SIM คู่ (eSIM กับ Nano-SIM) รองรับ eSIM คู่ | SIM คู่ (eSIM กับ Nano-SIM) รองรับ eSIM คู่ |
| การเชื่อมต่อไร้สาย | ชิปโมเด็มโทรศัพท์ Apple C2 5G (sub-6 GHz รองรับ mmWave) รองรับ 4×4 MIMO Gigabit LTE พร้อม 4×4 MIMO ชิปไร้สาย Apple N1 Wi-Fi 7 (802.11be) 2×2 MIMO Bluetooth 6 รองรับระบบ Thread networking ชิป Ultra Wideband รุ่นที่ 2 NFC รองรับ reader mode Express Cards พร้อมระบบประหยัดพลังงาน | ชิปโมเด็มโทรศัพท์ Apple C2 5G (sub-6 GHz รองรับ mmWave) รองรับ 4×4 MIMO Gigabit LTE พร้อม 4×4 MIMO ชิปไร้สาย Apple N1 Wi-Fi 7 (802.11be) 2×2 MIMO Bluetooth 6 รองรับระบบ Thread networking ชิป Ultra Wideband รุ่นที่ 2 NFC รองรับ reader mode Express Cards พร้อมระบบประหยัดพลังงาน |
| การเชื่อมต่อด้วยสายและการชาร์จ | USB-C 3 (10 Gb/s) รองรับการชาร์จและต่อหน้าจอแบบ DisplayPort MagSafe พร้อมชาร์จไร้สาย 25W ระบบชาร์จไร้สาย Qi2 25W | USB-C 3 (10 Gb/s) รองรับการชาร์จและต่อหน้าจอแบบ DisplayPort MagSafe พร้อมชาร์จไร้สาย 25W ระบบชาร์จไร้สาย Qi2 25W |
| ราคา | 256 GB ราคา 48,900 บาท 512 GB ราคา 56,900 บาท 1 TB ราคา 72,900 บาท 2 TB ราคา 96,900 บาท | 256 GB ราคา 52,900 บาท 512 GB ราคา 60,900 บาท 1 TB ราคา 76,900 บาท 2 TB ราคา 100,900 บาท |





แม้แบรนด์อื่นจะมีสมาร์ทโฟนหน้าจอพับได้หลายรุ่นแล้วก็ตาม แต่ในที่สุด Apple ก็มี iPhone Duo เป็นมือถือจอพับได้รุ่นแรกของแบรนด์ เลือกได้ 2 สี คือสีน้ำเงินเข้มกรมท่าชื่อว่า Night Sky หรือสีขาว Star White ก็ได้และออกแบ UI มาได้น่าสนใจมาก ไม่ว่าจะอนิเมชั่นพับและกางหน้าจอแล้วมีการเฟดภาพให้ดูสวยงามต่อเนื่อง, กางหน้าจอเพียงครึ่งเดียวหรือเต็มบานเพื่อใช้กล้องถ่ายภาพนิ่งและคลิปไปใช้ในโอกาสต่างๆ ได้ รวมถึงพับให้เกือบปิดสนิทแล้วกลายเป็นหน้าจอหรือนาฬิกาตั้งโต๊ะก็สวยงามแถมเคลือบพื้นผิว Nano-texture มาลดแสงสะท้อนลง จึงใช้ได้ทุกสถานการณ์แถมใช้ Apple Pencil (USB-C) วาดเขียนลงบนหน้าจอทั้งสองบานได้เหมือนกับ iPad อีกด้วย
ชุดกล้องหลังของ iPhone Duo เป็นชุด Fusion camera แบบเดียวกับ iPhone 18 Pro series แต่มีเฉพาะเซนเซอร์หลักและเซนเซอร์มุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide) เท่านั้น แต่ก็เพียงพอกับการใช้งานทั่วไปแล้ว ในภาพรวมถือเป็น iPhone รุ่นเน้นโชว์นวัตกรรม, การใช้งานและไลฟ์สไตล์โดยเฉพาะ ซึ่งรายละเอียดโดยสำคัญมีดังนี้
| สีและขนาดหน้าจอ | สีกรมท่า Night Sky และสีขาว Star White หน้าจอนอก Super Retina XDR 5.4″ (1398*2034) พาเนล OLED หน้าจอในแบบพับได้ Super Retina XDR 7.6″ (1878*2670) OLED ปิดผิวแบบ Nano-texture ฟีเจอร์ร่วมของหน้าจอด้านนอกและใน Dynamic Island ProMotion 120 Hz หน้าจอแบบ Dynamic Island Always-On Display (AOD) HDR Display True Tone ขอบเขตสีกว้าง P3 Haptic Touch เคลือบสารกันรอยนิ้วมือ เคลือบสารกันแสงสะท้อน รองรับ Apple Pencil (USB-C) |
| วัสดุประกอบเครื่องและน้ำหนัก | บอดี้อลูมิเนียมขึ้นรูปชิ้นเดียว (Unibody) ปิด Ceramic Shield 2 บนหน้าจอ ฝาหลัง Ceramic Shield 211 กรัม |
| ชิปเซ็ต | Apple A20 Pro CPU 6 คอร์ (2 Super cores / 4 Efficiency cores) GPU 7 คอร์ Neural Engine แบบ 16 คอร์*2 ชิปเซ็ตรองรับ Ray Tracing |
| ความจุ | 256 GB 512 GB 1 TB 2 TB |
| ระบบปฏิบัติการ | iOS 27 |
| กล้องหลัง | 48MP Pro Fusion แบบ 3 เลนส์ เลนส์หลัก 48 ล้านพิกเซล ปรับรูรับแสงได้ตั้งแต่ f/1.6 จำลองเลนส์ระยะ 26 mm. จำลองเลนส์เทเลโฟโต้ 52 mm. ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล เลนส์มุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide) 48 ล้านพิกเซล f/2.2 มุมภาพกว้าง 120 องศา จำลองเลนส์ระยะ 48 mm. |
| ฟีเจอร์กล้องหลัง | Apple Reference Image (Fusion Main) Adaptive True Tone flash Photonic Engine Deep Fusion Smart HDR 5 ระบบ Focus, Depth Control ใหม่ Night mode Panorama (สูงสุด 63 ล้านพิกเซล) Photographic Styles 3 Smart focus tracking Spatial photos 48MP macro photography ProRAW นามสกุลไฟล์ภาพ เลือกได้ระหว่าง HEIF, JPEG ระบบบันทึกวิดีโอ 4K Dolby Vision 24 / 25 / 30 / 60 / 100 / 120 FPS Cinematic mode 4K 60 FPS Dolby Vision Action mode 2.8K 60 FPS Dolby Vision ProRes 4K 120 FPS รองรับการอัดคลิปออกไปยังอุปกรณ์ภายนอก ProRes RAW Academy Color Encoding System Apple Log 2 รองรับระบบ Genlock บันทึกเสียง Spatial Audio และ Stereo Audio Zoom ลดเสียงลมเข้ากล้อง นามสกุลไฟล์วิดีโอ เลือกได้ระหว่าง HEVC, H.264, ProRes, ProRes RAW |
| กล้องหน้า | กล้องหน้าจอนอก Center Stage 12 ล้านพิกเซล f/2.2 Smart Take Kid Cue Photographic Styles 3 Dual Capture บันทึกภาพกล้องหน้าหลังพร้อมกัน Photonic Engine Deep Fusion Smart HDR 5 Night mode กล้องหน้าจอใน Under-display FaceTime Camera f/1.8 Center Stage ไว้ใช้ Video calls |
| การกันน้ำและฝุ่น | IP68 |
| ระบบความปลอดภัย | เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ Touch ID |
| SIM Card | eSIM คู่ เปิดใช้งาน eSIM สองเบอร์พร้อมกัน เก็บ eSIM ไว้สลับใช้ได้ 8 เบอร์และมากกว่านั้น ไม่รองรับ Nano-SIM |
| การเชื่อมต่อไร้สาย | ชิปโมเด็มโทรศัพท์ Apple C2 5G (sub-6 GHz รองรับ mmWave) รองรับ 4×4 MIMO Gigabit LTE พร้อม 4×4 MIMO ชิปไร้สาย Apple N1 Wi-Fi 7 (802.11be) 2×2 MIMO Bluetooth 6 รองรับระบบ Thread networking ชิป Ultra Wideband รุ่นที่ 2 NFC รองรับ reader mode Express Cards พร้อมระบบประหยัดพลังงาน |
| การเชื่อมต่อด้วยสายและการชาร์จ | USB-C 3 (10 Gb/s) รองรับการชาร์จและต่อหน้าจอแบบ DisplayPort MagSafe พร้อมชาร์จไร้สาย 25W ระบบชาร์จไร้สาย Qi2 25W |
| ราคา | 256 GB ราคา 79,900 บาท 512 GB ราคา 87,900 บาท 1 TB ราคา 103,900 บาท 2 TB ราคา 127,900 บาท |
ถ้าใช้ iPhone รุ่นนี้อยู่แล้วน่าเปลี่ยนไหม?

คำถามยอดนิยมประจำเดือนกันยายนเมื่อ Apple เปิดตัว iPhone 18 Pro series แล้ว ก็ไม่พ้นว่า “รุ่นใหม่นี้น่าเปลี่ยนหรือเปล่า?” ซึ่งคำตอบขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานของแต่ละคนว่าปกติแล้วใช้งานอะไรเป็นพิเศษ ถ้าเล่น Soical network, ดูหนังและซีรีส์เป็นหลักแล้วใช้กล้องหลังถ่ายภาพและคลิปในโหมด Auto เป็นประจำ ไม่ได้เล่นกล้องจริงจังหรือจะใช้แทนกล้อง Mirrorless, Action camera ก็ยังไม่คุ้มนัก อาจจะซื้อ iPhone 17 หรือ Air แทนจะคุ้มค่ากว่า
ส่วน iPhone รุ่นเก่าที่ถ้าเปลี่ยนมาเป็น iPhone 18 Pro series เมื่อไหร่ก็จะได้ประสบการณ์ใช้งานสดใหม่และดีขึ้น คือ iPhone 13 Pro series ลงไป แม้ว่าชิปเซ็ต Apple A15 Bionic จะยังใช้งานได้ดี แต่ก็เริ่มไม่ได้ฟีเจอร์ใหม่มาใช้งานแล้วและพอร์ตก็ยังเป็น Lightning ไม่ใช่ USB-C ซึ่งถ้าไม่มีสายก็ต้องหาหัวแปลงพอร์ต USB-C to Lightning มาเตรียมไว้เผื่อใช้ในยามจำเป็น

สำหรับ iPhone 14 Pro series จัดเป็นกลุ่มคาบเกี่ยวเพราะ Apple ยังนำชิปเซ็ต Apple A16 Bionic มาติดตั้งใน iPad 11″ อยู่ จึงอนุมานได้ว่า iPhone รุ่นนี้ยังดีมากพอให้ใช้งานไปได้อีกราว 2~3 ปี แล้วค่อยเปลี่ยนทีหลังก็ไม่เสียหายและเชื่อว่าจะได้ฟีเจอร์ล้ำหน้ากว่านี้แน่นอน ถ้าไม่ติดว่าต้องใช้ของใหม่ตลอดเวลาก็แนะนำให้เอาเครื่องไปเข้าศูนย์ซ่อมส่วนที่เสื่อมสภาพแล้วและเปลี่ยนเคสใหม่ก็จะดี และหาหัวแปลงหรือมีสาย Lightning เอาไว้ใช้กับมือถือเครื่องนี้โดยเฉพาะจะดีสุด
ด้าน iPhone ยุคใหม่ตั้งแต่ 15 Pro series เป็นต้นมายังไม่คุ้มจะเทิร์นเครื่องเก่ามาซื้อ iPhone 18 Pro series นัก เพราะชิปเซ็ต Apple A17 Pro, A18 Pro ยังมีสมรรถนะดีมากแล้วไม่ได้ส่งผลต่อประสบการณ์ใช้งานนัก ส่วนชุดกล้องหลัง Pro กับ Fusion camera ก็ใช้ถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอได้ดี ถึงรุ่นใหม่จะได้ระบบระบบบานชัตเตอร์ปรับรูรับแสงได้และชิปเซ็ต Apple A20 Pro แต่ถ้าไม่ได้ใช้ถ่ายภาพหรือทำงานหนักเป็นประจำก็ยังไม่คุ้ม กลับกันถ้าเอาเครื่องเก่าไปเปลี่ยนแบตเตอรี่, ซ่อมชิ้นส่วนเสียหายและหาเคสใหม่มาใส่แล้วใช้งานไปอีก 2~3 ปีจะดีกว่า ยกเว้นว่าใครซื้อ iPhone 17 Pro series แบบเป็นโปรโมชั่นข้ามเวลาให้เอาเครื่องเก่ามาแลกใหม่ใช้ต่อได้เลยก็ขอแยกเป็นอีกกรณีหนึ่งแทน
นอกจาก iPhone 18 Pro series ยังมีรุ่นไหนให้เลือกบ้าง?
สังเกตว่าปีนี้ Apple เปิดตัวเฉพาะ iPhone 18 Pro, 18 Pro Max ในฐานะสมาร์ทโฟนสำหรับใช้ทำงานเป็นหลักและมี iPhone Duo เป็นรุ่นโชว์นวัตกรรมหน้าจอพับและไลฟ์สไตล์และมีลูกเล่นเฉพาะตัวติดมาให้พอสมควร แต่ไม่มี iPhone 18 รุ่นเริ่มต้นและ iPhone Air 2 อย่างที่มีข่าวลือมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทั้งสองรุ่นก็มีราคาแพงใกล้เคียงหรือเกิน 50,000 บาทไปทั้งนั้น ซึ่งถ้าใครรู้ตัวว่าไม่ได้ใช้ทำงานหนักหรือต้องการฟีเจอร์แปลกใหม่ระดับนั้นแล้ว ก็ยังมีรุ่นทางเลือกที่ Apple ยังจำหน่ายอยู่เช่นกัน ได้แก่
iPhone Air เมื่อฟีเจอร์เด่นคือความบาง

จุดขายของ iPhone Air ก็ต้องยกให้ตัวเครื่องอันบางเพียง 5.64 มม. ซึ่งถ้าใครได้จับจะรู้สึกว่าใช้งานได้ถนัดมือมากแถมหน้าจอก็ใหญ่ถึง 6.5″ กำลังพอดีให้มองเห็นชัดเจน ติดตั้งชิปเซ็ต Apple A19 Pro แบบ iPhone 17 Pro, Action button, ปุ่มควบคุมกล้อง (Camera control) ไว้เปลี่ยนค่าปรับโหมดและลั่นชัตเตอร์ถ่ายภาพด้วยเซนเซอร์ Fusion camera 48 ล้านพิกเซลได้สะดวกขึ้น พอตัวเครื่องบางเพียง 5.64 มม. เวลาหยิบใส่กระเป๋ากางเกงก็บางกำลังดีไม่ถ่วงกระเป๋ากางเกงเกินไปนัก
ในทางกลับกัน iPhone Air ก็มีเพียงกล้องหลักด้านหลังเพียงตัวเดียว ถึงจะใช้ถ่ายภาพกับคลิปได้ดีแต่ระยะการถ่ายภาพก็จำกัดพอควรเพราะไม่มีเลนส์ Ultra Wide หรือ Telephoto ไว้ใช้ และพอใช้งานหนักไปสักพักเครื่องก็จะร้อนจนต้อหยุดใช้ชั่วคราว แถมพอร์ต USB-C ก็เป็นเวอร์ชั่น 2.0 ไว้ชาร์จไฟและต่อ MacBook เพื่อ Sync กับ iTunes เท่านั้น มันจึงเป็น iPhone ประเภทไลฟ์สไตล์เน้นพกพาง่ายหยิบใช้สะดวก มีดีไซน์สวยงามแล้วใช้ถ่ายคลิปเก็บภาพความทรงจำไว้ได้ดี
iPhone Air มีสีฟ้า, ขาว, ดำและทองให้เลือก มีความจุ 256 GB ราคา 43,900 บาท, 512 GB ราคา 51,900 บาท และ 1 TB ราคา 67,900 บาท หากใช้งานแนะนำความจุ 256~512 GB ก็เพียงพอแล้ว
iPhone 17 ถ้าคำตอบคือความคุ้ม ก็ต้องเป็นรุ่นนี้

สมาร์ทโฟนรุ่นสุดคุ้มไม่น้อยหน้ารุ่น Pro อย่าง iPhone 17 เองก็ยังหาซื้อมาใช้เป็นมือถือเครื่องหลักได้แม้ราคาจะปรับขึ้นแล้วก็ตามแต่ยังคุ้มอยู่ดี ซึ่งความจุ 256 GB ราคา 34,900 บาท และ 512 GB ราคา 42,900 บาท มีสีม่วงลาเวนเดอร์, ฟ้าหมอก, เขียวเสจ, ขาวและดำให้เลือกตามรสนิยม ถ้าไม่ได้ถ่ายคอนเทนต์หรือเล่นเกมออนไลน์อย่าง Wuthering waves, Genshin Impact หรือ Arknights: Endfield ก็ไม่ต้องซื้อรุ่น 512 GB ก็ได้
เหตุผลว่าทำไม iPhone 17 ถึงน่าซื้อ นั่นเพราะทางบริษัทให้สเปคมาใกล้เคียง iPhone Pro series แล้ว ทั้งจอ Super Retina XDR 6.3″ พร้อม ProMotion 120 Hz, เซนเซอร์หลักกับ Ultra Wide ความละเอียด 48 ล้านพิกเซลคู่, Action button, Camera control, ชิป A19 ถึงจะไม่ Pro แต่ก็ทรงพลังพอให้ใช้งานได้ทุกแบบตั้งแต่ถ่ายภาพ, ตัดต่อคลิปสั้น, เล่นเกมชั้นนำ ฯลฯ ได้สบายมาก เสียดายว่าพอร์ต USB-C ยังเป็นเวอร์ชั่น 2 ไม่ได้เป็น 3 (10 Gb/s) ให้ต่อสาย Thunderbolt เข้ากับ External SSD แล้วถ่ายคอนเทนต์แล้วส่งฟุตเทจลงไดรฟ์ไปโดยตรงได้และไม่มีกล้อง Telephoto 48 ล้านพิกเซลติดมาให้ ไม่อย่างนั้นจะครบถ้วนแล้ว สำหรับผู้ใช้ทั่วไปแล้วมือถือเครื่องนี้เรียกว่าดีเพียงพอให้ใช้งานได้ทุกวันแล้ว
iPhone 17e รุ่นราคามหาชนและฟีเจอร์ที่พอสำหรับใช้งานได้ทุกวัน

ผู้ใช้หลายๆ คนอาจมองข้ามรุ่นเริ่มต้นอย่าง iPhone 17e ไปอย่างน่าเสียดาย เพราะเห็นว่าเป็นรุ่นราคาประหยัดแล้วได้แค่หน้าจอ Super Retina XDR 6.1″ ไม่มี ProMotion 120 Hz ให้ใช้และมีกล้อง Fusion camera 48 ล้านพิกเซลเพียงตัวเดียว แถมกล้องหน้าก็เป็นเพียง TrueDepth รุ่นเก่าและพอร์ต USB-C 2 ก็ต่อหน้าจอแยกแบบ DisplayPort ไม่ได้นั้นไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แต่ตามจริงแล้ว iPhone เครื่องนี้กลับมีจุดแข็งซึ่งรุ่นอื่นทำไม่ได้คือราคาอันเป็นมิตรให้ผู้ที่ต้องการอุปกรณ์ให้ครบ Apple ecosystem ได้เอาไปเติมเต็มหรือได้ลองใช้ดูว่าถนัดกับระบบ iOS ไหม โดยจ่ายเพียง 26,900 บาท ก็ได้ความจุ 256 GB ไปใช้ ถ้าเพิ่มเงินอีกหน่อยเป็น 34,900 บาทก็ได้รุ่น 512 GB แล้ว
สิ่งที่ได้เหมือนกับรุ่นใหญ่เครื่องอื่น คือชิป Apple A19 ใน iPhone 17, ปุ่ม Action button ไว้ตั้งคีย์ลัดกดใช้งานได้, เสริมแม่เหล็ก MagSafe เข้ามาด้านหลังเครื่องให้ติดใช้งานกับอุปกรณ์แม่เหล็กชิ้นอื่นๆ และชาร์จไร้สายได้ แถมเลือกได้ว่าต้องการสีขาว, ดำหรือชมพูอ่อนอีกด้วย ส่วนกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะกับมือถือเครื่องนี้ก็มีตั้งแต่ผู้ใช้งบจำกัดแต่อยากใช้ iPhone, คนมีกล้องหรือ Action camera อยู่แล้ว รวมถึงคนไม่อยากเปลี่ยนมือถือบ่อยๆ ก็เหมาะเช่นกัน
iPhone 16

iPhone 16 ณ ตอนนี้มีแต่ความจุ 128 GB เลือกได้ระหว่างสีน้ำเงินอัลตร้ามารีน, เขียวอมฟ้าคล้ายสีมรกต, ชมพูเข้ม, ขาวและดำ ไม่มีความจุอื่นให้เลือกนักและราคา 30,900 บาท ซึ่งถ้าไม่มีเลนส์ Ultra Wide 12 ล้านพิกเซล ก็ไม่ต่างจาก iPhone 17e ที่มีปุ่ม Camera control เพิ่มเข้ามาและได้พอร์ต USB-C แบบต่อหน้าจอแยก DisplayPort ได้เท่านั้น ถึงจะมีขายอยู่หน้าเว็บไซต์ Apple ก็ตาม แต่สเปคต่อราคาไม่คุ้มค่าแล้วและควรเพิ่มเงินไปซื้อ iPhone 17 แทนจะดีกว่า

แม้ว่า iPhone 18 Pro series จะอัพเกรดสเปคและฟีเจอร์มาให้น่าใช้ขนาดไหน แต่ถ้ามันดีเกินความจำเป็นแล้วจะยอมจ่ายเงินเกินจำเป็นมาก็ไม่สมกันนัก ยิ่ง iPhone รุ่นรองลงมาหลายตัวก็ได้สเปคและฟีเจอร์ดีไม่น้อยหน้ากันและอาจจะเพียงพอกับโจทย์ในชีวิตของใครหลายๆ คนแล้วและยังเหลือเงินไว้ซื้อ Apple Watch หรือ AirPods ได้ด้วยซ้ำ
ใจความสำคัญของการซื้อ iPhone รวมถึงอุปกรณ์ไอทีชิ้นใหม่มาใช้ หากตอบตัวเองได้ว่าอยากใช้มันทำอะไรแล้วอยากให้มันทำอะไรได้บ้างแล้วซื้อเท่าที่จำเป็น นอกจากจะได้ของตรงโจทย์การใช้งานแล้ว ก็ไม่ต้องรับภาระผ่อนชำระเกินตัวจนต้องลำบากเกินตัวอีกด้วย
บทความที่เกี่ยวข้อง






