Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

นักวิจัยชี้ “Edge Secure Network” ไม่ใช่ VPN แบบที่คนทั่วไปเข้าใจ แต่เป็น proxy ในเบราว์เซอร์

Microsoft Edge Secure Network

มีประเด็นถกเถียงในสาย privacy หลังบัญชี Microsoft Edge บน X ออกมาโปรโมต Edge Secure Network ว่าเป็น “VPN ฟรี” ในตัวเบราว์เซอร์ ใช้ได้เลยไม่ต้องติดตั้งแอปหรือสมัครสมาชิกเพิ่ม

ไม่นานหลังโพสต์ดังกล่าว Sooraj Sathyanarayanan (นักวิจัยด้านความเป็นส่วนตัว และทำงานอยู่กับ Brave) ออกมาวิพากษ์แบบตรง ๆ ว่า “Edge Secure Network ไม่ใช่ VPN” ในความหมายที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย แต่เป็น HTTP CONNECT proxy ที่อาศัยโครงสร้างของ Cloudflare และ “ครอบคลุมแค่ทราฟฟิกภายใน Edge” เท่านั้น

image 52

ประเด็นนี้ไม่ได้แปลว่า Edge Secure Network “ใช้ไม่ได้” แต่เป็นเรื่องของ คำอธิบาย/ความคาดหวัง ว่าผู้ใช้ควรเข้าใจมันเป็น “ชั้นป้องกันในเบราว์เซอร์” มากกว่า “VPN เต็มรูปแบบทั้งเครื่อง”


Edge Secure Network คืออะไร และ Microsoft บอกว่าช่วยอะไรได้บ้าง

Microsoft อธิบายว่า Edge Secure Network เป็นฟีเจอร์เพิ่ม “การปกป้องแบบเข้ารหัส” ให้กับการท่องเว็บ โดยเน้นใช้งานง่าย เปิดใช้ได้จากใน Edge และมีโควตาใช้งานฟรี 5GB ต่อเดือน สำหรับผู้ที่ลงชื่อเข้าใช้ด้วยบัญชี Microsoft แบบส่วนบุคคล

แนวคิดคือ: เวลาใช้งานในสถานการณ์เสี่ยง เช่น ต่อ Wi-Fi สาธารณะ หรือเข้าเว็บที่ไม่ปลอดภัย ระบบจะพยายาม “พาทราฟฟิกในเบราว์เซอร์ผ่านการเชื่อมต่อที่เข้ารหัส” เพื่อกันการดักฟัง/สอดแนมระหว่างทาง พร้อมช่วย “พราง IP และตำแหน่ง” ในระดับหนึ่ง

และยังระบุว่าฟีเจอร์นี้มีโหมดทำงานแบบ “ฉลาดพอที่จะเปิดเมื่อจำเป็น” และผู้ใช้สามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ edge://settings/privacy/security


ทำไมผู้เชี่ยวชาญถึงบอกว่า “ไม่ใช่ VPN”

ต้นเหตุของคำว่า “ไม่ใช่ VPN” มาจากนิยามที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคำว่า VPN ว่าเป็นบริการที่ทำ “อุโมงค์เข้ารหัส” ครอบคลุมการเชื่อมต่อทั้งเครื่อง (system-wide) ไม่ใช่แค่ในเบราว์เซอร์ และมักมีความสามารถแบบเลือกประเทศ/เลือกเซิร์ฟเวอร์ ฯลฯ

แต่ผู้เชี่ยวชาญฝั่ง privacy โต้ว่า Edge Secure Network ทำงานใกล้เคียง “proxy ในเบราว์เซอร์” มากกว่า และครอบคลุมเฉพาะทราฟฟิกที่เกิดใน Edge เป็นหลัก

ขณะเดียวกัน ฝั่ง Cloudflare ที่เป็นพาร์ตเนอร์ “ก็ยอมรับเชิงเทคนิค” ว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังนั้น ไม่ใช่ VPN ในแบบดั้งเดิม เพราะใช้แนวทางของ Privacy Proxy Platform ที่อิงมาตรฐาน HTTP CONNECT มากกว่าการใช้ VPN protocol ที่คุ้นชื่ออย่าง WireGuard, IPsec หรือ OpenVPN

สรุปง่าย ๆ:

  • มันให้ความเป็นส่วนตัว/ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นจริงในระดับเบราว์เซอร์
  • แต่ถ้าคุณ “คาดหวัง VPN แบบเต็มรูปแบบทั้งเครื่อง” Edge Secure Network อาจไม่ตอบโจทย์

HTTP CONNECT proxy คืออะไร และต่างจาก VPN ตรงไหน

Cloudflare อธิบายว่า Privacy Proxy Platform ของตนใช้แนวทาง HTTP CONNECT ซึ่งเป็นวิธี “ตั้ง tunnel” ตามมาตรฐาน HTTP เพื่อส่งข้อมูลผ่านอุโมงค์นั้น

ในมุมผู้ใช้ ผลลัพธ์ที่ได้อาจดูคล้าย VPN (มี tunnel + มีการพราง IP/เส้นทาง) แต่ ความแตกต่างสำคัญ มักอยู่ที่ “ขอบเขต” และ “ตำแหน่งที่ทำงาน”:

  • VPN แบบแอป (system-wide): มักครอบคลุมทราฟฟิกทั้งเครื่อง (เบราว์เซอร์ + แอปอื่น ๆ) เพราะทำงานระดับระบบปฏิบัติการ
  • Edge Secure Network: เป็นการปกป้อง “ในระดับเบราว์เซอร์” ตามที่ทั้ง Microsoft/Cloudflareอธิบายการใช้งานผ่าน Edge และการทำงานแบบ proxy/tunnel ในบริการของ Cloudflare

Cloudflare ระบุด้วยว่าในกระบวนการ proxy แบบนี้ “ตัว proxy จะเห็นปลายทาง (hostname/port) แต่ไม่เห็นเนื้อหาภายในทราฟฟิก” เพราะเป็น tunnel ที่ส่งต่อแบบเข้ารหัส


ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนเปิดใช้

1) โควตาฟรี 5GB ต่อเดือน

Edge Secure Network ให้ใช้งานฟรี 5GB/เดือน และเมื่อใช้ครบ ระบบจะหยุดจนกว่าโควตาจะรีเซ็ต

2) เว็บสตรีมมิง “ไม่วิ่งผ่าน” โดยค่าเริ่มต้น

Microsoft ระบุชัดว่า เพื่อประหยัดโควตา เว็บสตรีมมิงอย่าง Netflix, Hulu, HBO ฯลฯ จะไม่ถูกส่งผ่าน Secure Network โดยอัตโนมัติ (ยกเว้นผู้ใช้ไปตั้งค่าให้ครอบคลุมมากขึ้น)
ดังนั้นถ้าใครคิดจะใช้ “VPN ฟรีใน Edge” เพื่อปลดล็อกคอนเทนต์ข้ามประเทศ แนวทางนี้มักไม่ใช่เป้าหมายหลักของฟีเจอร์อยู่แล้ว

3) เลือกประเทศ/เลือกเซิร์ฟเวอร์ไม่ได้

Microsoft ระบุว่า Edge Secure Network ไม่อนุญาตให้เลือกภูมิภาคหรือ location เอง เว็บไซต์จะเห็นตำแหน่งที่ “ใกล้เคียง” ทางภูมิศาสตร์ และระบบจะเชื่อมไปยังปลายทางที่อยู่ใกล้ผู้ใช้

4) ไม่รองรับเครื่ององค์กร/เครื่องที่ถูกจัดการ และบางภูมิภาคใช้ไม่ได้

Microsoft ระบุว่า Secure Network ยังไม่พร้อมสำหรับ managed devices (เครื่องที่ถูกจัดการโดยองค์กร) และ “บางภูมิภาค” อาจยังใช้งานไม่ได้

5) โหมด “Optimized” อาจไม่ได้เปิดครอบคลุมทุกเว็บตั้งแต่แรก

ในหน้า Support ของ Microsoft ระบุว่าโหมด Optimized ถูกแนะนำและจะ “ส่งเฉพาะทราฟฟิกที่ไม่ปลอดภัย” ผ่าน VPN ในสถานการณ์อย่าง Wi-Fi สาธารณะ หรือเว็บที่ไม่มี certificate ที่ถูกต้อง พร้อมตัดสตรีมมิงออกเพื่อไม่ให้ชนเพดาน 5GB ง่ายเกินไป
ถ้าต้องการให้ครอบคลุมมากขึ้น ผู้ใช้ต้องเข้าไปตั้งค่าเองในหน้าเดียวกัน


ต้องไว้ใจใคร และเห็นข้อมูลอะไรบ้าง

อีกจุดที่ถูกหยิบมาถกเถียงคือ “โมเดลความไว้ใจ” เพราะระบบนี้เกี่ยวข้องกับ 2 ฝ่าย:

  • Microsoft: ผูกกับบัญชีผู้ใช้เพื่อใช้จัดการโควตา/การเข้าถึง
  • Cloudflare: เป็นฝั่งโครงสร้าง proxy/tunnel และเส้นทางเครือข่าย

Microsoft ระบุว่า “ต้องลงชื่อเข้าใช้” เพื่อ track การใช้โควตา 5GB/เดือน และยืนยันว่า ตัวตนบัญชี Microsoft จะไม่ถูกแชร์ให้ Cloudflare ตอนเชื่อมต่อ

ฝั่ง Cloudflare (ในเอกสาร Support ที่ Microsoft อ้างอิง) ระบุว่าจะเก็บข้อมูลสนับสนุน/วินิจฉัยบางส่วนเพื่อให้บริการ และจะลบข้อมูลสนับสนุนดังกล่าวภายในกรอบเวลาที่กำหนด (มีการระบุการลบถาวรภายใน 25 ชั่วโมงสำหรับข้อมูลบางส่วน) รวมถึงอธิบายว่า Cloudflare จะเห็นข้อมูลระดับการเชื่อมต่อ เช่น IP ต้นทาง/ปลายทาง พอร์ต เวลา และ token ที่ Edge ส่งมา เพื่อให้ proxy ทำงานได้


สรุปให้เข้าใจง่าย: Edge Secure Network เหมาะกับใคร

เหมาะกับ

  • คนที่ใช้โน้ตบุ๊ก/พีซีต่อ Wi-Fi สาธารณะบ่อย และอยากได้ “ชั้นป้องกันเพิ่ม” แบบเปิดง่ายในเบราว์เซอร์
  • คนที่ไม่ได้อยากติดตั้งแอป VPN แยก แต่อยากได้การเข้ารหัส/พราง IP ในระดับการท่องเว็บบางสถานการณ์

อาจไม่เหมาะ ถ้าคุณต้องการ

  • VPN แบบครอบคลุมทั้งเครื่อง (แอปอื่น ๆ ก็ต้องผ่าน tunnel ด้วย)
  • ฟีเจอร์ขั้นสูงแบบเลือกประเทศ/เลือกปลายทางเอง หรือใช้เพื่อเหตุผลด้านสตรีมมิงเป็นหลัก (เพราะบริการสตรีมมิงถูกกันออกเพื่อประหยัดโควตา)

ภาพรวมจึงเป็นเรื่อง “การตั้งความคาดหวังให้ตรง”: Edge Secure Network เป็นเครื่องมือสาย convenience ที่ช่วยลดความเสี่ยงบางส่วน โดยเฉพาะบนเครือข่ายที่ไม่น่าไว้ใจ แต่ไม่ควรถูกเข้าใจว่าเป็น VPN เต็มรูปแบบสำหรับทุก use case


วิธีเปิดใช้งาน Edge Secure Network

Microsoft ระบุวิธีเปิดไว้ 2 ทางหลัก ๆ

  1. ไปที่ edge://settings/privacy/security แล้วเปิดสวิตช์ Secure Network
  2. หรือกดเมนูจุดสามจุด (Settings and more) > More tools > Secure Network แล้วกด Get VPN for free
    จากนั้นระบบจะให้ลงชื่อเข้าใช้บัญชี Microsoft แบบส่วนบุคคล เพื่อเริ่มใช้งานโควตาฟรี 5GB/เดือน

ที่มา: Windows Latest

Click to comment
Advertisement

บทความน่าสนใจ

IT NEWS

ถ้าคุณเป็นสายดูแลระบบ หรือ ทำงานฝั่ง IT admin ในองค์กร น่าจะคุ้นกับไฟล์ registry.pol กันดี เพราะนี่คือไฟล์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการ “แปลง” การตั้งค่า Group Policy (GPO) ไปเป็นค่าใน Registry เพื่อให้เครื่องในองค์กรบังคับใช้นโยบายได้จริง โดยเฉพาะนโยบายที่มาจาก Administrative Templates (ADMX/ADML) ซึ่งเป็นหมวดที่เจอบ่อยที่สุดในโลกงานองค์กร ปัญหาคือ...

IT NEWS

เกิดอะไรขึ้นกับ Messenger Web Meta เตรียมยุติการให้บริการ Messenger Web บนโดเมน messenger.com ภายใน เดือนเมษายน 2026 โดยหลังจากนั้น หากผู้ใช้เข้าเว็บไซต์เดิม ระบบจะ เปลี่ยนเส้นทาง (redirect) ไปยัง facebook.com/messages ซึ่งเป็นหน้า Messages ที่อยู่ในเว็บไซต์ Facebook หลักแทน...

IT NEWS

ใช้ AI กันมากขึ้น แต่ “ตัวเลข productivity” ยังไม่ขยับ แม้กระแส AI จะถูกคาดหวังให้เข้ามาช่วยทำงานเร็วขึ้น ลดต้นทุน และทำให้องค์กรมี productivity สูงขึ้น แต่ข้อมูลล่าสุดจากงานวิจัยของ National Bureau of Economic Research (NBER) ชี้ว่า ในโลกความเป็นจริง บริษัทจำนวนมาก...

IT NEWS

งานวิจัยชิ้นใหม่จากจีนกำลังถูกพูดถึงในวงการเซมิคอนดักเตอร์ เพราะทีมนักวิจัยจาก Peking University และ Chinese Academy of Sciences รายงานความสำเร็จในการพัฒนา Ferroelectric transistor แบบใหม่ที่ย่อขนาดเกตลงมาเหลือเพียง 1 นาโนเมตร และลดแรงดันการทำงานลงได้ถึง 0.6V ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับหน่วยความจำ non-volatile แบบเดิม ๆ ที่ยังต้องใช้แรงดันสูงกว่านี้มากในการเขียนข้อมูล จุดสำคัญของข่าวนี้ไม่ใช่แค่คำว่า “เล็กที่สุด”...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก