
สรุปสั้น ๆ ก่อน: KB5074105 คืออัปเดตแบบไหน
Microsoft ปล่อย อัปเดตแบบไม่ใช่ความปลอดภัย (non-security) และเป็น “Preview” สำหรับ Windows 11 เวอร์ชัน 24H2 และ 25H2 โดยระบุวันปล่อยเป็น 29 มกราคม 2026 พร้อมหมายเลขบิลด์ 26100.7705 (24H2) และ 26200.7705 (25H2)
จุดสำคัญของอัปเดตลักษณะนี้คือ “มีทั้งฟีเจอร์ใหม่ + แก้บั๊กหลายจุด” แต่ยังเป็นรอบ Optional ดังนั้น ถ้าเครื่องคุณใช้งานทำงานจริงจัง และไม่ได้ต้องใช้ฟีเจอร์ใหม่ทันที ก็สามารถ “รอรอบถัดไป” ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงบั๊กที่อาจโผล่มาเพิ่ม (ซึ่งเป็นธรรมชาติของอัปเดตพรีวิว)
อีกประเด็นที่ควรรู้: Microsoft ระบุว่าอัปเดตนี้มีการปล่อย 2 เฟส คือ Gradual rollout (ทยอยปล่อย ฟีเจอร์อาจยังไม่ขึ้นทุกเครื่อง) และ Normal rollout
อัปเดตใหม่ เพิ่มอะไรให้ Copilot+ PC
สำหรับกลุ่ม Copilot+ PCs อัปเดต KB5074105 เพิ่มการรองรับภาษาให้กับ Agent ใน Settings โดยขยายภาษา เช่น เยอรมัน โปรตุเกส สเปน เกาหลี ญี่ปุ่น ฮินดี อิตาลี และจีน (Simplified)
แปลแบบคนใช้งานจริง: ถ้าคุณใช้ Copilot+ PC และเคยรู้สึกว่า “ผู้ช่วยในหน้า Settings ยังไม่ค่อยเข้าใจภาษา” รอบนี้ Microsoft ขยายภาษาที่รองรับมากขึ้น ทำให้การค้นหาการตั้งค่า หรือสั่งให้ช่วยแนะนำเมนูบางอย่าง “มีโอกาสลื่นขึ้น” โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก
Cross-Device Resume: ต่อกิจกรรมจาก Android มาบน PC ได้กว้างขึ้น
หนึ่งในไฮไลต์ของ KB5074105 คือการขยายความสามารถของ Cross-Device Resume ซึ่ง Microsoft เคยเริ่มทำไว้ตั้งแต่ช่วงอัปเดตเดือนพฤษภาคม 2025 และรอบนี้ขยายให้ทำได้หลากหลายขึ้น
สิ่งที่ทำได้ตามที่ Microsoft ระบุ เช่น
- ต่อเพลง Spotify จากมือถือมาที่ PC
- ทำงานเอกสารต่อใน Word / Excel / PowerPoint
- ต่อการท่องเว็บจากมือถือมาที่ PC
รายละเอียดที่หลายคนอยากรู้:
- ผู้ใช้มือถือ vivo สามารถต่อการท่องเว็บจาก Vivo Browser บน PC ได้
- ถ้าใช้มือถือ Android จาก HONOR, OPPO, Samsung, vivo, Xiaomi สามารถ “ต่อไฟล์ออนไลน์” ที่เปิดไว้ในแอป Microsoft Copilot บนมือถือ แล้วไปทำต่อบน PC ได้ โดยจะเปิดด้วยแอป Microsoft 365 บนเครื่อง (ถ้ามีติดตั้ง) หรือถ้าไม่มีจะเปิดผ่านเว็บเบราว์เซอร์
- ข้อจำกัด: ฟีเจอร์นี้ ไม่รองรับไฟล์ออฟไลน์ที่อยู่ในเครื่องมือถือเท่านั้น
และมีเชิงอรรถที่สำคัญมาก: Microsoft ระบุว่า ฟีเจอร์นี้ “ตอนนี้” พร้อมใช้เฉพาะในสหรัฐอเมริกา
ดังนั้น ถ้าคุณอยู่ไทยแล้วอัปเดต KB5074105 ไปแล้ว “ยังไม่เห็นเมนู/ยังไม่ทำงาน” ไม่ได้แปลว่าเครื่องมีปัญหาเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะเงื่อนไขประเทศ และการทยอยปล่อยฟีเจอร์
Windows MIDI Services: คนทำเพลงได้ของใหม่หลายชั้น
อัปเดต KB5074105 ปรับปรุง Windows MIDI Services แบบจริงจัง เพิ่มทั้งการรองรับ MIDI 1.0 และ MIDI 2.0 และทำให้ระบบ MIDI บน Windows “ใช้งานสะดวกขึ้น” ในภาพรวม โดยมีรายการเด่น ๆ เช่น
- รองรับ WinMM และ WinRT สำหรับ MIDI 1.0 แบบเต็ม พร้อมระบบแปลในตัว
- แชร์พอร์ต MIDI ร่วมกันได้หลายแอป
- ตั้งชื่อพอร์ตเองได้
- มี loopback และ MIDI แบบ app-to-app
- ปรับประสิทธิภาพและแก้บั๊ก เพื่อประสบการณ์ที่ดีขึ้นสำหรับคนทำเพลง
อีกจุดที่ต้องรู้: Microsoft ระบุว่า App SDK และ Tools ที่ปลดล็อกฟีเจอร์ MIDI 2.0 บางส่วน “ต้องดาวน์โหลดแยก” และแพ็กเกจเหล่านี้ ยังเป็น unsigned จึงอาจมีคำเตือนความปลอดภัยตอนดาวน์โหลดหรือติดตั้ง
ปรับปรุงการเข้าถึง: Narrator / Voice Access / Voice Typing
รอบ KB5074105 มีการเติมคุณภาพด้าน Accessibility หลายจุด โดยสรุปแบบเข้าใจง่ายคือ “ให้ผู้ใช้คุมประสบการณ์เสียง/คำสั่งเสียงได้มากขึ้น”
- Narrator: ปรับให้ผู้ใช้กำหนดได้ว่า จะให้ Narrator อ่านรายละเอียดอะไรบ้าง และจัดลำดับการอ่านให้เหมาะกับวิธีใช้งานของตัวเอง ช่วยลดการอ่านเยอะเกินจำเป็น
- Voice Access: ขั้นตอนเริ่มต้นใช้งานถูกทำให้สั้นลง ช่วยโหลดโมเดลเสียงตามภาษาที่เลือก เลือกไมค์ และเรียนรู้ความสามารถได้ง่ายขึ้น
- Voice Typing: มีตัวเลือก “Wait time before acting” ให้ตั้งเวลาหน่วงก่อนระบบจะรันคำสั่ง เหมาะกับคนพูดเร็ว/ช้าไม่เท่ากัน และช่วยเพิ่มความแม่นยำ
Smart App Control ปิด-เปิดได้แล้ว (ไม่ต้องลง Windows ใหม่) + Windows Hello ESS ใช้สแกนลายนิ้วนอกเครื่องได้
Smart App Control (SAC)
อันนี้เป็นข่าวดีแบบใช้งานจริง: KB5074105 ทำให้ผู้ใช้สามารถ สลับ Smart App Control เปิด/ปิด ได้เลย โดยไม่ต้อง clean install Windows เหมือนก่อนหน้า โดยเข้าไปที่
Windows Security > App & Browser Control > Smart App Control settings
ถ้าพูดแบบเข้าใจง่าย: SAC คือชั้นป้องกันที่พยายาม “บล็อกแอปที่ไม่น่าไว้ใจ/เสี่ยงอันตราย” และรอบนี้ Microsoft ทำให้การคุมสวิตช์ง่ายขึ้น เหมาะกับคนที่ต้องบาลานซ์ระหว่างความปลอดภัย กับการติดตั้งโปรแกรมเฉพาะทางที่อาจโดนบล็อกผิด ๆ
Windows Hello Enhanced Sign-in Security (ESS)
อัปเดตนี้เพิ่มการรองรับ สแกนลายนิ้วมือแบบอุปกรณ์เสริม (peripheral fingerprint sensors) สำหรับ Windows Hello ESS ซึ่งหมายถึง เครื่องเดสก์ท็อป หรือโน้ตบุ๊กที่ไม่มีสแกนลายนิ้วมือในตัว ก็อาจใช้ “เครื่องอ่านลายนิ้วมือที่รองรับ ESS” เพื่อยกระดับความปลอดภัยได้
แก้บั๊กสำคัญที่คนใช้ Windows 11 เจอจริง: Start menu, File Explorer, Activation, Sandbox และอีกหลายจุด
รายการต่อไปนี้เป็น “หมวดแก้ปัญหา/ปรับความลื่น” ที่ Microsoft ใส่มาใน KB5074105
Start menu
- แก้ปัญหาข้อความเตือนตอน Shutdown (ขณะมีผู้ใช้อื่นล็อกอินอยู่) โดนตัดขอบจนอ่านไม่ครบ
- แก้ปัญหา Start menu เปิดผิดฝั่งจอ เมื่อใช้ภาษาแสดงผลแบบ Arabic หรือ Hebrew และไอคอน taskbar ไม่ได้อยู่กึ่งกลาง
File Explorer / การล็อกอิน / ประสิทธิภาพระบบ
- ปรับปรุงความตอบสนองของ File Explorer เวลาเข้าโฟลเดอร์ผ่าน network location
- แก้กรณี Explorer.exe ค้างตอนล็อกอินครั้งแรก (โดยเฉพาะเมื่อมีแอปตั้งเป็น startup) จน taskbar ไม่ขึ้น
Activation
- แก้เคสการย้าย/อัปเกรดไลเซนส์ Windows แล้วเครื่องลงทะเบียนกับ Activation server ไม่สำเร็จ จนต้องพึ่ง troubleshooter
Desktop / Input / UAC / Sandbox
- แก้ไอคอน Desktop “ขยับเอง” ตอนเปิดหรือเปลี่ยนชื่อไฟล์
- แก้ป้ายชื่อค่า keyboard repeat delay ใน Settings ที่สลับด้านผิด
- แก้บางเคสที่เครื่องค้างตอนรัน Windows Terminal แบบยกระดับสิทธิ์จากบัญชีที่ไม่ใช่ admin (เกี่ยวข้องกับ UAC)
- แก้ Windows Sandbox ค้างตอนเริ่ม และขึ้น error 0x800705b4
แก้เคสเชิงระบบอื่น ๆ ที่ถูกระบุไว้ในโน้ตอัปเดต
ในรายละเอียดของ Microsoft ยังมีการกล่าวถึงการแก้ปัญหา/ปรับปรุงอื่น เช่น
- แก้ปัญหาจอดำในบางสภาพแวดล้อมแบบ multiuser หลังอัปเกรด Windows
- แก้เคส File Explorer ที่ rename โฟลเดอร์ซึ่งมี desktop.ini แล้วชื่อโฟลเดอร์แบบ custom ไม่แสดงตามต้องการ
- แก้เคสบางเครื่องเจอระบบล้มด้วยไฟล์ dxgmms2.sys และ error แนว KERNEL_SECURITY_CHECK_FAILURE
วิธีติดตั้ง KB5074105 (และควรทำอะไร “ก่อน” กดอัปเดต)
ติดตั้งผ่าน Windows Update
ไปที่ Settings > Windows Update แล้วกด Check for updates จากนั้นมองหาอัปเดต KB5074105 (เพราะเป็น Optional/Preview บางเครื่องอาจต้องกดเลือกติดตั้งเอง)
ติดตั้งแบบ Manual ผ่าน Microsoft Update Catalog
ถ้าต้องการไฟล์ติดตั้งแบบออฟไลน์ Microsoft มีใน Update Catalog โดยรายการฝั่ง x64 ระบุขนาดประมาณ 4.4GB และฝั่ง arm64 ประมาณ 4.1GB (ตัวเลขขึ้นกับแพ็กเกจใน Catalog)
คำแนะนำก่อนอัปเดต (เผื่อไว้ก่อน)
- แนะนำให้สำรองงาน และเผื่อเวลารีสตาร์ต
- ถ้าเครื่องเป็นเครื่องทำงานหลัก หรือใช้ในองค์กร และไม่ได้จำเป็นต้องใช้ฟีเจอร์ใหม่ทันที การ “รอรอบถัดไป” มักปลอดภัยกว่า เพราะอัปเดตพรีวิวมีโอกาสเจอบั๊กเฉพาะเครื่องได้
- จำไว้ว่า “ฟีเจอร์บางอย่างทยอยปล่อย” และบางฟีเจอร์มีข้อจำกัดประเทศ เช่น Cross-Device Resume ที่ระบุว่าเริ่มใช้ได้ในสหรัฐฯ ก่อน
หมายเหตุสำคัญ: Secure Boot certificates จะเริ่มหมดอายุ มิ.ย. 2026
ในหน้าโน้ตอัปเดต KB5074105 Microsoft มีประกาศเตือนว่าใบรับรอง Secure Boot ที่ใช้กับอุปกรณ์ Windows จำนวนมาก ถูกตั้งให้เริ่มหมดอายุตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 และอาจกระทบการบูตแบบปลอดภัยของบางอุปกรณ์ถ้าไม่อัปเดตตามแนวทาง
ประเด็นนี้ไม่ใช่ “ต้องแก้ทันทีวันนี้” สำหรับทุกคน แต่เป็นเรื่องที่คนดูแลเครื่องจำนวนมาก (เช่น ฝ่าย IT หรือผู้ใช้ที่ดูแลหลายเครื่อง) ควรปักหมุดไว้ เพราะมันเกี่ยวกับการบูตและความปลอดภัยระดับระบบ
ที่มา: Neowin





