Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

Special Story

เปิดประวัติ: K6-III ชิปที่ทำให้ AMD สู้ Intel ได้สูสีในยุค Super Socket 7

AMD K6-III

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1999 AMD เปิดตัว K6-III อย่างเป็นทางการในฐานะตัวตายตัวแทนที่ยกระดับมาจาก K6-2 แบบชัดเจน ไม่ใช่แค่การเพิ่มความเร็วสัญญาณนาฬิกา แต่เป็นการเปลี่ยนจุดสำคัญในระดับสถาปัตยกรรม เพราะ K6-III คือหนึ่งในชิปที่ทำให้ AMD เริ่มถูกมองว่าไม่ได้มีดีแค่ความคุ้มค่า แต่เริ่มมีของพอจะขึ้นไปท้าชน Intel ในตลาดเดสก์ท็อประดับสูงได้จริง

ในช่วงเวลานั้น Intel ขยับหนีจาก Socket 7 ไปใช้ Slot 1 กับ Pentium II แล้ว ทำให้ฝั่งคนประกอบเครื่องและคนที่ชอบอัปเกรดแบบค่อยเป็นค่อยไปเริ่มมีตัวเลือกน้อยลง แต่ AMD ยังยืนอยู่กับแพลตฟอร์มเดิม และ K6-III ก็คือชิปที่ช่วยยืดอายุแพลตฟอร์มนี้ให้อยู่ต่อได้อย่างสง่างาม โดยเฉพาะในยุคที่คำว่า Super Socket 7 เริ่มกลายเป็นชื่อที่หลายคนจดจำได้

Advertisement

K6-III สำคัญเพราะไม่ได้แรงขึ้นแบบธรรมดา

ถ้ามองจากสเปกบนกระดาษ K6-III รุ่นเปิดตัวอาจดูไม่ได้หวือหวามากนัก เพราะมันมาในความเร็ว 400 MHz และ 450 MHz ใช้กระบวนการผลิต 0.25 ไมครอน เป็นชิป 1 คอร์ 1 เธรด รองรับ x86, MMX และ 3DNow! พร้อม L1 cache ขนาด 64KB และ L2 cache ขนาด 256KB

image 11
เครดิตภาพ: wikipedia

แต่จุดที่ทำให้ K6-III กลายเป็นชิปที่น่าจดจำ ไม่ใช่แค่ตัวเลขเหล่านี้ สิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือ AMD ย้าย L2 cache ลงมาไว้บนตัวชิปแบบ on-die ทำให้มันทำงานที่ความเร็วใกล้เคียงกับตัว CPU โดยตรง ต่างจากชิปรุ่นก่อนจำนวนมากที่ยังต้องพึ่ง cache ภายนอกซึ่งช้ากว่าอย่างเห็นได้ชัด

image 13
เครดิตภาพ: wikipedia

พูดให้ง่ายที่สุดก็คือ K6-III เป็นชิปที่ลดจุดคอขวดเดิมของแพลตฟอร์ม Socket 7 ได้ตรงจุดมาก เพราะในยุคนั้นหลายระบบยังเข้าถึง cache ระดับ L2 ผ่านทางบัสของระบบ ทำให้ latency สูงกว่า เมื่อย้าย L2 cache มาอยู่บน die เดียวกับตัว CPU การตอบสนองในงานบางประเภทจึงดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้ความเร็ว MHz จะไม่ได้ทิ้งห่างคู่แข่งมากนักก็ตาม

image 9

จุดเด่นของ K6-III คือทำให้ cache เดิมบนเมนบอร์ดไม่สูญเปล่า

อีกเหตุผลที่ทำให้ K6-III ถูกพูดถึงมากในหมู่คนเล่นคอมยุคนั้น คือแนวคิดเรื่อง Tri-Level Cache

ปกติแล้วเมนบอร์ด Socket 7 หลายรุ่นมี cache ติดอยู่บนบอร์ดอยู่แล้ว แต่เมื่อ K6-III มี L2 cache แบบ on-die ของตัวเอง cache ที่อยู่บนเมนบอร์ดจึงไม่ได้กลายเป็นของไร้ค่า กลับกัน มันถูกผลักบทบาทลงไปเป็น L3 cache แทน แนวคิดนี้ช่วยให้ระบบยังคงใช้ทรัพยากรเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้การอัปเกรดดูคุ้มค่าขึ้นสำหรับคนที่ไม่ได้อยากย้ายแพลตฟอร์มทั้งชุด

นี่เป็นจุดที่ทำให้ K6-III แตกต่างจากการอัปเกรด CPU ทั่วไปในยุคนั้น เพราะมันไม่ใช่แค่ซื้อชิปใหม่มาใส่แล้วจบ แต่เป็นการเพิ่มชีวิตให้เครื่องเก่าทั้งระบบแบบที่เห็นผลจริง คนที่มีเมนบอร์ดรองรับอยู่แล้วสามารถขยับขึ้นมาได้โดยไม่ต้องจ่ายแพงแบบกระโดดไปแพลตฟอร์มใหม่ทั้งหมด


Super Socket 7 คือเวทีที่ K6-III ฉายแสงเต็มที่

ถ้าจะเข้าใจความสำคัญของ K6-III ให้ครบ ต้องพูดถึง Super Socket 7 ควบคู่กันไปด้วย เพราะสองอย่างนี้แทบแยกจากกันไม่ได้

Super Socket 7 เป็นการต่อยอดจาก Socket 7 เดิม โดยเพิ่มความสามารถสำคัญอย่าง front-side bus สูงสุด 100 MHz, รองรับ AGP และยังคง backward compatible กับ CPU Socket 7 เดิมบางรุ่นได้ด้วย นี่ทำให้มันเป็นแพลตฟอร์มที่ทั้งยืดหยุ่นและคุ้มค่าในสายตาคนประกอบเครื่องยุคนั้น

ความน่าสนใจคือ ในวันที่ Intel เดินหน้าสู่ Slot 1 และพยายามพาตลาดไปยังทิศทางใหม่ AMD กลับเลือกใช้กลยุทธ์อีกแบบ นั่นคือรีดศักยภาพจากแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้คุ้นเคยให้ได้มากที่สุด K6-III จึงไม่ได้เป็นแค่ CPU รุ่นใหม่ แต่เป็นเหมือนตัวแทนของแนวคิดว่า ผู้ใช้ยังสามารถอัปเกรดเครื่องเดิมให้แรงขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเมนบอร์ด แรม และอุปกรณ์อื่นยกชุดในทันที

สำหรับตลาดแมสในเวลานั้น เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะราคาและความคุ้มค่าเป็นปัจจัยตัดสินใจหลักเสมอ และ AMD ก็เล่นเกมนี้ได้เก่งมานานแล้ว


K6-III สู้ Pentium II และ Pentium III ได้จริงแค่ไหน

คำตอบคือ ได้จริง แต่ไม่ได้ชนะทุกด้าน

ในงานประเภท office, business application และซอฟต์แวร์ที่ได้ประโยชน์จาก cache latency ต่ำ K6-III ทำผลงานได้ดีมากจนไปแตะหรือแซงชิป Intel บางรุ่นได้ แม้จะมีความเร็วสัญญาณนาฬิกาไม่สูงกว่าเสมอไป นี่คือเหตุผลที่ K6-III ถูกมองว่าเป็นชิปที่ “เก่งเกินราคา” และทำให้ Pentium II 450 MHz ไม่ได้ดูไร้เทียมทานอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นเกม 3D และงาน floating-point หนัก ๆ Intel ยังถือความได้เปรียบอยู่ โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมตระกูล P6 ของ Pentium II และ Pentium III ที่แข็งแรงกว่าในงานลักษณะนี้ ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะปลายยุค 90 เป็นช่วงที่เกม 3D โตเร็วมาก และเกมหลายเกมก็ถูกปรับแต่งมาให้เข้ากับแนวทางของ Intel มากกว่า

พูดอีกแบบคือ K6-III เป็นชิปที่เก่งในสนามของตัวเอง มันไม่ได้ล้ม Intel ได้ทุกแนว แต่ก็ทำให้การแข่งขันสูสีกว่าที่เคย และที่สำคัญคือทำให้ AMD มีภาพลักษณ์ที่แข็งแรงขึ้นในตลาดเดสก์ท็อปอย่างชัดเจน


Pentium III มาเร็ว แต่ K6-III ยังไม่หมดความหมายทันที

Intel เปิดตัว Pentium III รุ่นแรกในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1999 หลัง K6-III เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ทำให้ตลาด CPU ตอนนั้นขยับเร็วมาก ชนิดที่ข่าวเปิดตัวแทบไล่ติดกันแบบหายใจรดต้นคอ

แม้ Pentium III จะเป็นชิปรุ่นใหม่ที่ Intel ผลักดันอย่างหนัก แต่ K6-III ก็ยังไม่หายไปในทันที เพราะมันยังมีจุดขายชัดเจนเรื่องความคุ้มค่า การอัปเกรดบนแพลตฟอร์มเดิม และความแรงในงานที่อาศัยประสิทธิภาพของระบบ cache เป็นหลัก

ตรงนี้เองที่ทำให้ K6-III มีคุณค่าในเชิงประวัติศาสตร์มากกว่าตัวเลข benchmark บางชุด เพราะมันคือชิปที่ “ซื้อเวลา” ให้ AMD ได้อย่างมีความหมาย ก่อนที่ Athlon จะมารับไม้ต่อในตลาดระดับสูงช่วงกลางปี 1999


K6-III คือสะพานสำคัญก่อนยุค Athlon

ถ้ามองย้อนหลัง K6-III อาจไม่ใช่ชิปที่เปลี่ยนโลกแบบ Athlon หรือ Ryzen ในเวลาต่อมา แต่บทบาทของมันสำคัญมาก เพราะมันช่วยให้ AMD ไม่หลุดจากเกมในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของตลาด

มันพิสูจน์ว่า AMD สามารถออกแบบชิปที่แก้ปัญหาคอขวดเชิงสถาปัตยกรรมได้จริง ไม่ได้พึ่งแค่การตั้งราคาถูกกว่า Intel เพียงอย่างเดียว และยังช่วยรักษาฐานผู้ใช้สายประกอบเครื่องกับสายอัปเกรดเอาไว้ได้ในวันที่ตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านจาก Socket 7 ไปสู่แพลตฟอร์มรุ่นใหม่

จากนั้นไม่นาน Athlon ก็เปิดตัวตามมาในวันที่ 23 มิถุนายน 1999 และกลายเป็นก้าวสำคัญยิ่งกว่าของ AMD แต่ถ้าไม่มี K6-III คั่นอยู่ตรงกลาง เรื่องราวของ AMD ในปี 1999 อาจไม่ได้ไหลลื่นแบบที่เราเห็นในประวัติศาสตร์


ทำไม K6-III ยังถูกพูดถึงจนถึงวันนี้

เหตุผลไม่ได้อยู่แค่เรื่องความแรง แต่เป็นเพราะ K6-III เป็นตัวแทนของยุคที่การแข่งขันในตลาด CPU สนุกมาก ทุกค่ายต้องงัดทั้งสถาปัตยกรรม ราคา และกลยุทธ์แพลตฟอร์มมาสู้กันเต็มที่

สำหรับสาย retro PC ชิปตัวนี้ยังเป็นภาพจำของยุค Super Socket 7 ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งความยืดหยุ่นในการอัปเกรด การรองรับฮาร์ดแวร์หลายแบบ และความรู้สึกแบบยุคที่การเลือก CPU กับเมนบอร์ดยังมีบุคลิกของมันเองอย่างชัดเจน

ถ้าจะสรุปแบบสั้นที่สุด K6-III ไม่ใช่แค่ CPU รุ่นหนึ่งของ AMD แต่เป็นชิปที่ช่วยพยุงเกมของบริษัทในช่วงเวลาสำคัญ และเป็นชิ้นส่วนหนึ่งที่ปูทางไปสู่ยุค Athlon อย่างแท้จริง

ที่มา: Tom’s Hardware

Click to comment
Advertisement

บทความน่าสนใจ

Buyer's Guide

สมรรถนะของโน้ตบุ๊กเล่นเกมในแต่ละปีจะยิ่งดีและมีฟีเจอร์เพิ่มขึ้นและใช้ทำงานหนักได้ดีกว่าเดิมมากและไม่ยุ่งยากเพราะทุกอย่างถูกรวมเอาไว้เป็นชิ้นเดียวกันแล้ว เจ้าของแค่เปิดเครื่องกับล็อคอินให้เสร็จก็ดาวน์โหลดเกมมาเล่นได้ทันที พอต่อหน้าจอแยกกับเกมมิ่งเกียร์เพิ่มเข้าไปก็ใช้เล่นเกมยอดนิยมในปัจจุบันได้ไม่ต่างจากเกมมิ่งพีซีเลย แต่ได้เปรียบตรงที่อยากพกไปไหนก็เก็บเครื่องกับอะแดปเตอร์ใส่กระเป๋าเป้แล้วหิ้วไปได้เลย แถมกินพื้นที่น้อยเหมาะกับหอพักหรือคอนโดมิเนียมอย่างมาก เรื่องสเปคของเกมมิ่งโน้ตบุ๊คในปัจจุบันถ้ามีงบประมาณราว 40,000~60,000 บาท พอกับงบประกอบเกมมิ่งพีซีสักเครื่องก็จะได้เครื่องสเปคแรงพอให้เล่นเกมบนความละเอียด 1440p แล้ว และใช้ Upscaling กับ Frame Generation เสริมเข้าไปก็เล่นบนความละเอียด 2160p ได้สบายมาก ถ้าสังเกตจะเห็นว่าโน้ตบุ๊กเล่นเกมระดับราคานี้มีเกินสเปคขั้นต่ำของเกมชั้นนำในปัจจุบันไปไกลมากแล้วและอาจจะแรงพอให้เล่นได้ไหลลื่นไปอีก 3~4 ปีได้ไม่ยากเลย Advertisement เลือกโน้ตบุ๊กเล่นเกมยังไงให้โดนใจ?...

รีวิว Asus

หาก ROG Flow Z13 จับใจเกมเมอร์ได้แล้ว ASUS ROG Flow Z13-KJP คือร่างสุดยอดของซีรีส์นี้! ASUS ROG Flow Z13-KJP เกิดจากความร่วมมือของผู้สร้างปรากฏการณ์ในวงการของตน คือ ASUS ผู้สร้าง ROG Flow Z13 ที่เปลี่ยนภาพจำเดิมๆ ว่าถ้าอยากเล่นเกมต้องแบกโน้ตบุ๊กเล่นเกมเครื่องใหญ่เทอะทะ ให้กลายเป็นเกมมิ่งแท็บเล็ตขนาดกำลังดีหยิบออกมาใช้ได้หลายสถานการณ์แถมเล่นเกมชั้นนำได้ลื่นไหล...

Buyer's Guide

โน้ตบุ๊กราคาไม่เกิน 50000 บาท สำหรับพนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ก็แพงจนบางคนตัดสินใจซื้อค่อนข้างยากจนถอยกลับไปซื้อรุ่นราคาไม่เกิน 30,000 บาท กัน แต่ก็ได้สเปคดีใช้งานได้หลายปีไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องบ่อย, ตัวเครื่องแข็งแรงทนทานน้ำหนักไม่สูงมาก แถมมีฟีเจอร์หลายอย่างติดมาให้ใช้ โดยเฉพาะเซนเซอร์สแกนใบหน้าหรือลายนิ้วมือเพื่อไม่ให้คนอื่นขโมยใช้งานโดยพลการแถมช่วยยืนยันตัวเวลาทำธุรกรรมออนไลน์ได้อีกด้วย ยังไม่รวมฟีเจอร์เฉพาะจากแต่ละบริษัทที่เพิ่มเข้ามาเป็นจุดขายเฉพาะตัวอีกด้วย ชิปเซ็ตของโน้ตบุ๊กราคาไม่เกิน 50000 บาท ตอนนี้มี AMD Ryzen AI 300 Series หรือ Intel Core...

Special Story

เหตุผลหลักของเกมเมอร์หลายคนโดยเฉพาะวัยทำงานว่าทำไมถึงซื้อเครื่องเล่นเกมพกพาเป็นของตัวเอง ถ้าไม่นับเรื่อง Exclusive Game ของปู่นินฯ ก็อยากจะโหลดเกมคอมไปเล่นได้ทุกเมื่อไม่ต้องถูกผูกติดอยู่กับคอมตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊คเสมอไป โดยเฉพาะถ้าต้องเดินทางข้ามจังหวัดรหรือประเทศจะยิ่งรู้ดีว่าเครื่องเหล่านี้เหมาะมาก เพราะกดเปิดเครื่องเลือกเกมก็สนุกได้แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาหาโต๊ะต่ออุปกรณ์ใดๆ ให้วุ่นวายแบบเกมมิ่งโน้ตบุ๊คแม้แต่น้อย เรื่องพื้นฐานร่วมกันของเครื่องเล่นเกมประเภทนี้ไม่ว่าจะ Steam Deck หรือ Windows Gaming Handheld จะมีหน้าจอขนาดไม่เกิน 8″ ความละเอียดมักอยู่ราว 1080p มีชิปเซ็ต 2 กลุ่มหลัก...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก