
สรุปข่าว iOS 26.3 อัปเดตวันไหน มีอะไรเด่น
Apple ปล่อยอัปเดตเวอร์ชัน 26.3 ครบแทบทุกระบบ พร้อมกันในวันที่ 11 ก.พ. 2026 ตามเวลาสหรัฐฯ ซึ่งตรงกับ วันที่ 12 ก.พ. 2026 ตามเวลาไทย โดยชุดอัปเดตที่ออกพร้อมกันประกอบด้วย iOS 26.3, iPadOS 26.3, watchOS 26.3, tvOS 26.3, visionOS 26.3, HomePod Software 26.3 และ macOS Tahoe 26.3
ภาพรวมของรอบนี้ “ไม่ใช่การยกเครื่องใหญ่แบบฟีเจอร์ถล่มทลาย” แต่มี 3 ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้จริง:
- ฟีเจอร์ความเป็นส่วนตัวใหม่ Limit Precise Location ที่มีรายชื่อค่ายมือถือในไทยรองรับ
- ระบบช่วย “ย้ายค่าย” จาก iPhone ไป Android ทำได้ตรงจากขั้นตอนตั้งค่าเครื่อง
- ความสามารถส่งต่อการแจ้งเตือนไปยังอุปกรณ์สวมใส่ค่ายอื่น (เน้นในสหภาพยุโรป)
iOS 26.3 เพิ่ม “Limit Precise Location” ลดความละเอียดตำแหน่งที่เครือข่ายมือถือมองเห็น
หนึ่งในฟีเจอร์ใหม่ที่ชัดที่สุดคือ Limit Precise Location ซึ่งออกแบบมาเพื่อลด “ความละเอียดของตำแหน่ง” ที่เครือข่ายมือถือสามารถใช้ประกอบการระบุตำแหน่งของเราได้ (จากระดับใกล้เคียงถนน/จุดละเอียด ไปเป็นระดับกว้างขึ้น เช่น ย่านหรือบริเวณใกล้เคียง)
ค่ายมือถือที่รองรับ (ตามข้อมูล ณ ตอนปล่อยอัปเดต)
- เยอรมนี: Telekom
- สหราชอาณาจักร: EE, BT
- สหรัฐฯ: Boost Mobile
- ไทย: AIS, True
จุดที่ควรทำความเข้าใจคือ ฟีเจอร์นี้ “ไม่ได้แปลว่าโทรศัพท์จะหาตำแหน่งเราไม่ได้” เพราะยังมีระบบระบุตำแหน่งฝั่งเครื่องและแอป (เช่น GPS / Wi-Fi / บริการระบุตำแหน่งของระบบ) ที่ทำงานตามปกติ เพียงแต่เป็นการ “จำกัดบางข้อมูล” ที่เครือข่ายมือถือใช้เพื่อระบุตำแหน่งให้ละเอียดมากเกินไป
เงื่อนไขสำคัญ: Limit Precise Location ใช้ได้เฉพาะรุ่นที่มีโมเด็ม C1/C1X
ไม่ใช่ iPhone/iPad ทุกเครื่องที่อัป iOS 26.3 แล้วจะเห็นฟีเจอร์นี้ทันที เพราะ Apple ระบุเงื่อนไขด้านฮาร์ดแวร์ว่า ต้องเป็นอุปกรณ์ที่ใช้โมเด็มเซลลูลาร์ตระกูล C-series (เช่น C1 หรือ C1X) เท่านั้น
สื่อสาย Apple หลายแห่งระบุว่าอุปกรณ์กลุ่มแรก ๆ ที่เข้าข่ายจะเป็นรุ่นที่ใช้โมเด็ม C1/C1X เช่น iPhone 16e, iPhone Air และ iPad Pro รุ่นเซลลูลาร์บางรุ่น (ขึ้นกับไลน์อัปในปีนั้น)
สรุปแบบคนใช้จริง:
ต่อให้คุณใช้ AIS/True แต่ถ้าเครื่องไม่ได้มี C1/C1X ก็อาจยังไม่เห็นตัวเลือกนี้ในเมนู
วิธีเปิดใช้งาน Limit Precise Location (สำหรับเครื่องที่รองรับ)
Apple มีหน้าเอกสารช่วยเหลืออธิบายฟีเจอร์นี้ไว้ โดยแนวทางการเปิดใช้งานจะอยู่ในเมนูเครือข่ายมือถือ (Cellular) ของเครื่อง
แนวทางโดยรวม:
- Settings (การตั้งค่า)
- Cellular (เซลลูลาร์)
- Cellular Data Options (ตัวเลือกข้อมูลเซลลูลาร์)
- เปิดสวิตช์ Limit Precise Location
บางเครื่องอาจมีการแจ้งให้รีสตาร์ตเพื่อให้การตั้งค่ามีผล
เพิ่มระบบ “ย้ายจาก iPhone ไป Android” ทำได้ตรงตอนตั้งค่าเครื่อง
อีกไฮไลต์ของ iOS 26.3 คือการเพิ่มความสะดวกให้คนที่ต้องการย้ายจาก iPhone ไป Android โดยแนวคิดคือ “เริ่มย้ายข้อมูลได้ตั้งแต่ขั้นตอนตั้งค่าเครื่อง” ไม่ต้องวุ่นวายกับหลายแอปหรือขั้นตอนเยอะเหมือนเดิม
สิ่งที่น่าสนใจคือ มีรายงานว่าการเริ่มโอนย้ายสามารถทำได้ด้วยการจับคู่ผ่าน QR code หรือโค้ดจับคู่ (เช่น session ID) เพื่อให้สองเครื่องเชื่อมกันและเริ่มย้ายข้อมูลได้สะดวกขึ้น
ข้อมูลที่ “คาดว่า” ย้ายได้ และสิ่งที่อาจย้ายไม่ได้
ในช่วงเบต้าและรายงานจากหลายสำนัก มีการพูดถึงประเภทข้อมูลที่รองรับค่อนข้างกว้าง เช่น รูป/วิดีโอ รายชื่อผู้ติดต่อ ข้อความ (รวมถึง RCS และ iMessage ในบางบริบท) ปฏิทิน เอกสาร การจับคู่แอปฟรีไปยัง Google Play และอื่น ๆ ขณะที่บางอย่างมักเป็นข้อจำกัดเดิม เช่น DRM-protected music, แอปที่เป็นแบบเสียเงิน/ไม่มีใน Google Play, หรือข้อมูลในแอปที่ไม่ได้ซิงก์ขึ้นคลาวด์
อย่างไรก็ตาม Apple ไม่ได้ลงรายละเอียดรายการย่อยทั้งหมดใน release notes แบบเป็นทางการ และ MacRumors ก็เตือนด้วยว่า บางฟีเจอร์ที่ทดสอบในเบต้าอาจไม่ได้เปิดครบในรุ่นปล่อยจริง หรืออาจทยอยเปิดภายหลัง
มุมมองเชิงผู้ใช้: ถ้าคุณกำลังจะย้ายไป Android ในช่วงนี้ iOS 26.3 คืออัปเดตที่ “ควรมี” เพราะช่วยลดแรงเสียดทานช่วงย้ายค่ายได้เยอะ แต่แนะนำให้เผื่อเวลาและตรวจสอบชนิดข้อมูลสำคัญของตัวเอง (โดยเฉพาะแชต แอปธนาคาร และข้อมูลที่ล็อกกับบัญชี/เครื่องเดิม)
เปิดทางส่งต่อ Notification ไปอุปกรณ์สวมใส่ค่ายอื่น (เน้นใน EU)
iOS 26.3 ยังเพิ่มความสามารถ “notification forwarding” หรือการส่งต่อการแจ้งเตือนจาก iPhone ไปยังอุปกรณ์สวมใส่ของค่ายอื่น ซึ่งเป็นอีกก้าวที่ทำให้ระบบเปิดกว้างขึ้น โดยประเด็นนี้ถูกพูดถึงมากในบริบทของกฎความเข้ากันได้ (interoperability) ในสหภาพยุโรป European Union
ข้อควรรู้จากรายงาน:
- ผู้ใช้เลือกได้ว่า “แอปไหน” ส่งต่อการแจ้งเตือนไปอุปกรณ์สวมใส่ค่ายอื่นได้
- ทำงานกับอุปกรณ์สวมใส่ได้ “ครั้งละหนึ่งเครื่อง” ซึ่งหมายความว่า ถ้าเปิดส่งต่อไปอุปกรณ์อื่น Apple Watch อาจไม่เด้งแจ้งเตือนแบบเดิมในเวลาเดียวกัน
อัปเดตอื่น ๆ ที่ปล่อยพร้อมกัน: iPadOS 26.3 และ macOS Tahoe 26.3 รวมถึง watchOS/tvOS/visionOS 26.3
iPadOS 26.3
iPadOS 26.3 ปล่อยพร้อม iOS 26.3 โดยภาพรวมเน้นแก้บั๊กและความปลอดภัย พร้อมฟีเจอร์/การปรับปรุงบางส่วนที่สัมพันธ์กับฝั่ง iOS (ขึ้นกับรุ่นที่รองรับ)
macOS Tahoe 26.3
ฝั่ง Mac อัปเดตเป็น macOS Tahoe 26.3 โดยแนวทางหลักยังเป็นแก้บั๊ก เสถียรภาพ และอุดช่องโหว่ความปลอดภัย (Apple มีหน้า security content แยกไว้)
ขณะเดียวกัน 9to5Mac ระบุว่าอัปเดตรอบนี้ยังแก้ “ปัญหาดีไซน์/การใช้งาน” บางจุดที่คนบ่น เช่นการปรับขนาดหน้าต่างและคอลัมน์ใน Finder
watchOS 26.3, tvOS 26.3, visionOS 26.3 และ HomePod 26.3
กลุ่มนี้โดยมาก release notes จะพูดสั้น ๆ ว่าเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพและความเสถียร มากกว่าจะเป็นฟีเจอร์ใหม่ใหญ่ ๆ
ฝั่งนักพัฒนายังมีหน้า releases อย่างเป็นทางการ (เช่น tvOS 26.3) สำหรับดู build และ release notes
วิธีอัปเดต และคำแนะนำก่อนกดอัปเดต
วิธีอัปเดต iPhone / iPad
- Settings > General > Software Update
วิธีอัปเดต Mac
- System Settings > Software Update
เช็กลิสต์สั้น ๆ ก่อนอัปเดต
- สำรองข้อมูล (iCloud หรือคอมพิวเตอร์) เผื่อเหตุไม่คาดคิด
- ชาร์จแบตหรือเสียบสายไว้ และต่อ Wi-Fi ให้เรียบร้อย
- ถ้าคุณหวังใช้ Limit Precise Location: ตรวจรุ่นเครื่องก่อนว่าเป็นกลุ่มโมเด็ม C1/C1X และซิมเป็น AIS/True ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้
สรุป: iOS 26.3 ไม่ได้ “ว้าว” ทุกคน
ถ้าคุณใช้ iPhone รุ่นที่มีโมเด็ม C1/C1X และอยู่กับ AIS หรือ True รอบนี้มีฟีเจอร์ความเป็นส่วนตัวที่จับต้องได้จริงอย่าง Limit Precise Location ส่วนใครที่กำลังคิดย้ายไป Android ก็ถือว่า เป็นอัปเดตที่ช่วยให้ “เปลี่ยนค่าย” ง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้รายละเอียดการโอนบางรายการอาจขึ้นกับเครื่อง/ภูมิภาค/บริการที่ใช้อยู่
ที่มา: wccftech





