
ช่วงต้นปี 2026 วงการสมาร์ตโฟนเริ่มเจอ “แรงกดดันซ้อนกันหลายชั้น” ตั้งแต่ยอดส่งมอบที่ชะลอในบางตลาด ไปจนถึงต้นทุนชิ้นส่วนที่ดีดขึ้นแบบหลีกเลี่ยงยาก โดยเฉพาะ DRAM และ NAND ซึ่งเป็นหัวใจของมือถือยุคนี้ ทั้งในแง่ RAM และพื้นที่เก็บข้อมูล
ประเด็นที่น่าจับตาคือ รายงานล่าสุดมองว่า MediaTek อาจเป็นผู้ผลิตชิปที่ “เจ็บหนัก” กว่าคู่แข่ง หากวิกฤตราคาเมมโมรีลากยาว เพราะโครงสร้างรายได้ของบริษัทพึ่งพากลุ่มชิปมือถือในสัดส่วนสูงมาก เมื่อฝั่งแบรนด์มือถือเริ่มรัดเข็มขัดหรือปรับแผนการผลิต ผลกระทบก็มีโอกาสสะเทือนถึงคำสั่งซื้อ SoC โดยตรง
ทำไมราคา DRAM/NAND ถึงกระทบ “ชิปเซ็ตสมาร์ตโฟน” แบบเต็ม ๆ
เวลาเราพูดถึงต้นทุนมือถือ หลายคนจะนึกถึง SoC เป็นอันดับแรก แต่ในความจริง “เมมโมรี” คือชิ้นส่วนที่กินต้นทุนหนักขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมือถือยุคใหม่ต้องการ RAM และ storage สูงขึ้นตาม AI, กล้อง, เกม และแอปที่ใหญ่ขึ้น
เมื่อ ราคา DRAM และ NAND ปรับขึ้นแรง ผู้ผลิตมือถือจะเจอ 2 ทางเลือกหลัก ๆ
- แบกรับต้นทุนเอง ซึ่งยากขึ้นเพราะการแข่งขันราคา
- ลด/ปรับสเปกบางจุด หรือชะลอการผลิตบางรุ่น เพื่อคุมต้นทุนรวม
ไม่ว่าจะเลือกทางไหน สุดท้ายมันมีโอกาส “ย้อนมากระทบคำสั่งซื้อ SoC” เพราะถ้าแบรนด์ลดกำลังผลิต หรือเลื่อนแผนเปิดตัวบางรุ่น จำนวนชิปที่ต้องสั่งก็ลดตามเป็นเงา
MediaTek พึ่งรายได้จาก “ชิปมือถือ” เกินครึ่ง จึงเสี่ยงกว่าใคร
จุดที่ทำให้ชื่อของ MediaTek ถูกยกขึ้นมาว่าเสี่ยงเป็นพิเศษ คือสัดส่วนรายได้จากฝั่งมือถือที่สูงมาก โดยข้อมูลการสื่อสารกับนักลงทุนของบริษัทระบุว่า กลุ่ม Mobile Phone คิดเป็น 53% ของรายได้รวมในไตรมาส 3/2025 ซึ่งหมายความว่าถ้าตลาดสมาร์ตโฟนโดนบีบจากต้นทุนเมมโมรีหรือยอดขายชะลอ ผลกระทบต่อรายได้รวมของ MediaTek ก็มีโอกาสชัดกว่าค่ายที่พอร์ตกระจายกว่า
อีกมุมหนึ่งคือ MediaTek เติบโตได้ดีในตลาด Android มาหลายไตรมาสจาก “ปริมาณการส่งมอบ” ที่สูง แต่ในช่วงวิกฤตชิ้นส่วน การเป็นผู้นำด้าน volume บางครั้งก็กลับกลายเป็นความเสี่ยง เพราะแค่ลูกค้ารายใหญ่ไม่กี่รายปรับ forecast ลง ก็อาจเห็นผลกระทบทันทีในฝั่งคำสั่งซื้อชิป
ต้นทุนยุค 2nm: ชิปเรือธงรุ่นถัดไปอาจแพงขึ้นทั้งระบบ
แรงกดดันยังไม่จบแค่เมมโมรี เพราะฝั่งชิปเรือธงเองกำลังมุ่งไปสู่กระบวนการผลิตที่ล้ำขึ้น ซึ่งโดยธรรมชาติ “ต้นทุนต่อชิป” และความซับซ้อนของซัพพลายเชนมักสูงขึ้นตาม
MediaTek เคยประกาศความคืบหน้าการพัฒนาชิประดับ 2nm ร่วมกับ TSMC (ตระกูล N2P) และระบุว่า ชิป 2nm รุ่นแรกของบริษัทคาดว่าจะพร้อมสำหรับตลาดช่วงปลายปี 2026 ขณะที่สื่อบางแห่งคาดว่าอาจถูกทำตลาดในชื่อ Dimensity 9600 (หมายเหตุ: ชื่อรุ่นยังไม่ใช่การยืนยันอย่างเป็นทางการในทุกแหล่ง)
ประเด็นสำคัญคือ เมื่อ “ต้นทุนชิป” มีแนวโน้มสูงขึ้นพร้อม ๆ กับ “ต้นทุนเมมโมรี” ที่ตึงตัวอยู่ก่อนแล้ว ภาระจะไปกองที่ผู้ผลิตมือถือเต็ม ๆ และทำให้การตั้งราคาเครื่องรุ่นใหม่ (โดยเฉพาะเรือธง) ทำได้ยากกว่าเดิม
แล้วผู้บริโภคจะโดนอะไรบ้าง
ถ้าต้นทุน DRAM/NAND ยังสูงต่อเนื่อง ภาพที่เกิดขึ้นได้จริงมีหลายแบบ เช่น
- มือถือบางระดับราคาอาจ “คุมสเปก” เพื่อไม่ให้ราคาหน้าร้านพุ่ง
- รุ่นเรือธงอาจขยับราคาสูงขึ้น เพราะทั้ง SoC และเมมโมรีแพงขึ้นพร้อมกัน
- แบรนด์อาจทำไลน์อัป “รอบคอบขึ้น” ลดจำนวนรุ่น/ลดล็อตผลิต เพื่อคุมความเสี่ยงสต๊อก
สำหรับตลาดไทย สิ่งที่น่าจับตาคือ ถ้าผู้ผลิตเริ่มปรับสเปกเพื่อคุมต้นทุนจริง เราอาจเห็นความแตกต่างชัดขึ้นในรายละเอียด เช่น ความจุเริ่มต้นของ RAM/storage ในบางซีรีส์ หรือการตั้งราคาความจุสูงที่โดดขึ้นมากกว่าปกติ
MediaTek ควรรับมืออย่างไรในเกมนี้
ถ้ามองในเชิงกลยุทธ์ ช่วงที่เมมโมรีตึงตัวแบบนี้ “การกระจายความเสี่ยง” จะสำคัญกว่าเดิม เพราะเมื่อรายได้พึ่งพาฝั่งมือถือสูง การชะลอตัวเพียงรอบเดียวก็สะเทือนผลประกอบการได้
แนวทางที่เป็นไปได้ เช่น
- เร่งดันรายได้จากกลุ่มนอกมือถือ (เช่น automotive, smart edge, หรือโครงการชิปเฉพาะทาง) ให้มีน้ำหนักมากขึ้น
- บริหารพอร์ตชิปมือถือให้ครอบคลุมหลายระดับราคา เพื่อไม่ผูกกับตลาดเรือธงอย่างเดียวในช่วงต้นทุนสูง
- จับมือพาร์ตเนอร์เพื่อวางแผนซัพพลายเชนล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ 2nm ที่ต้องใช้ capacity และการจัดสรรต้นทุนอย่างระมัดระวัง
สรุป
วิกฤตราคา DRAM/NAND ไม่ได้กระทบแค่คนซื้อมือถือ แต่กำลังทดสอบ “โมเดลธุรกิจ” ของทั้งอุตสาหกรรม โดย MediaTek ถูกมองว่าเสี่ยงเป็นพิเศษ เพราะรายได้จากกลุ่มชิปมือถือมีสัดส่วนสูงกว่า 50% และถ้าตลาดสมาร์ตโฟนในปี 2026 ถูกกดดันจากต้นทุนชิ้นส่วนต่อเนื่อง คำสั่งซื้อ SoC ก็อาจถูกกระทบตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน การเดินหน้าสู่ชิป 2nm (ที่คาดว่าอาจเป็น Dimensity 9600) ในปลายปี 2026 ก็เป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” เพราะยิ่งเทคโนโลยีสูง ต้นทุนและความซับซ้อนยิ่งมากขึ้น — และในช่วงที่เมมโมรีตึงตัวอยู่แล้ว เกมนี้จึงไม่ใช่แค่แข่งกันแรงหรือประหยัดไฟ แต่เป็นการแข่ง “บริหารต้นทุนทั้งระบบ” ให้รอดด้วย
ที่มา: wccftech





