
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการ AI กำลังขยายตัวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในฝั่ง data center และ AI cluster ขนาดยักษ์ที่ต้องใช้ทั้ง GPU, HBM, networking และ storage ในปริมาณมหาศาล และล่าสุดดูเหมือนว่าคลื่น AI ระลอกใหม่จาก NVIDIA อาจกำลังจะสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรม NAND SSD ทั่วโลก
รายงานวิเคราะห์จาก Citi ระบุว่า ระบบ AI รุ่นถัดไปของ NVIDIA ภายใต้สถาปัตยกรรม Vera Rubin อาจต้องใช้ NAND SSD รวมกันมากกว่า 115 ล้านเทราไบต์ (115.2 Exabytes) ภายในปี 2027 เพียงจาก NVIDIA รายเดียว ซึ่งคิดเป็นเกือบ 10% ของกำลังการผลิต NAND ทั่วโลก
หากตัวเลขนี้เกิดขึ้นจริง ตลาด SSD สำหรับผู้บริโภคทั่วไปอาจได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งในแง่ของปริมาณสินค้าและราคาที่มีแนวโน้มจะพุ่งสูงขึ้นแบบเดียวกับที่ DRAM กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
ปัญหาใหม่ของ AI ยุค Agentic: KV Cache ใหญ่เกิน HBM จะรับไหว
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของระบบ AI ยุคใหม่ที่เรียกว่า Agentic AI คือปริมาณข้อมูลบริบท (Context) ที่ต้องใช้ในการประมวลผลคำสั่งแต่ละครั้ง
ระบบ AI เหล่านี้ต้องสร้างข้อมูลชั่วคราวที่เรียกว่า KV Cache (Key-Value Cache) เพื่อใช้เป็นหน่วยความจำสำหรับเก็บบริบทการสนทนาและคำสั่งก่อนหน้า ซึ่งปกติจะเก็บอยู่ใน HBM (High Bandwidth Memory) บน GPU
แต่ปัญหาคือ…
- โมเดล AI ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
- Context ยาวขึ้น
- จำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด
- ปริมาณข้อมูลต่อ query สูงขึ้นมาก
HBM แม้จะเร็วมาก แต่มีข้อจำกัดด้านความจุ และมีต้นทุนสูงมาก ทำให้ไม่สามารถขยายได้ตามความต้องการของ AI cluster ระดับ hyperscale
NVIDIA เปิดตัว ICMS โซลูชันใหม่ ใช้ NAND SSD แทน HBM บางส่วน
ในงาน CES 2026 ที่ผ่านมา NVIDIA ได้เปิดตัวโซลูชันใหม่ชื่อว่า
Inference Memory Context Storage (ICMS)
ICMS ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นคลังเก็บ KV Cache สำหรับระบบ AI โดยเชื่อมต่อผ่าน BlueField-4 DPU และใช้ NAND SSD ความจุสูงเป็นตัวรองรับข้อมูลแทน HBM บางส่วน
แนวคิดคือ
- HBM ใช้สำหรับงานคำนวณที่ต้องการความเร็วสูงสุด
- NAND SSD ใช้เป็นคลังเก็บ context ขนาดมหาศาล
- ช่วยให้ AI cluster รองรับ agentic AI ได้ในระดับมหาศาล
แต่ผลข้างเคียงคือ… ความต้องการ NAND SSD จะพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด
หนึ่งระบบ Vera Rubin อาจใช้ NAND มากกว่า 1,100 TB ต่อแร็ก
จากการประเมินของ Citi
ระบบ Vera Rubin หนึ่งชุดในรูปแบบ NVL72 configuration
จะใช้ NAND SSD ประมาณ
- 16 TB ต่อ GPU
- 72 GPU ต่อแร็ก
- รวมแล้วประมาณ 1,152 TB ต่อแร็ก หรือมากกว่า 1 เพตะไบต์ต่อระบบ
และหาก NVIDIA สามารถส่งมอบระบบ Vera Rubin ได้ตามเป้า
- ประมาณ 100,000 ระบบภายในปี 2027
นั่นหมายความว่า NVIDIA เพียงรายเดียวจะสร้างดีมานด์ NAND เพิ่มขึ้นถึง
115.2 ล้าน TB (115.2 Exabytes)
คิดเป็นประมาณ 9.3% ของกำลังผลิต NAND ทั่วโลก
อุตสาหกรรม NAND อาจเจอชะตาเดียวกับ DRAM
ปัจจุบันตลาด NAND เริ่มตึงตัวอยู่แล้วจากหลายปัจจัย เช่น
- การขยาย data center ทั่วโลก
- การเติบโตของ AI inference
- การใช้งาน storage ความจุระดับ PB ในคลัสเตอร์
- การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของ Big Tech
หาก NVIDIA ดึง NAND ไปใช้กับระบบ Vera Rubin ในระดับสิบล้านเทราไบต์ต่อปี เท่ากับว่า
- ผู้ผลิต NAND ต้องแบ่งกำลังการผลิตจำนวนมากให้ AI
- ตลาด consumer SSD จะถูกเบียดซัพพลาย
- ราคา SSD อาจพุ่งแรงแบบเดียวกับ DRAM และ HBM
สถานการณ์นี้มีความคล้ายกับวิกฤต DRAM ในปัจจุบัน ที่ AI data center แย่งกำลังการผลิตจากตลาดผู้บริโภคทั่วไป จนทำให้ราคาแรมพุ่งขึ้นหลายเท่าตัว
ผู้บริโภคอาจโดนผลกระทบเต็ม ๆ
หากแนวโน้มนี้ยังเดินหน้าต่อไป สิ่งที่ผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องเผชิญในอนาคตอันใกล้ ได้แก่
- SSD ความจุสูงเริ่มหายาก
- ราคาพุ่งขึ้นต่อเนื่อง
- รุ่นความจุ 2TB – 4TB กลายเป็นของแพง
- ตลาด DIY และโน้ตบุ๊กได้รับผลกระทบโดยตรง
โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่ราคาฮาร์ดแวร์มักอ้างอิงราคานำเข้าและค่าเงิน หาก NAND ราคาตลาดโลกขยับขึ้น 20–30% ก็มีโอกาสเห็น SSD ระดับ 2TB ขยับขึ้นหลักพันบาทต่อรุ่นได้ไม่ยาก
Vera Rubin คือก้าวใหม่ของ NVIDIA ที่อาจเขย่าวงการ Storage ทั้งโลก
NVIDIA ประกาศชัดว่า Agentic AI คือเป้าหมายหลักของแพลตฟอร์มในยุคถัดไป และระบบ Vera Rubin จะเป็นหัวใจของ AI data center รุ่นใหม่
แม้ ICMS จะช่วยให้ AI cluster ทำงานได้ทรงพลังขึ้นอย่างมหาศาล
แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันอาจกลายเป็นตัวเร่งให้ตลาด NAND เข้าสู่ภาวะตึงตัวเร็วขึ้นกว่าที่อุตสาหกรรมคาดไว้
และถ้าประวัติศาสตร์ DRAM เป็นบทเรียนได้ดีพอ
ตลาด SSD อาจกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ของแพงขึ้นเพราะ AI” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สรุปภาพรวม
- NVIDIA Vera Rubin ใช้ NAND SSD เป็นคลัง KV Cache ผ่าน ICMS
- หนึ่งระบบอาจใช้มากกว่า 1,100 TB
- ภายในปี 2027 อาจกิน NAND รวมกว่า 115 ล้าน TB
- คิดเป็นเกือบ 10% ของกำลังผลิต NAND โลก
- เสี่ยงทำตลาด SSD ขาดแคลนและราคาพุ่ง
ถ้าแนวโน้มนี้เกิดขึ้นจริง ผู้บริโภคทั่วไปอาจต้องเตรียมใจรับยุค SSD แพงแบบเดียวกับที่ DRAM กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้
ที่มา: wccftech





