Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

ซีอีโอ NVIDIA เตือน “อย่ากลัว AI” เพราะมันคือเครื่องมือของมนุษย์ ไม่ใช่ผู้ร้ายของโลก

NVIDIA AI

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI กลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในแทบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ธุรกิจ การแพทย์ การเงิน การศึกษา ไปจนถึงระบบอัตโนมัติในโรงงานและศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ แต่ขณะเดียวกัน AI ก็ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบต่อการจ้างงาน และความกังวลว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA ออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่า สังคมไม่ควรปลุกปั่นความกลัว AI หรือสร้างภาพให้มันกลายเป็น “ผู้ร้ายของมนุษยชาติ” เพราะนั่นไม่เพียงแต่ทำให้คนเข้าใจเทคโนโลยีผิดไปจากความเป็นจริง แต่ยังอาจทำให้โลกพลาดโอกาสสำคัญจากนวัตกรรมที่กำลังเปลี่ยนอนาคตของมนุษย์

Advertisement

อย่าปลุกปั่นความกลัว AI ด้วยวาทกรรมวันสิ้นโลก

Jensen Huang ให้สัมภาษณ์กับรายการ No Priors โดยกล่าวถึงกระแสต่อต้าน AI ในปัจจุบันว่าเป็นการสร้างวาทกรรมแบบ “วันสิ้นโลก” ที่ทำให้ผู้คนตื่นตระหนกเกินเหตุ และมองเทคโนโลยีในแง่ร้ายสุดโต่ง

เขามองว่าการเล่าเรื่องในลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยให้สังคมเข้าใจ AI ดีขึ้น ตรงกันข้ามกลับยิ่งสร้างความเข้าใจผิด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้กำหนดนโยบายที่อาจยังไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีนี้มากนัก

Jensen ระบุว่า การสร้างความกลัวด้วยภาพจำแบบนิยายวิทยาศาสตร์ ไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ภาคธุรกิจ หรือรัฐบาล เพราะมันทำให้เทคโนโลยีที่ควรเป็นโอกาส ถูกมองเป็นภัยตั้งแต่ยังไม่เข้าใจศักยภาพของมันอย่างแท้จริง


พาดพิงถึงผู้นำบริษัท AI ที่ผลักดันกฎควบคุมเข้ม

แม้ Jensen จะไม่ได้เอ่ยชื่อใครโดยตรง แต่เขาระบุว่ากระแสต่อต้าน AI จำนวนไม่น้อยถูกขับเคลื่อนโดยผู้นำบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ที่กำลังผลักดันให้รัฐบาลออกกฎควบคุม AI อย่างเข้มงวด

จากบริบทการให้สัมภาษณ์ นักวิเคราะห์มองว่าเขาน่าจะพาดพิงถึง Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ซึ่งเคยออกมาแสดงความกังวลว่า AI อาจเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างงานพนักงานออฟฟิศเป็นจำนวนมาก และอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในวงกว้าง

ทั้งสองฝ่ายเคยแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ต่อกันในที่สาธารณะมาแล้วหลายครั้ง โดยฝั่ง NVIDIA มองว่าการควบคุม AI เร็วเกินไป อาจทำให้โลกเสียโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยี และทำให้การแข่งขันทางนวัตกรรมชะลอตัวลง


NVIDIA ชี้ การปิดกั้น AI คือการปิดกั้นอนาคต

Jensen Huang ย้ำว่าการออกกฎควบคุม AI ในลักษณะปิดกั้น ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการส่งออกชิป หรือการสร้างอุปสรรคด้านนโยบาย ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีช้าลง

เขามองว่าตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา วงการ AI พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการวิเคราะห์ การใช้เหตุผล และการวิจัย จนทำให้ AI กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงในโลกธุรกิจ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีทดลองในห้องแล็บอีกต่อไป

Jensen เปรียบเทียบเรื่องความปลอดภัยของ AI กับรถยนต์ โดยมองว่าพื้นฐานของความปลอดภัยคือการที่เทคโนโลยีทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้ก่อน ไม่ใช่การมองมันเป็นอาวุธตั้งแต่ยังไม่เข้าใจศักยภาพของมันอย่างแท้จริง


AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลกดิจิทัล

ในมุมมองของ NVIDIA เทคโนโลยี AI กำลังพัฒนาไปสู่โครงสร้างหลายชั้น ตั้งแต่ระบบสร้างคอนเทนต์อัตโนมัติ ผู้ช่วยอัจฉริยะ ไปจนถึงระบบหุ่นยนต์และอุตสาหกรรมอัตโนมัติ

AI กำลังถูกนำไปใช้งานจริงในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ระบบขนส่งอัจฉริยะ โรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่ ยานยนต์ไร้คนขับ และระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ในองค์กร

NVIDIA มองว่าเป้าหมายของ AI ไม่ใช่การแทนที่มนุษย์ทั้งหมด แต่เป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดภาระงานซ้ำซ้อน และเปิดโอกาสให้มนุษย์ไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น


อย่าหมิ่น AI เพราะมันคือเครื่องมือของมนุษย์

Jensen Huang ย้ำว่า AI ควรถูกมองในฐานะ “เครื่องมือ” ที่ช่วยยกระดับศักยภาพของมนุษย์ มากกว่าจะเป็นศัตรูหรือภัยคุกคาม

เขามองว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่ต่างจากไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตในอดีต และประเทศหรือองค์กรใดที่ปิดกั้นเทคโนโลยีนี้ อาจเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบในการแข่งขันระยะยาว


บทสรุป

ท่ามกลางกระแสความกังวลเกี่ยวกับ AI ที่ถาโถมเข้ามาจากหลายทิศทาง Jensen Huang ซีอีโอ NVIDIA ยังคงยืนหยัดในจุดยืนเดิมว่า สังคมไม่ควรปลุกปั่นความกลัว AI หรือสร้างวาทกรรมวันสิ้นโลก เพราะนั่นคือการตีตราเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโลก

สำหรับ NVIDIA แล้ว AI ไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่คือเครื่องมือสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในทศวรรษข้างหน้า

ที่มา: wccftech

Click to comment
Advertisement

บทความน่าสนใจ

Special Story

ชิปเซ็ต NVIDIA RTX Spark ถูกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์ยุคที่ผู้คนหันมาใช้ AI Model ต่างๆ เพื่อช่วยลดขั้นตอนงานยุ่งยากและเรื่งจิปาถะในชีวิตประจำวันลงไป ไม่ว่าจะเป็น Chatbot หรือ Agent Model ก็ตาม ให้ผู้ใช้ได้โฟกัสกับงานและไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ได้มากขึ้น แถมลดชั่วโมงการทำงานจากหลักร้อยหรือพันชั่วโมงให้เหลือไม่กี่สิบชั่วโมงโดยไม่ต้องรอรีเซ็ต Token ให้งานสะดุดอีกด้วย ซึ่งชิปเซ็ตตัวนี้ NVIDIA เคลมว่ามันรองรับโมเดลขนาดใหญ่ถึง 120B (120...

PR-News

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — ASUS (เอซุส) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก นำเสนอ ASUS Agent Computer ภายใต้แนวคิด “Powering Every AI Choice” ระบบนิเวศด้านฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ครอบคลุมตั้งแต่โน้ตบุ๊ก NUC และมินิพีซี เดสก์ท็อปพีซีที่ปรับแต่งได้ ไปจนถึงเวิร์กสเตชันระดับมืออาชีพและ AI...

PR-News

บทความโดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งขยายขอบเขตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัล ไปสู่การใช้งานจริงในโลกทางกายภาพ  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มักถูกตีกรอบอยู่แค่ระบบที่ทำความเข้าใจ สร้าง และแนะนำข้อมูลได้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), AI Assistant และ Copilot ได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานที่ใช้ความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เราค้นหา สรุปผล สร้างคอนเทนต์ และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น คลื่นลูกแรกของ AI นี้ถือเป็นการปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง Advertisement แต่ทว่า คลื่นลูกถัดไปของ AI จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงทำความเข้าใจข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกคาดหวังให้สามารถโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน ยานยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา ระบบทางการแพทย์ที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบ ปรับแต่ง และตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งการตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มแอปพลิเคชัน AI รูปแบบใหม่ แต่คือการพลิกโฉมความคาดหวังพื้นฐานที่เรามีต่อขีดความสามารถของ AI  เมื่อ AI ขยายตัวจากคลาวด์และสภาพแวดล้อมดิจิทัลเข้าสู่ระบบทางกายภาพ ความอัจฉริยะจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า “รู้” ได้อีกต่อไป ระบบ Physical AI (AI ทางกายภาพ) เช่น หุ่นยนต์อัตโนมัติ จะต้องรับรู้ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน (Functional safety) และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด ทั้งเรื่องพลังงาน ความร้อน และพื้นที่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกด้วย  และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Physical AI อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรม และ AMD เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ AI ในทศวรรษหน้า นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แค่ “รู้” ไปสู่ระบบที่ “ลงมือทำ”  “การลงมือทำ” พลิกโฉมโจทย์ด้านการประมวลผลขั้นพื้นฐาน เมื่อ AI เริ่มโต้ตอบกับโลกทางกายภาพ โจทย์ของการประมวลผลย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แตกต่างจาก Cloud AI ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการขยายสเกล การรับส่งข้อมูลปริมาณมาก และการประมวลผลแบบรวมศูนย์ เพราะ Physical AI มาพร้อมกับข้อกำหนดใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แชตบอตอาจมีอาการหน่วงบ้างในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถเกิดความล่าช้าได้เลย ยานยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถปล่อยให้ระบบทำงานไม่เสถียรได้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ลองตัดสินใจใหม่” ได้เมื่อทุกวินาทีมีผลต่อชีวิต  ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ:  ในโลกทางกายภาพ ความอัจฉริยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบสามารถตอบสนองและลงมือทำได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพของโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ขอบเขตของ Physical AI ก้าวไปไกลกว่าแค่การรันโมเดล AI เพราะความอัจฉริยะจะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการประมวลผล (Inference) การวางแผน การควบคุม และนำไปสู่การลงมือทำในโลกจริง ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ต่างหาก  และนี่คือเหตุผลที่ AMD เชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว Physical AI คือความท้าทายด้าน “วิศวกรรมระบบ” ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการสร้าง “โมเดล AI”  ไม่มีโปรเซสเซอร์ใดเพียงชนิดเดียวที่ขับเคลื่อน Physical AI ได้ทั้งหมด เราจะเข้าใจแนวคิดของ Physical AI ได้ง่ายขึ้น หากลองเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์  สมองของเราทำหน้าที่คิด วิเคราะห์หาเหตุผล และตัดสินใจ ระบบประสาทช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กล้ามเนื้อและข้อต่อทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพอย่างแม่นยำ  ระบบ Physical AI ก็ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การคิดวิเคราะห์และการรับรู้ที่ซับซ้อนต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง การตอบสนองแบบเรียลไทม์ต้องใช้การประมวลผลที่มีความหน่วงต่ำ (Low-latency) ณ จุดที่ต้องทำการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำก็ต้องการระบบควบคุมที่ถูกต้องและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ...

รีวิว Asus

ASUS TUF Gaming A16 FA608UHI จ่ายไม่แพง แรงพร้อมลุยทุกเกม ใช้งานดีรอบด้าน ASUS TUF Gaming A16 FA608UHI รหัสนี้เป็นเกมมิ่งโน้ตบุ๊กรหัสฝาแฝดกับ TUF Gaming F16 ซึ่งได้รีวิวไปก่อนหน้านี้ ดังนั้นทั้งสองรุ่นนี้จึงแชร์องค์ประกอบร่วมกันหลายอย่างตั้งแต่ดีไซน์เรียบง่ายน่าใช้, คีย์บอร์ดเกมมิ่งพร้อมไฟ 1-Zone RGB มีปุ่ม WASD...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก