Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

Unity เดินหมาก “AI-driven authoring” ในปี 2026 หวังให้พิมพ์ prompt แล้วได้เกม casual ทั้งเกม

Unity AI

Unity AI กำลังถูกวางให้เป็น “เครื่องมือสร้างเกม” แบบใหม่ในปี 2026 โดยผู้บริหารของ Unity ระบุว่าเป้าหมายคือทำให้ผู้พัฒนาสามารถ “พิมพ์คำสั่งด้วยภาษาธรรมชาติ แล้วให้ระบบช่วยสร้างเกม casual ขึ้นมาได้” ตั้งแต่ต้นแบบไปจนถึงทำเป็นโปรเจกต์ที่พร้อมต่อยอด—ทั้งหมดทำงาน “ในแพลตฟอร์ม Unity” โดยตรง ไม่ใช่แค่ไปถามโมเดล AI ทั่วไปแล้วค่อยนำผลมาประกอบเองภายหลัง


Unity ประกาศอะไรในภาพใหญ่ของปี 2026

ประเด็น “AI-driven authoring” ถูกพูดถึงในช่วงการสื่อสารผลประกอบการไตรมาส 4 และทั้งปีงบประมาณ 2025 ของ Unity ซึ่งเป็นจังหวะที่บริษัทพยายามเล่าทิศทางใหม่หลังเหตุการณ์ดราม่าค่าธรรมเนียม runtime ในปี 2023 ที่กระทบความเชื่อมั่นอย่างหนัก (และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง)

Advertisement

Unity ระบุชัดว่า “AI-driven authoring” เป็นหนึ่งใน “พื้นที่โฟกัสหลัก” ของปี 2026 และจะนำไปโชว์เป็นรูปธรรมที่งาน Game Developers Conference ช่วงเดือนมีนาคม 2026 โดยจะเปิดตัว เบต้า ของ AI รุ่นอัปเกรดที่ผูกเข้ากับแพลตฟอร์มของตัวเอง เพื่อให้ “เดินจาก prototype ไปสู่ผลงานที่พร้อมต่อยอด” ได้ง่ายขึ้น


“AI-driven authoring” คืออะไร และต่างจาก GenAI ทั่วไปยังไง

ถ้าอธิบายแบบภาษาคนทั่วไป “AI-driven authoring” คือแนวคิดที่ให้ AI เข้าไปอยู่ในขั้น “สร้างตัวงาน” ของเกมอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ช่วยตอบคำถามหรือช่วยเขียนสคริปต์บางส่วน

ในมุมของ Unity สิ่งที่ต่างจากการใช้โมเดล AI ทั่วไป (เช่น แชตบอตอเนกประสงค์) คือระบบจะพยายาม:

  • เข้าใจ บริบทของโปรเจกต์ (เช่น โครงสร้างฉาก, การตั้งค่า, สคริปต์เดิม, asset ที่ใช้อยู่)
  • รู้ข้อจำกัด/พฤติกรรมของ runtime ที่เกมจะรันจริง
  • และยัง “ไปเชื่อม” กับโมเดลชั้นนำ (frontier models) ที่มีอยู่ในตลาด เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมามีประสิทธิภาพกว่าใช้โมเดลทั่วไปแบบโดด ๆ

พูดง่าย ๆ คือ Unity อยากให้ Unity AI “ไม่ใช่ผู้ช่วยนอกเกมเอนจิน” แต่เป็น “ผู้ช่วยที่อยู่ในเอนจิน” และรู้จักโปรเจกต์ของคุณจริง ๆ


Unity AI (เบต้า) ที่จะโชว์ใน GDC 2026 น่าจะทำอะไรได้บ้าง

Unity บอกว่าจะโชว์เบต้าที่งาน GDC 2026 ซึ่งตามกำหนดจัด 9–13 มีนาคม 2026 ณ Moscone Center เมือง San Francisco

แม้บริษัทยังไม่ได้ลงรายละเอียดเป็น “รายการฟีเจอร์” แบบเต็ม ๆ แต่จากคำอธิบายในบทสนทนาเกี่ยวกับ AI และเป้าหมาย “prompt ให้เป็นเกม” ทำให้พอคาดกรอบความสามารถที่ “เป็นไปได้” ในระดับเกม casual ได้ดังนี้ (ส่วนนี้เป็นการตีความจากสิ่งที่ Unity เล่าว่าอยากทำ ไม่ใช่การยืนยันว่าเบต้าจะทำได้ครบทุกข้อ):

  • สร้างโครงเกมพื้นฐานจาก prompt เช่น loop การเล่น, ระบบคะแนน, เงื่อนไขชนะ/แพ้ (เหมาะกับเกม casual ที่กติกาไม่ซับซ้อนมาก)
  • สร้างฉาก/วัตถุ/คอมโพเนนต์ที่จำเป็นให้พร้อมเริ่มเล่นได้ (เช่น scene, UI, prefab พื้นฐาน)
  • สร้าง/แก้สคริปต์ตามบริบทของโปรเจกต์ (แทนที่จะเขียนโค้ดจากศูนย์)
  • ช่วย “เติมส่วนที่ทำให้เกมขายได้” เช่นแนวคิดการเชื่อม monetization/commerce เข้าไปใน flow การสร้างเกม (Unity พูดถึงแนวคิดนี้ในบริบท AI authoring)

จุดสำคัญคือ Unity เน้นคำว่า “native to our platform” ซึ่งสื่อว่า workflow ตั้งใจให้ไหลอยู่ใน Unity ตั้งแต่สร้างต้นแบบ ไปจนถึงการทำเป็นโปรเจกต์ที่ต่อยอดได้จริง ไม่ใช่เดโม AI ที่สร้างคลิปสั้น ๆ แล้วจบ


ทำไม Unity ถึงมั่นใจว่า “รู้บริบทโปรเจกต์” จะดีกว่าโมเดลอเนกประสงค์

Unity ให้เหตุผลว่า “ความเข้าใจบริบทโปรเจกต์ + ความเข้าใจ runtime” เป็นแต้มต่อ เพราะการทำเกมจริงไม่ใช่แค่ “เขียนโค้ดให้ทำงาน” แต่ต้องเข้ากับ:

  • โครงสร้างโปรเจกต์ที่มีอยู่
  • เวอร์ชันของเอนจิน/แพ็กเกจ
  • การตั้งค่าแพลตฟอร์ม (มือถือ/พีซี/คอนโซล)
  • ข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ (performance) และการดีบัก

โมเดลอเนกประสงค์อาจเขียนโค้ดได้ แต่ถ้าไม่รู้ว่าโปรเจกต์คุณจัดโฟลเดอร์ยังไง ใช้ระบบอินพุตแบบไหน ใช้แพ็กเกจอะไรอยู่ ก็มีโอกาสสร้าง “โค้ดสวยแต่เอาไปเสียบแล้วพัง” หรือทำให้เกิดหนี้เทคนิค (technical debt) ตามมาได้

Unity จึงพยายามวางตำแหน่ง Unity AI เป็นผู้ช่วยที่ “รู้จักงานของคุณจริง ๆ” และลดแรงเสียดทานในกระบวนการสร้างสรรค์ให้มากที่สุด


กระแสตลาด: จาก Google “Project Genie” ถึงความกังวลต่อธุรกิจเครื่องมือทำเกม

เหตุผลที่ประโยค “prompt แล้วได้เกม” กลายเป็นประเด็นใหญ่ ไม่ได้มาจาก Unity เพียงรายเดียว ก่อนหน้านี้ Google DeepMind และ Project Genie ก็ถูกพูดถึงหนักในฐานะงานทดลองที่ทำให้ตลาดหุ้นบริษัทเกมหลายรายผันผวน โดยสื่อหลายสำนักรายงานว่าหลังการเปิดตัว Project Genie หุ้นของบางบริษัทเกมร่วงรุนแรง เพราะนักลงทุนกังวลว่าเครื่องมือแนวนี้อาจลดความจำเป็นของ “ซอฟต์แวร์ทำเกม” แบบเดิม ๆ

ในฝั่ง Unity เองก็มีรายงานเชิงตลาดว่าราคาหุ้นผันผวนหลังการประกาศผลประกอบการและการให้ภาพอนาคตที่มี AI เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้เหมือนกันคือ “เดโม prompt-to-world” กับ “การทำเกมที่ขายได้จริง” ยังห่างกันมาก—เกมจริงต้องมีระบบ เป้าหมาย ความสมดุล เนื้อหา การทดสอบ การอัปเดต และงานบริการหลังบ้านอีกยาว ซึ่ง AI อาจช่วย “เร่งบางขั้น” แต่ยังไม่ใช่ปุ่มวิเศษที่ทำให้ทุกอย่างจบในคลิกเดียว


ตัวเลขประกอบ

เพื่อให้เห็นภาพว่าทำไม Unity ถึงใช้เวทีผลประกอบการในการเล่า “หมุดหมาย AI” บริษัทประกาศผลไตรมาส 4 ปีงบฯ 2025 พร้อมตัวเลขสำคัญ เช่น รายได้ไตรมาส (รายงานโดย Unity และสื่อการเงิน)

อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนคร่าว ๆ 1 ดอลลาร์ ≈ 31.28 บาท (วันที่ 17 ก.พ. 2026)

  • รายได้ไตรมาส 4: 503.1 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 15.74 พันล้านบาท)
  • กระแสเงินสดอิสระ (Free cash flow) ไตรมาส: 119 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.72 พันล้านบาท)
  • แนวโน้มรายได้ไตรมาสถัดไปที่บริษัทคาดการณ์ (ช่วงตัวเลข): 480–490 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 15.01–15.33 พันล้านบาท)

หมายเหตุ: ตัวเลขบาทเป็นการคำนวณแบบ “ประมาณ” จากเรตอ้างอิงวันเดียวกัน อาจต่างจากเรตซื้อขายจริงของแต่ละธนาคาร/ช่วงเวลา


มุมมองฝั่งนักพัฒนาและผู้เล่น: โอกาส vs ความเสี่ยง “AI slop”

แม้ Unity จะเล่าวิสัยทัศน์ว่า AI ช่วย “democratize” การทำเกม ทำให้คนที่ไม่ถนัดโค้ดก็เริ่มสร้างเกมได้ และลดแรงเสียดทานจากไอเดียไปสู่โปรเจกต์จริง
แต่ความกังวลก็มาเป็นแพ็กคู่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกมที่ GenAI เป็นหัวข้ออ่อนไหวอยู่แล้ว

โอกาสที่เป็นไปได้

  1. ทำต้นแบบเร็วขึ้นมาก: ทีมเล็กลองไอเดียได้ถี่ขึ้น ลดเวลาทำ prototype
  2. ลดงานซ้ำ ๆ: ช่วยทำ scaffolding, UI พื้นฐาน, ตัวอย่างโค้ด, หรือแก้บั๊กตามบริบท
  3. ช่วยข้ามกำแพงความรู้: ผู้สร้างหน้าใหม่เรียนรู้ผ่าน “การสั่งงาน + ดูผลลัพธ์ + ปรับแก้” แทนการอ่านคู่มือยาว ๆ

ความเสี่ยงที่คนในวงการพูดถึงบ่อย

  1. คุณภาพงานตกเป็น “งานสำเร็จรูปหน้าตาเหมือนกัน”: ถ้าทุกคนใช้ prompt แบบเดียวกัน ผลลัพธ์อาจกลายเป็นเกมที่คล้ายกันเต็มสโตร์
  2. ประเด็นข้อมูลฝึกสอน/ลิขสิทธิ์: นักพัฒนาหลายกลุ่มกังวลว่าโมเดล GenAI จะไปแตะข้อมูลที่มีปัญหาเรื่องสิทธิ์ (ประเด็นนี้ไม่ได้ถูกตอบครบในคำประกาศชุดนี้)
  3. ความโปร่งใสต่อผู้บริโภค: ผู้เล่นจำนวนมาก “แพ้ทาง” เกมที่ถูกมองว่าทำแบบลัด ๆ และไม่ผ่านการขัดเกลา

สรุปคือ ต่อให้ AI ทำให้ “สร้างได้ไว” จริง เกมที่จะยืนระยะได้ยังต้องพึ่ง “การออกแบบโดยมนุษย์” การทดสอบ และงาน craft อีกมาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่คำว่า “prompt เกมทั้งเกม” ถึงทั้งน่าตื่นเต้นและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน


ประเด็นที่ควรถามให้ชัด ก่อนเชื่อว่า “prompt แล้วได้เกมทั้งเกม”

เมื่อ Unity เปิดเดโมเบต้าที่ GDC 2026 คำถามที่น่าจับตา (และควรมีคำตอบที่ชัด) คือ:

  1. ขอบเขตคำว่า “casual games” ทำได้แค่ไหน?
    เกม casual มีตั้งแต่เกมเล็กมาก ไปจนถึงไฮบริดที่ระบบซับซ้อนพอสมควร (เช่น เกมไต่แรงก์ เกมเศรษฐกิจ เกมไฮเปอร์แคชชวลที่ต้อง A/B test หนัก ๆ)
  2. ได้ “เกมที่เล่นได้” หรือได้ “โปรเจกต์ที่ต้องมานั่งเกลาอีกยาว”?
    คำว่า prototype-to-finished product ฟังดูดี แต่ในทางปฏิบัติจะวัดจากอะไร—คุณภาพโค้ด? ความพร้อมทำคอนเทนต์? หรือความพร้อมปล่อยขึ้นสโตร์?
  3. AI จะทำงานกับ asset/ระบบที่มีอยู่ของนักพัฒนาได้ลึกแค่ไหน?
    ถ้า “รู้บริบทโปรเจกต์” จริง ต้องเห็นว่ามันอ่านโครงสร้างโปรเจกต์และช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีแค่ไหน ไม่ใช่แค่ generate โค้ดทั่วไป
  4. เรื่องสิทธิ์และความปลอดภัยของข้อมูลโปรเจกต์
    นักพัฒนาหลายราย (โดยเฉพาะสตูดิโอ) จะถามทันทีว่าโค้ด/asset/ไอเดียในโปรเจกต์ถูกส่งออกไปประมวลผลที่ไหน เก็บ log หรือไม่ และมีตัวเลือกอะไรบ้าง

บทสรุป: Unity AI กำลังพาเอนจินไปสู่ “ยุค prompt-first” จริงหรือไม่

สิ่งที่ “ยืนยันได้” จากคำกล่าวของผู้บริหาร Unity คือ บริษัทกำลังผลักดัน AI-driven authoring เป็นแกนสำคัญของปี 2026 และจะโชว์เบต้าของ AI รุ่นอัปเกรดในงาน GDC ช่วงมีนาคม 2026
แต่สิ่งที่ยังต้องรอดูของจริงคือ “ขอบเขต” และ “คุณภาพ” ว่าจะช่วยทำเกมได้ลึกแค่ไหน และช่วยยกระดับงาน craft ได้จริงหรือแค่ทำให้เกิดเกมสำเร็จรูปคุณภาพกลาง ๆ จำนวนมาก

สำหรับอุตสาหกรรมเกมที่เชื่อในพลังของงานทำมือ (handcrafted experience) และสำหรับผู้เล่นที่ไวต่อ “เกมที่ดูไม่ตั้งใจทำ” การเปิดเดโมของ AI ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นแค่โชว์เทคโนโลยี แต่เป็นการทดสอบว่า “AI จะเป็นเครื่องมือเสริม” หรือจะถูกมองว่าเป็น “ทางลัดที่ลดคุณค่าความสร้างสรรค์” กันแน่

ที่มา: wccftech

Click to comment

บทความน่าสนใจ

PR-News

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — ASUS (เอซุส) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก นำเสนอ ASUS Agent Computer ภายใต้แนวคิด “Powering Every AI Choice” ระบบนิเวศด้านฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ครอบคลุมตั้งแต่โน้ตบุ๊ก NUC และมินิพีซี เดสก์ท็อปพีซีที่ปรับแต่งได้ ไปจนถึงเวิร์กสเตชันระดับมืออาชีพและ AI...

PR-News

บทความโดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งขยายขอบเขตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัล ไปสู่การใช้งานจริงในโลกทางกายภาพ  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มักถูกตีกรอบอยู่แค่ระบบที่ทำความเข้าใจ สร้าง และแนะนำข้อมูลได้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), AI Assistant และ Copilot ได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานที่ใช้ความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เราค้นหา สรุปผล สร้างคอนเทนต์ และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น คลื่นลูกแรกของ AI นี้ถือเป็นการปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง Advertisement แต่ทว่า คลื่นลูกถัดไปของ AI จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงทำความเข้าใจข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกคาดหวังให้สามารถโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน ยานยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา ระบบทางการแพทย์ที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบ ปรับแต่ง และตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งการตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มแอปพลิเคชัน AI รูปแบบใหม่ แต่คือการพลิกโฉมความคาดหวังพื้นฐานที่เรามีต่อขีดความสามารถของ AI  เมื่อ AI ขยายตัวจากคลาวด์และสภาพแวดล้อมดิจิทัลเข้าสู่ระบบทางกายภาพ ความอัจฉริยะจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า “รู้” ได้อีกต่อไป ระบบ Physical AI (AI ทางกายภาพ) เช่น หุ่นยนต์อัตโนมัติ จะต้องรับรู้ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน (Functional safety) และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด ทั้งเรื่องพลังงาน ความร้อน และพื้นที่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกด้วย  และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Physical AI อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรม และ AMD เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ AI ในทศวรรษหน้า นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แค่ “รู้” ไปสู่ระบบที่ “ลงมือทำ”  “การลงมือทำ” พลิกโฉมโจทย์ด้านการประมวลผลขั้นพื้นฐาน เมื่อ AI เริ่มโต้ตอบกับโลกทางกายภาพ โจทย์ของการประมวลผลย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แตกต่างจาก Cloud AI ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการขยายสเกล การรับส่งข้อมูลปริมาณมาก และการประมวลผลแบบรวมศูนย์ เพราะ Physical AI มาพร้อมกับข้อกำหนดใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แชตบอตอาจมีอาการหน่วงบ้างในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถเกิดความล่าช้าได้เลย ยานยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถปล่อยให้ระบบทำงานไม่เสถียรได้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ลองตัดสินใจใหม่” ได้เมื่อทุกวินาทีมีผลต่อชีวิต  ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ:  ในโลกทางกายภาพ ความอัจฉริยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบสามารถตอบสนองและลงมือทำได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพของโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ขอบเขตของ Physical AI ก้าวไปไกลกว่าแค่การรันโมเดล AI เพราะความอัจฉริยะจะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการประมวลผล (Inference) การวางแผน การควบคุม และนำไปสู่การลงมือทำในโลกจริง ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ต่างหาก  และนี่คือเหตุผลที่ AMD เชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว Physical AI คือความท้าทายด้าน “วิศวกรรมระบบ” ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการสร้าง “โมเดล AI”  ไม่มีโปรเซสเซอร์ใดเพียงชนิดเดียวที่ขับเคลื่อน Physical AI ได้ทั้งหมด เราจะเข้าใจแนวคิดของ Physical AI ได้ง่ายขึ้น หากลองเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์  สมองของเราทำหน้าที่คิด วิเคราะห์หาเหตุผล และตัดสินใจ ระบบประสาทช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กล้ามเนื้อและข้อต่อทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพอย่างแม่นยำ  ระบบ Physical AI ก็ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การคิดวิเคราะห์และการรับรู้ที่ซับซ้อนต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง การตอบสนองแบบเรียลไทม์ต้องใช้การประมวลผลที่มีความหน่วงต่ำ (Low-latency) ณ จุดที่ต้องทำการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำก็ต้องการระบบควบคุมที่ถูกต้องและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ...

PR-News

กรุงเทพฯ, 28 กันยายน 2569 – ไมโครซอฟท์ ยกระดับ Microsoft Copilot รองรับโลกการทำงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพให้ทุกคนและทุกองค์กรบรรลุเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น โดย Copilot โฉมใหม่เชื่อมโยงเครื่องมือที่ผู้คนคุ้นเคย เข้ากับขีดความสามารถ AI ยุคใหม่สำหรับการสร้าง ปรับแต่ง และขยายการใช้งาน AI ในทุกมิติของการทำงาน ปัจจุบันแอป Copilot มาพร้อม...

PR-News

โครงสร้างต้นทุน AI สำหรับองค์กรกำลังเปลี่ยนแปลงไป เมื่อโมเดล AI ระดับแนวหน้ารุ่นใหม่และ Agentic AI ช่วยขยายขีดความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ในภาคธุรกิจให้กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม องค์กรที่ยังไม่เริ่มวางกลยุทธ์การปรับใช้ระบบแบบไฮบริดตั้งแต่วันนี้ อาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้าน AI ที่สูงขึ้นอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า  หากองค์กรของคุณขยายการใช้งาน AI ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา คุณอาจสังเกตเห็นแนวโน้มบางอย่าง การเปิดให้เข้าถึง AI ในวงกว้างขึ้น ใช้งานมากขึ้น...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก