
ตลาด SSD และหน่วยความจำกำลังเข้าสู่ช่วงราคาขาขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ และมีแนวโน้มว่าผู้บริโภคอาจต้องเผชิญกับราคาแพงต่อเนื่องยาวไปอีกหลายปี หลังมีรายงานว่า Samsung Electronics และ SK hynix สองผู้ผลิต NAND รายใหญ่ของโลก เตรียมลดกำลังการผลิต NAND flash เพื่อโยกกำลังการผลิตไปเน้น DRAM ซึ่งให้ผลกำไรสูงกว่าจากกระแส AI data center
การเปลี่ยนทิศทางครั้งนี้อาจทำให้ราคา SSD ในตลาดโลก รวมถึงบ้านเรา ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และยังไม่มีสัญญาณว่าราคาจะกลับมาถูกลงได้ในระยะสั้น
Samsung และ SK hynix เตรียมลดกำลังผลิต NAND อย่างจริงจัง
รายงานจากสื่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้ Chosun Biz ระบุว่า Samsung Electronics มีแผนลดกำลังผลิต NAND flash ลงราว 4.5% ขณะที่ SK hynix เตรียมลดลงสูงถึง 10.5% ในช่วงปี 2569–2570
สำหรับบริบทของตลาดโลก ทั้งสองบริษัทครองส่วนแบ่งการผลิต NAND รวมกันมากกว่า 60% ของทั้งโลก การลดกำลังผลิตจากสองยักษ์ใหญ่จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และจะส่งผลโดยตรงต่ออุปทาน SSD ในตลาด
เมื่ออุปทานลดลง ขณะที่ความต้องการใช้งาน SSD ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มผู้ใช้พีซี เกมเมอร์ โน้ตบุ๊ก และองค์กร ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ราคา SSD จะปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด
ทำไมผู้ผลิตถึงเลือก DRAM มากกว่า NAND
สาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากยอดขาย NAND ที่ลดลง แต่เป็นเพราะ DRAM ให้กำไรสูงกว่ามากในยุค AI
ปัจจุบันบริษัท AI ระดับโลกอย่าง OpenAI, Microsoft, Google และ Amazon ต่างต้องใช้หน่วยความจำปริมาณมหาศาลในศูนย์ข้อมูลสำหรับระบบ AI และ LLM โดยเฉพาะ GPU รุ่นใหม่ของ NVIDIA สำหรับ data center ที่ต้องใช้ DRAM และ HBM จำนวนมาก
โรงงานผลิตหน่วยความจำจึงถูกปรับสายการผลิตจาก NAND ไปเป็น DRAM เพื่อรองรับความต้องการจากตลาด AI ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดผู้บริโภคทั่วไปอย่าง SSD อย่างมีนัยสำคัญ
แม้ราคา NAND จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ผู้ผลิตยังประเมินว่า DRAM จะทำกำไรได้ดีกว่าอย่างชัดเจนไปจนถึงอย่างน้อยปี 2570–2571
ราคา SSD พุ่งแรงตั้งแต่ปลายปี 2568
แนวโน้มราคา SSD ที่พุ่งขึ้นเริ่มเห็นชัดตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 และต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 2569
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Samsung 990 PRO 1TB ซึ่งในตลาดสหรัฐฯ ปัจจุบันมีราคาประมาณ 199 ดอลลาร์ หรือราว 6,190 บาทไทย
ขณะที่ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 รุ่นเดียวกันนี้เคยมีราคาต่ำกว่า 90 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2,800–3,000 บาทไทย เท่านั้น เท่ากับว่าราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในเวลาไม่ถึงครึ่งปี
สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับ Samsung เท่านั้น แต่เกิดกับ SSD แทบทุกแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น WD, Kingston, Crucial หรือ Solidigm
อุปทานหาย แต่ความต้องการยังเพิ่มต่อเนื่อง
ในฝั่งดีมานด์ ความต้องการ SSD ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากหลายปัจจัย
- เกมพีซียุคใหม่ต้องการ SSD ความจุสูงขึ้น
- Windows 11 และ Windows รุ่นถัดไปพึ่งพา SSD เป็นหลัก
- โน้ตบุ๊กรุ่นใหม่เริ่มใช้ SSD ความจุ 1TB เป็นมาตรฐาน
- งาน AI และ data analytics ต้องการ storage ความเร็วสูงจำนวนมาก
เมื่ออุปสงค์เพิ่ม แต่ซัพพลายลด ราคาจึงมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คู่แข่งจีนยังทดแทนกำลังผลิตไม่ได้ในเร็ววัน
แม้จีนจะมีผู้ผลิต NAND อย่าง YMTC (Yangtze Memory Technologies) ที่กำลังขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมประเมินว่ายังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะสามารถชดเชยกำลังผลิตจาก Samsung และ SK hynix ได้อย่างมีนัยสำคัญ
นั่นหมายความว่าช่องว่างของอุปทาน NAND จะยังคงอยู่ไปจนถึงอย่างน้อยปี 2571 และราคาจะยังสูงขึ้นต่อเนื่อง
ผลกระทบต่อตลาด
สำหรับในตลาดไทย ราคา SSD นำเข้าจะได้รับผลกระทบซ้อนทั้งจาก
- ราคาโลกที่สูงขึ้น
- ค่าเงินบาทที่ผันผวน
- ต้นทุนโลจิสติกส์และภาษีนำเข้า
ทำให้ SSD ระดับพรีเมียมในบ้านเราอาจมีราคาสูงกว่าตลาดโลกพอสมควร โดยเฉพาะรุ่น PCIe 4.0 และ PCIe 5.0 ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มเกมเมอร์และสายทำงานหนัก ๆ
ผู้ที่กำลังวางแผนอัปเกรดพีซีหรือโน้ตบุ๊กในปี 2569 อาจต้องเผื่อ งบสำหรับ SSD สูงกว่าที่เคยเป็นมา และควรจับตาโปรโมชั่นหรือช่วงราคาลงเป็นจังหวะ ๆ มากขึ้น
สรุปภาพรวมตลาด SSD ระยะยาว
จากทิศทางอุตสาหกรรมหน่วยความจำในปัจจุบัน ราคา SSD มีแนวโน้มสูงที่จะยังอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 2–3 ปี
- Samsung และ SK hynix ลดกำลังผลิต NAND
- โรงงานถูกโยกไปผลิต DRAM สำหรับตลาด AI
- อุปทาน NAND หดตัว
- ดีมานด์ SSD ยังเพิ่มต่อเนื่อง
- ผู้ผลิตรายใหม่ยังทดแทนไม่ได้ทัน
ทั้งหมดนี้ทำให้โอกาสเห็น SSD ราคาถูกแบบในอดีต อย่างเร็วที่สุดอาจต้องรอไปจนถึงหลังปี 2571
ที่มา: notebookcheck





