
สำหรับวงการไอที ช่วงนี้ต้องบอกว่าถือเป็นหนึ่งในช่วงวิกฤติของราคาฮาร์ดแวร์ที่วนกลับมาอีกครั้ง อันมีผลมาจากราคาชิปหน่วยความจำที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบไปยังฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ที่มีการใช้ชิปหน่วยความจำ อาทิ แรม SSD การ์ดจอ และน่าจะส่งผลถึงโน้ตบุ๊กในปีหน้าด้วย ดังจะเห็นได้จากการปรับราคาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดของแรม ทำให้การซื้อโน้ตบุ๊กในช่วงนี้น่าจะยังคงเป็นทางเลือกในการซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ที่ดีอยู่ เพราะผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายยังมีการตรึงราคาระดับเดิมไว้อยู่ เนื่องมาจากยังคงเป็นการผลิตและวางจำหน่ายโดยใช้ฮาร์ดแวร์ในสต็อก แต่ก็เป็นไปได้ว่าในปีหน้าเราคงอาจจะได้เห็นการปรับราคาสูงขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้น การเลือกซื้อโน้ตบุ๊กก็คงอาจจะต้องดูรายละเอียด และมีแนวทางในการเลือกสเปคที่เข้มข้นขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในบทความนี้เราจะมาช่วยแนะนำข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้ได้โน้ตบุ๊กที่สเปคดี แรงเพียงพอ และคุ้มค่า ตอบโจทย์ยุคแรมแพงที่อาจจะยาวนานไปจนถึงปลายปีหน้าเลยทีเดียว
ซื้อโน้ตบุ๊ก เลือกแรมเท่าไหร่ดี? 16GB พอมั้ย?
ในแง่ของสเปคหน้ากระดาษโดยอิงจากความต้องการของระบบปฏิบัติการยอดนิยมที่ใส่มาในโน้ตบุ๊ก ณ ปัจจุบันอย่าง Windows 11 ทาง Microsoft ระบุไว้ว่าจะต้องมีแรมขั้นต่ำ 4GB ส่วนเครื่องที่รองรับและเป็น Copilot+ PC จะต้องมีแรมขั้นต่ำ 16GB ซึ่งในกรณีนี้เราจะขอยกมาเฉพาะของกรณีเครื่องทั่วไป ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็น Copilot+ PC เท่านั้น ทำให้ถ้าหากเป็นโน้ตบุ๊กที่มาพร้อมแรม 8GB ก็น่าจะสามารถใช้งาน “เฉพาะ” Windows 11 ได้สบาย ๆ แล้วก็จริง แต่อย่าลืมว่าเวลาเราใช้งานคอมพิวเตอร์จริง ๆ จะต้องมีการใช้งานทั้งระบบปฏิบัติการและโปรแกรมอื่น นอกจากนี้ยังมีเซอร์วิสเสริมอื่น ๆ เป็นจำนวนมากไปพร้อมกัน ทำให้จำเป็นจะต้องมีแรมที่มากพอสำหรับใช้งานทุก ๆ อย่าง เพราะถ้าหากแรมมีน้อยเกินไป ระบบจำเป็นจะต้องนำพื้นที่ว่างบางส่วนบน SSD มาใช้เป็นแรมเสมือนชั่วคราวแทน ซึ่งจะส่งผลกระทบกับประสิทธิภาพของทั้งระบบ และยังทำให้อายุการใช้งานเซลล์หน่วยความจำของ SSD จุดที่นำมาใช้งานลดลงไปด้วย เพราะมีการอ่านเขียนข้อมูลแบบที่ไม่ควรจะเป็น
ทำให้เมื่อพิจารณาจากปัจจัยโดยรวมข้างต้นแล้ว ต้องบอกว่าแรมขั้นต่ำสำหรับการเลือกซื้อโน้ตบุ๊กในยุคนี้ก็คงจะหนีไม่พ้น 16GB เป็นหลักพื้นฐานไว้ก่อน ซึ่งจัดว่าเป็นปริมาณแรมที่เพียงพอสำหรับการใช้ทำงานทั่วไป งานเอกสาร ทำงานออนไลน์ ตัดคลิปสั้นที่ใช้งานไฟล์ฟุตเทจความละเอียดไม่สูงมาก ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ผู้ผลิตหลายรายเลือกใช้แรม 16GB เป็นสเปคขั้นพื้นฐานของโน้ตบุ๊กราคาหมื่นต้น ๆ ขึ้นไปแทบทั้งหมดแล้ว

แต่ถ้าหากต้องการเลือกซื้อเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก ต้องการเครื่องที่แรง สมรรถนะสูง หรือต้องใช้พลังของกราฟิกออนชิป (iGPU) แบบเต็มที่ แนะนำว่าควรเลือกโน้ตบุ๊กที่มีแรมมากกว่า 16GB ไล่ตั้งแต่ 24GB ขึ้นไปได้เลย เนื่องจากนอกจากที่แรมจะต้องมีพื้นที่ให้สำหรับ Windows 11 + โปรแกรมเสริมแล้ว ยังจะต้องแบ่งพื้นที่ไปให้ตัวเกมใช้งานอีก ซึ่งเกมในปัจจุบันก็มีการโหลด shader โหลดไฟล์ต่าง ๆ ระหว่างการเล่นเกมเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว แม้หลายเกมจะมีการ compile shader ช่วยในการรันเกมครั้งแรกก็ตาม แต่ก็ยังต้องการพื้นที่แรมที่มากไว้ก่อนอยู่ดี ทำให้ถ้าหากต้องการซื้อโน้ตบุ๊กเกมมิ่ง ก็ควรเลือกหรืออัปเกรดแรมเป็นขั้นต่ำ 24GB ส่วนจุดที่กำลังพอเหมาะก็คือ 32GB
และสำหรับโน้ตบุ๊กที่แม้จะไม่มีชิปการ์ดจอแยก แต่มาพร้อมกราฟิกออนชิป (iGPU) แรง ๆ อาทิ AMD Radeon 880M ที่มาพร้อมกับ AMD Ryzen AI 9 365 ถ้าหากต้องการนำมาใช้งานพลังกราฟิก เช่นใช้เล่นเกมที่ส่วนตัวของชิปเองก็ทำได้ค่อนข้างดีมากเมื่อเทียบกับกลุ่มกราฟิกออนชิปด้วยกัน ก็จะต้องตั้งค่าให้มีการแชร์แรมของระบบมาใช้เป็น VRAM ตั้งแต่ 8GB ขึ้นไป ทำให้ยิ่งจำเป็นให้ตัวเครื่องจะต้องมีแรมที่สูงตั้งแต่ 24GB ขึ้นไปไว้ก่อน (ปรับค่าเป็น 8 VRAM + 16 System) เพื่อให้สามารถใช้ในการเล่นเกมได้ดี
สรุป
การเลือกซื้อโน้ตบุ๊กในยุคนี้ เผื่อไปถึงการใช้งานในอีกซัก 2-3 ปีขึ้นไป แนะนำว่าควรเลือกรุ่นที่มาพร้อมแรมขั้นต่ำ 24GB ขึ้นไป ส่วน 16GB ก็จัดว่าเป็นสเปคขั้นต่ำที่เลือกได้ ในกรณีที่ตัวเครื่องสามารถซื้อแรมมาใส่เพิ่มเพื่ออัปเกรดได้ หรือถ้ามั่นใจว่าแรม 16GB นั้นเพียงพอกับการใช้งานและโปรแกรมประจำเครื่อง
การอัปเกรดแรม
ต่อเนื่องมาจากข้อแรก ด้วยความที่โน้ตบุ๊กในปัจจุบันจะมีทั้งแบบที่ยังสามารถอัปเกรดแรมได้อยู่ จากการที่ผู้ผลิตออกแบบมาให้ใช้แรมแบบแผง SO-DIMM ไม่ว่าจะเป็นแบบแรมแผงล้วน ๆ ในเครื่องที่ไม่ได้เน้นความบางเบามากนัก เช่น เกมมิ่งโน้ตบุ๊ก หรือจะเป็นแบบผสมออนบอร์ด + แรมแผง สำหรับกลุ่มนี้ ผู้ใช้จะสามารถซื้อแรมแผงมาใส่เพิ่มหรือเปลี่ยนแผงเก่าออก เพื่อใส่แผงใหม่ที่ความจุสูงขึ้นเข้าไปแทนได้ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของสเปค และยังอาจช่วยยืดอายุการใช้งานในระยะยาวออกไปได้
กับอีกสายเลยคือโน้ตบุ๊กที่ใช้แรมแบบชิปออนบอร์ดมาเลยที่มักเป็นกลุ่มของโน้ตบุ๊กบางเบา และรวมถึงกลุ่มของแรมที่ติดตั้งมาในแพ็คเกจเดียวกันกับ CPU ที่ก็มีอยู่บ้าง เช่นฝั่งของ MacBook ซึ่งในกลุ่มของแรมแบบชิปนี้จะมีข้อจำกัดคือแทบจะไม่สามารถอัปเกรดแรมเพิ่มได้เลย ยกเว้นจะใช้การยกชิปที่ก็ทำได้ยากอีก ทำให้กลุ่มนี้จะต้องเป็นการซื้อแบบจบสเปคในครั้งแรกไปเลย กล่าวคือจะต้องเลือกรุ่นที่แรมเยอะ ๆ ไว้ก่อนก็ว่าได้ เพื่อให้รองรับการใช้งานในระยะยาวได้ แต่ก็จะมีข้อดีคือตัวเครื่องมักมีความบางเบากว่า และหลายรุ่นก็เลือกใช้แรมที่ความเร็วสูงกว่าแรมแบบแผงด้วย

จากข้อจำกัดในข้างต้น ทำให้แนวทางในการเลือกซื้อโน้ตบุ๊กจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย อย่างฝั่งของแรมแบบชิปออนบอร์ดก็จะต้องเลือกให้จบไปเลยตั้งแต่แรก ทำให้รุ่นที่มีแรมสูงก็จะมาพร้อมราคาที่สูงตั้งแต่แรกเลย ถ้าให้แนะนำก็ควรเลือกรุ่นที่มาพร้อมแรม 24GB ขึ้นไป เพื่อให้สามารถใช้งานในระยะยาวได้คล่องตัวกว่า ส่วนแรม 16GB ก็จัดว่ายังใช้งานได้ ถ้าประเมินแล้วว่างานที่ใช้ไม่ได้กินสเปคฮาร์ดแวร์มากนัก
ส่วนถ้าเป็นเครื่องที่มีช่องใส่แรม SO-DIMM อันนี้แนวทางจะง่ายกว่ามาก คือสามารถเลือกรุ่นที่ตรงกับงบที่มีได้เลย เพราะอย่างต่ำ ๆ ก็ได้แรม 16GB ที่เพียงพอกับการใช้งานพื้นฐานแน่นอนอยู่แล้ว หากต้องการใช้แรมเพิ่มก็ยังพอสามารถหาซื้อแรมมาเติมในภายหลังได้ แม้ราคาแรมจะปรับตัวสูงขึ้นแล้วก็ตาม แต่ก็มองในแง่ที่ว่าไม่จำเป็นต้องซื้อตอนนี้ทันทีก็ได้ มีเวลาให้เตรียมเงิน หรือไม่ก็หาซื้อแบบมือสองที่ราคาย่อมเยากว่ามาใส่ก็ยังได้เลย และหากเป็นรุ่นที่มาพร้อมชิปการ์ดจอแยกก็ยิ่งสบายเข้าไปอีก เพราะตัวการ์ดจอเองก็จะมี VRAM ส่วนตัวอยู่แล้ว ทำให้แรมหลักของระบบ 16GB ก็ยังเพียงพอกับการเล่นเกมทั่วไปได้อยู่
สำหรับการตรวจสอบว่าโน้ตบุ๊กรุ่นไหนใช้แรมแบบไหน อันนี้อาจจะต้องไปเช็คจากหน้าเว็บไซต์ของผู้ผลิตที่มักจะมีการลงข้อมูลเชิงเทคนิคไว้ ถ้ายิ่งเป็นการลงข้อมูลแบบแยกตามรหัสรุ่นก็ยิ่งดี ตัวอย่างเช่น Lenovo จะมีเว็บ https://psref.lenovo.com/ ของตัวเองที่ผู้ใช้สามารถกรอกรหัส MTM รุ่นเพื่อเข้าไปดูสเปคแบบละเอียดได้ เช่นในภาพข้างบนจะเป็นข้อมูลของรุ่น 83KT000XTA ที่มีแจ้งไว้ชัดเจนในหัวข้อ Memory Slots ว่าเป็นแบบชิปฝังบอร์ด (soldered to systemboard) ส่วนถ้าเป็นรุ่นที่ใช้แรมแผงจะมีการระบุจำนวน slot ไว้ให้เลยว่ามีกี่ช่อง ใส่ได้สูงสุดเท่าไหร่ ในขณะที่แบรนด์อื่นก็มีเช่นกัน เช่นของ ASUS และ MSI ก็สามารถนำรหัสย่อยของรุ่นซึ่งมักจะเป็นโค้ดตัวอักษรผสมกับตัวเลขไปหาจาก Google แล้วเข้าไปดูที่หน้าเว็บของผู้ผลิตได้เลย โดยแต่ละแบรนด์ก็มักจะมีการระบุไว้ชัดเจนเลยว่าเป็นแรมออนบอร์ด หรือเป็นแรม SO-DIMM แล้วมีช่องใส่อยู่กี่ช่อง
สรุป
ถ้าเป็นโน้ตบุ๊กแรมออนบอร์ด >> ควรเลือกแรม 24GB ขึ้นไป หรือ 16GB ก็ไหว ถ้าพอกับการใช้งาน
ถ้าเป็นโน้ตบุ๊กที่เพิ่มแรมได้ >> ใช้งานทั่วไปเลือก 16GB ได้ ถ้าใช้เล่นเกม ก็ควร 24GB ขึ้นไป 32GB กำลังสวย

SSD ความจุเท่าไหร่ถึงจะพอ?
SSD ก็คือฮาร์ดแวร์อีกประเภทที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติราคาหน่วยความจำไปพร้อมกัน ทำให้ก็เป็นอีกจุดที่ต้องพิจารณาในการเลือกซื้อโน้ตบุ๊กแทบไม่แพ้กับเรื่องแรมเลย โดยโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ ๆ ที่วางขายอยู่ในปัจจุบัน มักจะให้ SSD มาขั้นต่ำ 512GB เป็นมาตรฐานไปแล้ว ซึ่งความจุ 512GB นั้นเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป ใช้ทำงานออฟฟิศ หรือจะใช้งานกราฟิก งานตัดต่อก็ยังทำได้ แต่อาจจะต้องมีอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอกหรือ NAS เพื่อถ่ายโอนไฟล์ขนาดใหญ่ออกจากเครื่องบ้าง ทำให้ SSD 512GB นั้นจัดว่าค่อนข้างเพียงพอสำหรับการใช้งานโน้ตบุ๊กของผู้ใช้ทั่วไปอยู่แล้ว
แต่สำหรับกลุ่มที่อาจจะต้องมองหาโน้ตบุ๊ก SSD ความจุสูงกว่านี้ เช่น 1TB ก็คือผู้ที่ต้องการเล่นเกมที่มีกราฟิกสูง กินพื้นที่การติดตั้งปริมาณมาก และอาจต้องมีการติดตั้งหลายเกมทิ้งไว้ในเครื่อง โดยเฉพาะกับพวกเกมระดับ AAA ที่ในปัจจุบันกินพื้นที่ในการติดตั้งเกมหลายสิบ GB หรือบางเกมก็ถึงหลักร้อย GB เข้าไปแล้ว ทำให้การใช้ SSD 512GB นั้นอาจจะแน่นเกินไป ทำให้ทั้งติดตั้งเกมพร้อมกันได้ไม่เยอะ แล้วยังอาจส่งผลกระทบกับประสิทธิภาพของระบบด้วย อันเนื่องมาจากพื้นที่ว่างใน SSD ที่เหลือน้อยเกินไปจนถึงขีดแดง ซึ่งจะทำให้เครื่องช้าหรือมีการทำงานผิดพลาดจนถึงขั้นโปรแกรมเด้ง เครื่องค้างได้เลย ทำให้ถ้าหากต้องการอุ่นใจหน่อย ก็ควรเลือกโน้ตบุ๊กที่มี SSD 1TB ขึ้นไป หรือสามารถซื้อ SSD มาใส่เพิ่มได้

สำหรับการอัปเกรด SSD จะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าการอัปเกรดแรม เนื่องจากโน้ตบุ๊ก Windows รุ่นใหม่ ๆ ส่วนใหญ่มักจะใช้ SSD แบบแท่ง M.2 PCIe NVMe กันแทบทั้งนั้น ทำให้สามารถถอดเปลี่ยนได้ไม่ยาก จะมีที่ต้องเช็คนิดนึงก็คือเรื่องของความยาว SSD ว่าจะสามารถติดตั้งได้ยาวสุดขนาดกี่ mm ซึ่งผู้ผลิตโน้ตบุ๊กหลายรายมักจะมีการระบุไว้อยู่แล้วว่ารองรับ SSD ความยาวเท่าไหร่บ้าง โดยใช้การระบุเป็นตัวเลข เช่น M.2 2280 ที่หมายถึง SSD ขนาดกว้าง 22mm ยาว 80mm เป็นต้น หรือถ้าให้สะดวกหน่อยก็ยกเครื่องไปให้ร้านตรวจสอบและใส่ให้ก็ได้เช่นกัน
อีกแบบที่มักสามารถทำได้ก็คือการซื้อ SSD มาใส่เพิ่ม เนื่องจากเมนบอร์ดของโน้ตบุ๊กอาจจะมีช่องใส่ SSD มาให้ 2 ช่องเลย ทำให้ยังเหลือว่างให้ซื้อมาใส่ได้อีกช่อง โดยในปัจจุบันก็มักจะเป็นช่องสำหรับใช้งานร่วมกับ SSD แบบ M.2 PCIe เป็นหลักแทบทั้งนั้น หากเป็นรูปแบบนี้ก็ง่ายเลย คือสามารถใช้ SSD เดิมที่มี Windows และโปรแกรมเดิมจากโรงงานมาใช้เป็นตัวหลัก แล้ว SSD ที่ติดตั้งใหม่ก็ใช้ในการลงเกมได้สบาย ๆ ทำให้การเลือกความจุ SSD ของการซื้อโน้ตบุ๊กเครื่องใหม่อาจจะไม่ได้เป็นประเด็นที่ยากเท่ากับเรื่องของแรม แต่จะไปหนักตรงเรื่องของงบที่ต้องใช้มากกว่า เพราะถ้าเลือกรุ่นที่จำเป็นต้องใส่ SSD เพิ่ม ก็เท่ากับว่าต้องบวกงบขึ้นไปจากตัวเครื่องอีกพอสมควรทีเดียว อย่างตอนนี้ SSD M.2 PCIe 1TB ก็มีราคาตั้งแต่สองพันกว่า ๆ ขึ้นไปแทบทั้งนั้น (และราคานี้ก็เริ่มหายากแล้วด้วย)
สรุป
ใช้งานทั่วไป >> SSD 512GB จัดว่าเพียงพอ
ใช้เล่นเกม >> แนะนำ 1TB
หน้าจอ – ตัวเต็งที่อาจมีการลดสเปคในปีหน้า
ปกติแล้ว ผู้ผลิตจะมีแนวทางในการกำหนดสเปคของโน้ตบุ๊กแต่ละรุ่นเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าโดยที่ทำราคาให้ดึงดูดใจอยู่แล้ว เช่นถ้ากำหนดว่าจะตั้งราคาขายไม่เกิน 30,000 บาท แต่ต้องการให้เป็นรุ่นที่ CPU แรง มีการ์ดจอแยก ก็แน่นอนว่าจะต้องมีการอัดสเปคในสองจุดนี้ที่สูง แล้วไปลดทอนสเปคในจุดอื่นลง เช่น เลือกใช้พาเนลจอที่มีค่าขอบเขตสีไม่สูงมากนัก เช่นได้ 45% NTSC เพื่อให้สามารถทำราคามาอยู่ในจุดที่แข่งขันได้ ในขณะเดียวกันอีกรุ่นย่อยนึงที่บอดี้เดียวกัน ก็จะปรับลดสเปคไปใช้ CPU ที่มี iGPU แทน แล้วใส่จอ 100% sRGB เข้ามาแทน เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเน้นคุณภาพจอเป็นหลัก เป็นต้น
ซึ่งด้วยการที่ราคาชิปหน่วยความจำปรับตัวสูงขึ้นเช่นนี้ แน่นอนว่าจะต้องส่งผลกระทบกับการสต็อกชิ้นส่วนของผู้ผลิตโน้ตบุ๊กที่จะสะท้อนมาถึงราคาเครื่องที่สูงขึ้นด้วย แต่จะอาศัยการขึ้นราคาขายปลีกอย่างเดียวก็ไม่ได้เช่นกัน จึงเป็นไปได้สูงมากว่าเราน่าจะได้เห็นการลดทอนสเปคบางจุดลง เพื่อให้สามารถใส่แรมและ SSD ในระดับเดียวกับสเปคเครื่องในปัจจุบัน เพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ยังคงอยู่ในระดับเดิมเป็นขั้นต่ำ นั่นคืออย่างน้อยก็ต้องได้แรม 16GB SSD 512GB ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ ๆ ในปีหน้าก็อาจจะมีการลดทอนสเปคจอลง เช่น มีรุ่นจอ 60Hz กลับมาให้เลือกเยอะขึ้น ความละเอียดจอก็จะยังมีระดับ Full HD ให้เลือกเยอะเป็นหลักเช่นเดิม เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นเพียงการคาดการณ์นะครับ เพราะแต่ละแบรนด์ก็ไม่ได้มีการเปิดเผยสต็อกชิ้นส่วนของตนออกมาว่ายังมีชิ้นส่วนในราคาทุนเดิมอยู่เท่าไหร่บ้าง

สำหรับแนวทางในการเลือกจอโน้ตบุ๊ก ก็ยังคงไม่ต่างจากเดิมมากนัก เนื่องจากความละเอียดขั้นต่ำก็ให้มาที่ระดับ Full HD กันทั้งหมดแล้ว จะมีจุดต่างหลักก็เช่นรีเฟรชเรตที่เกมมิ่งโน้ตบุ๊กก็มักจะได้มาสูงหน่อย เช่น 144Hz, 165Hz และ 240Hz เป็นต้น ค่าขอบเขตสีที่ 99% หรือ 100% sRGB ก็จัดว่าอยู่ในระดับที่ดีสำหรับการใช้งานทั่วไป ใช้งานกราฟิกในระดับพื้นฐาน ส่วนถ้าเป็น 100% DCI-P3 ก็ใช้งานกราฟิกระดับมืออาชีพได้เลย แต่ทั้งนี้ ถ้าต้องการนำไปใช้ทำงานจริงจังก็อาจจะต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่นเพิ่มเติมอีก เช่นมีการคาลิเบรตจอมาหรือไม่ ค่า delta E อยู่ที่เท่าไหร่ การสะท้อนแสงของผิวจอ เป็นต้น ส่วนพาเนลจอก็จะยังคงมีหลัก ๆ ด้วยกัน 3 ประเภทคือ IPS, mini-LED และ OLED ที่น่าจะยังคงเป็นแบบเดิมไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งยิ่งเป็นพาเนลคุณภาพสูง ก็จะส่งผลให้ราคาสูงตามไปด้วย
อีกหนึ่งปัจจัยที่มักจะเป็นตัวกำหนดสเปคจอทางอ้อมด้วยก็คือระดับความแรงของการ์ดจอ ซึ่งจะเห็นผลชัดในกลุ่มของเครื่องที่มีชิปการ์ดจอแยก อย่างถ้าเป็นชิปรุ่นเริ่มต้นของซีรีส์ ตัวเครื่องก็มักจะใส่จอ 15.6” ขึ้นไป ความคมชัดระดับ Full HD 1080p หรือ Full HD+ 1200p มาให้ เพื่อให้เหมาะสมกับระดับความแรงของชิป ในขณะที่ชิปรุ่นกลางขึ้นไปก็มักจะได้เป็นจอ 2K ขึ้นไป เป็นต้น
แต่สำหรับเครื่องที่ใช้ iGPU ออนชิป อันนี้จะมีความหลากหลายกว่ามาก อาทิ
- รุ่นเน้นทำราคา – ได้จอ Full HD 60Hz ค่าสีอาจไม่สูงมาก
- รุ่นใช้งานทั่วไป ราคาสูงขึ้นมานิดนึง – ได้จอ Full HD อาจจะ 120Hz ค่าสี 100% sRGB ขึ้นไป
- รุ่นเน้นทำงาน จอสวย เน้นมัลติมีเดีย – ได้จอ 2K ขึ้นไป 120Hz ค่าสีระดับ DCI-P3
ซึ่งในแต่ละกลุ่มก็จะมีแบ่งย่อยตามขนาดหน้าจอลงไปอีก เช่นถ้าต้องเน้นพกพาก็เป็นจอ 13” กับ 14” รุ่นทำงานทั่วไปก็จอ 15.6” เป็นต้น ซึ่งสุดท้ายก็ต้องแล้วแต่ไลฟ์สไตล์การใช้งานด้วย ถ้าต้องพกบ่อยก็เลือกรุ่นจอเล็กหน่อย แต่ถ้ามีรถส่วนตัวหรือไม่ลำบากกับการพกพามากนัก รุ่นจอ 15.6” ก็อยู่ในจุดที่กำลังใช้งานได้สบายตาทีเดียว ทำให้ปัจจัยในการเลือกจอโน้ตบุ๊กนั้นจะค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่ขนาด ค่าสีที่ตอบโจทย์การใช้งาน รีเฟรชเรตที่ตอบโจทย์การเล่นเกม พาเนลที่ส่งผลถึงคุณภาพและราคาโดยตรง ซึ่งในปีหน้าก็อาจจะต้องเตรียมงบไว้เยอะนิดนึง หากต้องการโน้ตบุ๊กที่ทั้งแรงและจอสวยในเครื่องเดียวกัน
ชิปประมวลผล (CPU) หัวใจหลักของความแรง
และข้อสุดท้ายก็คือ CPU ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่กำหนดระดับสมรรถนะของโน้ตบุ๊ก ด้วยปัจจัยในส่วนต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น
- จำนวนคอร์/เธรด
- สถาปัตยกรรมคอร์ ชุดคำสั่งที่ใส่มา เทคโนโลยีเสริม
- จำนวนแคช โดยเฉพาะระดับ L3
- ค่า TDP ที่ส่งผลถึงระดับความแรงที่ทำได้ ในทางกลับกันก็เกี่ยวข้องกับการกินไฟและความร้อนด้วย
- ระบบกราฟิกออนชิป
- NPU สำหรับประมวลผล AI
ซึ่งถ้าหากต้องการโน้ตบุ๊กที่รองรับการใช้งานไปได้อีกหลายปี ทำงานร่วมกับแรมความเร็วสูงได้อย่างราบรื่น โน้ตบุ๊กที่ใช้ชิป AMD ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ในหลายด้านได้อย่างน่าสนใจ เริ่มตั้งแต่เรื่องคอร์/เธรดที่ให้มาแบบเต็ม ๆ กล่าวคือจำนวนคอร์มีเท่าไหร่ จำนวนเธรดก็คือการคูณสองเข้าไปได้เลย เช่น ถ้าเป็นชิป 8 คอร์ ก็เท่ากับว่าจะมี 16 เธรด ทำให้สามารถใช้งานโปรแกรมต่าง ๆ พร้อมกัน สลับกันไปมาแบบมัลติทาสก์ได้ดี ซึ่งเหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้งานคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน ที่ผู้ใช้งานมักเปิดหลายโปรแกรมพร้อมกัน โดยเฉพาะการใช้งานเว็บเบราเซอร์ที่มักจะเปิดทิ้งไว้หลายแท็บ และแต่ละแท็บก็มีการประมวลผลเบื้องหลังไปด้วย ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องการเครื่องที่มีแรมปริมาณมาก เพื่อให้สามารถใช้งานได้ราบรื่นด้วยเช่นกัน

และในด้านของการทำงานแบบมัลติทาสก์ หนึ่งในสิ่งสำคัญก็คือการที่แต่ละคอร์มีชุดคำสั่งในการประมวลผลที่เหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมแบบปกติที่ใช้คอร์ประเภทเดียวกันทั้งชิป เช่น AMD Ryzen 7 250 ที่ใช้คอร์ Zen 4 ล้วน หรือรุ่นที่ใช้การวางคอร์แบบไฮบริดอย่าง AMD Ryzen AI 7 350 ที่ใช้คอร์ Zen 5 และคอร์ Zen 5c ทำงานร่วมกัน โดยฝั่งของคอร์ Zen 5c ก็จะเป็นคอร์ Zen 5 ที่ลดขนาดลง ทำให้ประสิทธิภาพลดลงมาเล็กน้อย แต่ได้เรื่องของการใช้พลังงานที่ลดลง เหมาะกับการใช้งานที่อาศัยพลังประมวลผลน้อยกว่า ทำให้โน้ตบุ๊กสามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้นานขึ้น ความร้อนลดลง แต่ในขณะเดียวกันระบบก็ยังคงสามารถกระจายงานไปให้แต่ละคอร์ประมวลผลได้แบบไม่ต้องคอยแยกว่างานบางอย่างต้องส่งให้คอร์แบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น
ต่อมาก็คือเรื่องของหน่วยประมวลผลกราฟิกแบบออนชิปที่ใส่มาในแพ็คเกจ CPU ที่ต้องบอกว่าฝั่งของ AMD ทำได้ดีขึ้นในแทบทุกรอบการอัปเดตซีรีส์ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพต่อวัตต์พลังงานที่ใช้ดีขึ้น ด้านของเทคโนโลยีก็มีการใส่เข้ามาเพื่อช่วยลดภาระการประมวลผล เช่น เทคโนโลยีเปิดอย่าง FSR ที่เข้ามาอัปสเกลให้ภาพคมชัดขึ้น ทำให้ iGPU ไม่จำเป็นต้องเรนเดอร์ภาพในเกมที่เต็มความละเอียดจอ รวมถึงฝั่งของผู้ผลิตเกมต่างก็ออกแบบให้เกมของตนเองรองรับเทคโนโลยี FSR ในตัวด้วย ทำให้เป็นข้อได้เปรียบของการใช้โน้ตบุ๊กที่มี iGPU ของ AMD เอง
ในด้านของการทำงานร่วมกับระบบ AI ชิปประมวลผลในยุคใหม่ก็มักจะใส่ NPU ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อการประมวลผลชุดคำสั่ง AI โดยเฉพาะ เพื่อลดภาระการทำงานของ CPU ลง และทำให้ใช้งานเทคโนโลยี AI ที่มากับซอฟต์แวร์และระบบปฎิบัติการได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในชิป AMD หลายรุ่น โดยเฉพาะชิปในซีรีส์ AMD Ryzen AI ที่ใส่ NPU สถาปัตยกรรม XDNA 2 เข้ามา ทำให้ผ่านเกณฑ์การเป็น Copilot+ PC ของ Microsoft ด้วย ซึ่งตรงนี้น่าจะตอบโจทย์การใช้งานของหลายท่านที่มี Copilot เป็นผู้ช่วยหลักในการทำงานได้เป็นอย่างดี

ส่วนถ้าใครเป็นสายเกมเมอร์ที่ต้องการโน้ตบุ๊กแรง ๆ เพื่อเน้นในการเล่นเกมโดยเฉพาะ ก็จะมีชิปในซีรีส์ AMD Ryzen 9000 ซึ่งเป็นซีรีส์ล่าสุดมาให้เลือกซื้อเช่นกัน จุดเด่นของชิปในกลุ่มนี้ก็คือจะใช้คอร์ Zen 5 ล้วน ๆ ตั้งแต่ 12 คอร์ขึ้นไป ทำให้ได้ความแรงในระดับสูง เล่นเกมสบาย ประมวลผลงานหนัก ๆ ก็หายห่วง โดยมีค่า TDP พื้นฐานอยู่ที่ 55W ทำให้ตัวชิปสามารถปลดปล่อยประสิทธิภาพออกมาได้อย่างเต็มศักยภาพ (ขึ้นอยู่กับความสามารถของชุดระบายความร้อนด้วย) และก็จะมีชิปรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อความแรงในการเล่นเกมขั้นสุด นั่นคือ AMD Ryzen 9 9955HX3D ที่มีแคช L3 แบบ 3D V-Cache ซึ่งใช้การวางแคชระดับ L3 ซ้อนกันในแนวตั้ง ทำให้มีปริมาณของแคช L3 สูงถึง 128MB ตอบโจทย์การทำงานที่ต้องมีการโหลดข้อมูลปริมาณมากมาเก็บในแคชเผื่อเรียกใช้ เช่น การเล่นเกมแนว open world ที่อาจต้องมีการโหลดไฟล์ texture โหลดข้อมูลในฉากมารอไว้ ทำให้ถ้าหากใครที่ต้องการซื้อเกมมิ่งโน้ตบุ๊กที่แรงขีดสุดจริง ๆ ชิป AMD ที่ลงท้ายด้วย HX3D น่าจะให้ความแรงแบบถึงใจแน่นอน
แต่ถ้าต้องการซื้อโน้ตบุ๊กเพื่อการใช้งานทั่วไป ใช้เล่นเกมในระดับที่ภาพสวยพอตัว ไม่ได้เน้นปั่นเฟรมเรต เน้นภาพสวยแบบขีดสุด ส่วนตัวมองว่าชิป AMD Ryzen AI 7 350 น่าจะเป็นคำตอบที่ลงตัวมาก ๆ โดยจะเริ่มมีให้เลือกในตั้งแต่โน้ตบุ๊กราคา 25,000 บาท ไปจนถึงกลุ่มของเกมมิ่งที่ราคาหลายหมื่นเลย ซึ่งก็แสดงว่าชิปรุ่นนี้มีช่วงของประสิทธิภาพและความคุ้มค่าที่สูง น่าใช้งานจริง ๆ ถ้าหากต้องการดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชิปประมวลผลของ AMD ก็สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้จากหน้าเว็บไซต์ของ AMD ส่วนถ้าต้องการค้นหาโน้ตบุ๊ก AMD เพื่อเลือกรุ่นที่โดนใจ ก็สามารถใช้ระบบค้นหาของ NotebookSPEC ได้ทันที หรือคลิกที่ลิงค์นี้ได้เลย





