
ในปี 2026 นี้ วงการฮาร์ดแวร์กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง ด้วยแรม LPDDR6 ที่เป็นมาตรฐานหน่วยความจำใหม่ กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากเดิม LPDDR5X ที่หลายคนคุ้นเคย ขยับสู่ความเร็วที่มากกว่า 10Gbps ขึ้นไป ทำให้มาตรฐานหน่วยความจำแบบพกพาหรือ Low Power DDR (LPDDR) ได้ขยับมาสู่มาตรฐานใหม่ ที่ไม่ได้โดดเด่นแค่เรื่องความเร็ว แต่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับยุคสมัยของ On-Device AI โดยเฉพาะ นี่คือสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับหน่วยความจำรุ่นใหม่ LPDDR6 นี้
เทคโนโลยี ข้อดี และไทม์ไลน์การเปิดตัวสู่ตลาด
LPDDR6 (Low Power Double Data Rate 6) คือมาตรฐานหน่วยความจำยุคใหม่ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก LPDDR5X โดยทาง JEDEC (องค์กรกำหนดมาตรฐานไมโครอิเล็กทรอนิกส์) ได้วางสเปกให้ LPDDR6 เป็นหัวใจสำคัญของการประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาล

- สถาปัตยกรรมใหม่: จุดเด่นที่สุดคือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการรับส่งข้อมูล (Channel Architecture) เพื่อเพิ่ม Bandwidth และลดความหน่วง (Latency) ลงอย่างมีนัยสำคัญ
- รองรับ AI เต็มสูบ: ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาคอขวด (Bottleneck) ของหน่วยประมวลผล NPU ในการรัน Generative AI บนอุปกรณ์พกพา ทำให้การประมวลผลคำสั่ง AI ทำได้ลื่นไหลไม่ต้องรอโหลดนาน
- ประหยัดพลังงาน: แม้จะเร็วขึ้น แต่ LPDDR6 ใช้เทคโนโลยีการผลิตระดับ 10nm-class ยุคใหม่ (เช่น 1c nm ของ Samsung/SK Hynix) ทำให้จัดการพลังงานได้ดีขึ้น ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่แม้จะใช้งานหนัก

ไทม์ไลน์การเปิดตัว
ในปี 2026 นี้ เราจะเริ่มเห็น LPDDR6 ถูกติดตั้งมาในอุปกรณ์ระดับเรือธงแล้ว โดยเริ่มจากสมาร์ตโฟนรุ่นท็อปที่ใช้ชิปเซต Snapdragon 8 Gen 5 และ MediaTek Dimensity 9500 Series รวมถึงเริ่มเห็นในแล็ปท็อปกลุ่ม Ultrabook ระดับไฮเอนด์ที่ใช้โมดูลหน่วยความจำแบบ LPCAMM2 (มาตรฐานโมดูลแรมยุคใหม่ที่ถอดเปลี่ยนได้) ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นมาตรฐานหลักของตลาดในช่วงครึ่งปีหลังของ 2026 เป็นต้นไป
2. ความแตกต่างระหว่าง LPDDR6 vs LPDDR5 และ LPDDR5X
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ LPDDR5 เหมือนรถสปอร์ตยุคเริ่มต้น ที่ทำความเร็วได้ดีอยู่แล้ว ส่วน LPDDR5X คือรุ่นไมเนอร์เชนจ์ที่ได้รับการปรับจูนเครื่องยนต์เดิมให้แรงและประหยัดไฟลงอีก 20% แต่สำหรับ LPDDR6 ในปี 2026 นี้ เหมือนการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ด้วยความเร็วเริ่มต้นที่พุ่งทะยานไปถึง 10.6 Gbps ทิ้งห่างรุ่นพี่หลายช่วงตัว จุดต่างสำคัญคือการขยายท่อส่งข้อมูล (Bandwidth) ให้กว้างขึ้นมหาศาลเพื่อรองรับงาน AI บนตัวเครื่องโดยเฉพาะ ทำให้การประมวลผลลื่นไหลแบบคนละโลก เรียกว่าถ้า 5X คือความเร็วที่เพียงพอ แรม LPDDR6 ก็คือมาตรฐานใหม่ที่แรงกว่าเดิมหลายเท่าตัว

กับความต่างที่ชัดเจนนั่นคือ ในขณะที่ LPDDR5X เป็นการรีดประสิทธิภาพของสถาปัตยกรรมเดิมออกมาให้สุด แต่ LPDDR6 คือการขยายท่อส่งข้อมูล ให้กว้างขึ้น เพื่อรองรับข้อมูลระดับ 10Gbps+ อย่างแท้จริง
| คุณสมบัติ | LPDDR5 (2019) | LPDDR5X (2021-2024) | LPDDR6 (2026) |
| ความเร็วสูงสุด (Data Rate) | 6.4 Gbps | 8.5 – 9.6 Gbps (LPDDR5T) | 10.667 – 14.4 Gbps |
| Bandwidth | ปานกลาง | สูง | สูงมาก (Ultra-High) |
| ความกว้างช่องสัญญาณ | 16-bit | 16-bit | 24-bit (คาดการณ์มาตรฐานใหม่) |
| การใช้พลังงาน | มาตรฐาน | ประหยัดขึ้น 20% | ประหยัดขึ้น และประสิทธิภาพต่อวัตต์สูงกว่าเดิมมาก |
| จุดประสงค์หลัก | 5G, 4K Video | High-End Gaming, AI เบื้องต้น | On-Device Generative AI, 8K, Metaverse |
3. ประสิทธิภาพของ LPDDR6 เป็นอย่างไร?

ประสิทธิภาพของ LPDDR6 ในปี 2026 นั้นถือว่า แรงเกินเบอร์ สำหรับอุปกรณ์พกพา ไม่ว่าจะเป็นมือถือ แท็ปเล็ตหรือโน้ตบุ๊กก็ตาม อย่างเช่นในกลุ่มของ พีซีคอมพิวเตอร์ ด้วยความเร็วเริ่มต้นที่ประมาณ 10,667 Mbps และสามารถไปได้ไกลถึง 14,400 Mbps ทำให้สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต มีความเร็วแรมเทียบเท่าหรือเร็วกว่าแรม DDR5 บนเครื่องเดสก์ท็อปพีซีบางรุ่นเสียอีก
นอกจากนี้ยังมี Bandwidth มหาศาล รองรับการรับส่งข้อมูลได้เกินกว่า 100GB/s (เมื่อทำงานแบบ Dual-Channel หรือ Quad-Channel ใน SoC รุ่นใหม่) ซึ่งจำเป็นมากสำหรับการรันโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) บนตัวเครื่องโดยไม่ต้องพึ่งพา Cloud
รวมไปถึงการสนับสนุนงานด้าน Multitasking อย่างแท้จริง นั่นก็เพราะ การสลับแอปพลิเคชัน การตัดต่อวิดีโอ 8K หรือการเล่นเกมระดับ AAA บนมือถือจะลื่นไหลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะข้อมูลถูกส่งไปมาระหว่าง CPU/GPU/NPU ได้รวดเร็วทันใจ
ตัวอย่างที่ LPDDR6 ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพในงานด้านต่างๆ อาทิเช่น

การประมวลผล AI บนอุปกรณ์พกพา (On-Device AI): ในสมาร์ทโฟนอย่าง Galaxy S26 series หรือ iPhone 17 ที่คาดว่าอาจจะเลือกใช้ LPDDR6 มาช่วยในการเพิ่มความเร็วในการประมวลผล AI เช่น การแปลภาษาแบบเรียลไทม์หรือการปรับแต่งภาพถ่ายอัตโนมัติ โดยลดเวลา latency และใช้พลังงานน้อยลง ทำให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้นขณะรันแอป AI กว่า 20% เมื่อเทียบกับ LPDDR5X
ระบบช่วยเหลือขับขี่ในยานยนต์ (ADAS และ Autonomous Vehicles): สำหรับรถยนต์อัจฉริยะ LPDDR6 ช่วยประมวลผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์และกล้องได้รวดเร็วขึ้น เช่น การตรวจจับวัตถุแบบเรียลไทม์หรือการนำทางอัตโนมัติ โดยเพิ่มแบนด์วิดธ์สองเท่าและลดการใช้พลังงาน ทำให้ระบบปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง.
Edge AI และ Data Centers: ในอุปกรณ์ Edge Computing เช่น AI PCs หรือเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็ก LPDDR6 ช่วยจัดการ workload AI เช่น การฝึกโมเดลขนาดใหญ่หรือการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ โดยเพิ่มความเร็วการเข้าถึงข้อมูลและลดพลังงาน ทำให้ศูนย์ข้อมูลประหยัดค่าใช้จ่ายและรองรับ AI inference ได้ดีขึ้น เช่น ในระบบ cloud สำหรับ agentic AI.
สุดท้ายนี้ LPDDR6 เหมาะกับใคร?
ด้วยประสิทธิภาพระดับนี้ LPDDR6 ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อทุกคนในตอนแรก แต่จะเหมาะกับกลุ่มผู้ใช้ดังต่อไปนี้ เช่น
Creator & Editor: ผู้ที่ใช้แล็ปท็อปบางเบาหรือแท็บเล็ต Pro ในการตัดต่อวิดีโอ 4K/8K หรือเรนเดอร์งาน 3D นอกสถานที่ ความเร็วแรมจะช่วยลดเวลาในการทำงานลง
Hardcore Mobile Gamer: เกมมือถือในปี 2026 กราฟิกเริ่มทัดเทียมคอนโซล แรม LPDDR6 จะช่วยรีดเฟรมเรตให้สูงและนิ่งขึ้น รองรับหน้าจอ 144Hz – 240Hz ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
AI Power User: ผู้ที่ใช้งาน AI Assistant แบบฝังในเครื่อง (On-Device AI) เช่น การเจนรูปภาพ, การสรุปเอกสาร, หรือการแปลภาษาแบบเรียลไทม์ ซึ่งต้องการแรมที่มี Bandwidth สูงมากในการประมวลผลได้รวดเร็ว ตอบสนองไว
Tech Enthusiast: ผู้ที่ต้องการเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เพื่อความพร้อมในการใช้งานแอปพลิเคชันในอนาคตอีก 2-3 ปีข้างหน้า

โดยรวมแล้ว LPDDR6 ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาหน่วยความจำที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุดต่อวัตต์ โดยปรับปรุงความเร็ว แบนด์วิดธ์ และประสิทธิภาพพลังงานเพื่อรองรับยุค AI และอุปกรณ์เชื่อมต่อ ด้วยการลดการใช้พลังงานลง 21% และเพิ่มแบนด์วิดธ์สองเท่า LPDDR6 ไม่เพียงช่วยให้อุปกรณ์พกพาใช้งานได้ยาวนานขึ้น แต่ยังขับเคลื่อนการประมวลผล AI ใน edge และ data centers ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด คาดว่าภายในปี 2026-2027 เราจะเห็น LPDDR6 ถูกนำมาใช้ในสมาร์ทโฟนเรือธง ยานยนต์อัจฉริยะ และระบบ AI มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ที่รวดเร็วและประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม
Source: Samsung, SK Hynix, forums.anandtech.com, Videocardz





