
iPad และเคสไอแพดเป็นของคู่กันเสมอ โดยพื้นฐานแล้วก็จะเป็นแบบ Folio เป็นเคสติดปกไว้ปิดจอพร้อมระบบ Auto Sleep / Wake ให้ใช้งานและแบบ Magic Keyboard เป็นแบบติดแป้นพิมพ์มาให้ใช้ทำงานทดแทน MacBook ในบางโอกาสได้สะดวก ซึ่ง Apple ออกแบบและผลิตจำหน่ายด้วยตัวเองแต่ราคาก็จะสูงอยู่บ้างจึงมีรุ่นทางเลือกจากผู้ผลิตรายย่อยเจ้าอื่นซึ่งทำราคาดีกว่าเป็นเท่าตัวและได้ฟังก์ชั่นใกล้เคียงกันมากและบางตัวก็ออกแบบมาแก้ปัญหาการดีไซน์จากผลิตภัณฑ์ดั้งเดิม อย่างการเพิ่มช่องเก็บ Apple Pencil เข้ามาป้องกันไม่ให้สไตลัสตกหายหรือโดนของใช้ชิ้นอื่นเบียดกดเข้ามาแล้วเกิดการเสียหายได้ นอกจากนี้ผู้ผลิตเคสหลายเจ้าก็เลือกเสริมยางกันกระแทกเข้ามาตามขอบมุมเพื่อลดความเสียหายตอนเกิดเหตุสุดวิสัยอีกด้วย
วิธีการดีไซน์เคส iPad ก็น่าสนใจขึ้นมากโดยเฉพาะวิธีพับปกเคสทั้งการพับสามเหลี่ยมปิรามิดเหมือนปกเคส Folio พื้นฐาน, พับทรงสามเหลี่ยมจีบด้านพร้อมชื่อเรียกแบบศิลปะการพับกระดาษญี่ปุ่นว่า “โอริงามิ (Origami)” หรือแม้แต่ทรงตั้งเหมือนป้ายโฆษณาก็เริ่มมีให้เห็นมากขึ้นให้ผู้ใช้เลือกวิธีตั้ง iPad ได้หลากหลายแบบยิ่งขึ้นด้วย
เรื่องควรทราบเกี่ยวกับเคสไอแพด
- Apple เปิดตัว iPad รุ่นแรกพร้อมเคสไอแพดแบบพื้นฐาน ปกป้องตัวเครื่องได้แต่ไม่มีแม่เหล็กกับระบบ Auto Sleep / Wake เหมือน Smart cover สำหรับ iPad รุ่นถัดมา
- วัสดุพื้นฐานสำหรับทำเคสมีส่วนประกอบหลักเป็น TPU (Thermoplastic Polyurethane) เป็นพลาสติกความยืดหยุ่นสูงให้ตัวได้และ Polycarbonate เป็นพลาสติกขึ้นรูปง่ายจึงนิยมใช้สร้างของใช้ทั่วไปหรือทำวัสดุก่อสร้างและประกอบอยู่กับยานพาหนะแบบต่างๆ
- เคสหนังแท้หรือผ้าบางประเภทจะปิดวัสดุดังกล่าวไว้ชั้นบนสุดเพื่อความสวยงาม ส่วนชั้นด้านในเป็นแม่เหล็กกับพลาสติก TPU, PU เพื่อความแข็งแรงทนทานเช่นเดิม

เคสไอแพดมีกี่แบบ แล้วเหมาะกับการใช้งานแบบไหนบ้าง?

เคสไอแพดรุ่นแรกนั้นเกิดมาพร้อมกับแท็บเล็ตยอดนิยมของ Apple ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ในตอนแรกนั้นเรียบง่ายและผลิตจากผ้าไมโครไฟเบอร์เพื่อปกป้องแท็บเล็ตเท่านั้น ไม่มีลูกเล่นใดๆ เลย แม้แต่ Auto Sleep / Wake หรือแม้แต่พับปกตั้งเครื่องใช้งานก็ตาม จน iPad รุ่นถัดมาติดตั้งแม่เหล็ก, เซนเซอร์และเปลี่ยนมาใช้ Smart cover case ปิดแต่หน้าจอแล้วพัฒนาเป็น Smart Folio ซึ่งปิดทั้งตัวแล้วกลายเป็นเคสมาตรฐานในปัจจุบันในที่สุด

เคส Smart Folio นอกจากปิดตลอดหน้าจอแล้ว ตัวเคสก็จะมีบอดี้ส่วนหลังโอบปิดเครื่องและหนาเสมอกับฐานกล้องหลังเพื่อให้วางเครื่องกับพื้นโต๊ะแล้วเลนส์ไม่ขูดกับพื้นโต๊ะจนเสียหายและพับปกเคสได้ 3 ทบ แล้วตั้งเครื่องใช้งานได้ แต่ก็ยังมีข้อสังเกตว่าปกเคสแบบนี้ไม่มีช่องใส่ Apple Pencil ทำให้ตอนติดปากกากับ iPad และเก็บเข้ากระเป๋าแล้วอาจโดนของใช้ชิ้นอื่นเบียดจนหลุดหรือทับจนเสียหายได้
เหตุผลข้างต้นทำให้เคสของผู้ผลิตเจ้าอื่นทำช่องใส่สไตลัสนี้มาโดยเฉพาะและเพิ่มวิธีการพับปกให้หลากหลายแบบขึ้นให้เจ้าของใช้ทำงานสะดวกกว่าเดิม ยิ่งถ้าเป็นศิลปินจะเหมาะมากเพราะตอนพับปกให้เป็นทรงสามเหลี่ยมแล้ววางเครื่องนอนกับพื้นก็ใช้ Apple Pencil วาดเขียนสะดวกขึ้น เหมาะกับนักเรียนนักศึกษา, ศิลปิน, Sale & AE รวมถึงพนักงานขายประกันมาก แต่เวลาต้องพิมพ์ข้อความต้องใช้คีย์บอร์ดของระบบ iPadOS เท่านั้น จึงเสียเวลาตอนพิมพ์พอสมควร

แต่วิธีแก้ปัญหาก็แค่ซื้อคีย์บอร์ด Bluetooth มาใช้งานแทนก็พอแล้ว และขนาดของแป้นพิมพ์เหล่านี้ก็เล็กไม่เทอะทะจึงพกไปกันสะดวกแถมบางรุ่นเช่น Logitech K380 ในตัวอย่างก็เชื่อมต่อได้ 3 เครื่อง จึงกดสลับใช้งานง่ายจึงใช้ร่วมกับ MacBook หรือ iPhone ได้ตามชอบ อย่างมากก็ต้องจำคีย์ลัดใหม่อีกนิดหน่อยก็จะใช้งานสะดวกแล้วแถมราคาอันหนึ่งก็เพียงแค่พันบาทต้นเท่านั้น พอคิดราคาโดยเอา Smart Folio case ราคา 2,990~3,990 บาท เป็นตัวตั้ง รวมกับคีย์บอร์ดไร้สายอีกราว 1,200 บาท ราคาจะอยู่ที่ 4,190~5,190 บาทเท่านั้น ซึ่งราคาถูกกว่า Magic Keyboard ทุกรุ่นและจับคู่กับ iPad ได้ทุกสเปค แค่ไม่มีทัชแพดจึงต้องใช้นิ้วแตะเลือกบนหน้าจอเท่านั้น หากใครใช้ iPad พิมพ์งานบ้างแต่ไม่ถี่นักหรือตั้งใจจะใช้แท็บเล็ตทำงานแทนโน้ตบุ๊กก็หันมาใช้วิธีนี้จะประหยัดเงินกว่ามาก
กลับกันคีย์บอร์ด Bluetooth ก็มีเรื่องต้องใส่ใจอยู่ 2 ประเด็น คือ การเชื่อมต่อไร้สายบางโอกาสจะทำงานไม่เสถียร พิมพ์แล้วดีเลย์และตัวแป้นไม่จับคู่กับ iPad ในบางโอกาส ยังสับสวิตช์ปิดเปิดใหม่ให้เครื่องจับคู่กันอีกครั้งก็แก้ปัญหาได้แล้ว อีกประเด็นคือคีย์บอร์ดเหล่านี้ใช้แบตเตอรี่ AAA*2 ก้อน ซึ่งชาร์จไฟกลับไม่ได้และพอไฟในแบตเริ่มอ่อนก็จะทำงานไม่เสถียรยิ่งขึ้น จึงต้องเตรียมแบตชุดใหม่รอเอาไว้เสมอ




ด้าน Magic Keyboard นอกจากโครงสร้างแบบ Folio case ปกป้องหน้าจอและฝาหลังได้เหมือนกันแล้ว รายละเอียดส่วนอื่นจะต่างไปทั้งหมด ไม่ว่าจะมีแป้นพิมพ์ Tenkeyless keyboard กับแป้นทัชแพดติดมาให้ใช้ได้เหมือนโน้ตบุ๊ก จึงกดเลือกสิ่งต่างๆ และพิมพ์งานง่ายไม่น้อยหน้า MacBook แล้ว ถ้าสังเกตจากด้านข้างจะเห็นได้ทันทีว่ามันประกอบติดกับ iPad โดยใช้แม่เหล็กดูดเข้าหาเครื่อง โดยจุดเด่นเฉพาะตัวมีดังนี้
- ดีไซน์เคสยกลอย เวลาเปิดเครื่องใช้งานแล้วก้านบานพับบนฝาหลังจะเอนออกเล็กน้อยให้เข้ามุมสายตาผู้ใช้อย่างพอเหมาะพอดี
- คีย์บอร์ดใช้สวิตช์ Scissor switch ติดไฟ LED Backlit ให้พิมพ์งานสะดวกทุกสถานการณ์ มีระยะกด 1 มม. เท่ากับแป้นพิมพ์ของ MacBook Air สั้นกว่า MacBook Pro ระยะ 1.15 มม. เล็กน้อย
- ติดตั้ง Function key มาให้ 14 ปุ่ม ไว้กดควบคุมตัวเครื่องเหมือนใน MacBook
- แป้นทัชแพดกระจกตอบสนองแบบสั่นและรองรับ Multi-touch ตอบสนองรวดเร็ว
- พอร์ต USB-C ใช้ชาร์จแป้นพิมพ์และส่งกระแสไฟฟ้าผ่าน Smart connector ไปชาร์จ iPad ได้พร้อมกัน
ในตอนนี้ Apple มี Magic Keyboard สำหรับ iPad มีทั้งหมด 3 รุ่นย่อย แบ่งตามขนาดหน้าจอให้ประกอบเข้าหากันอย่างพอเหมาะพอดีและใช้ทำงานได้อย่างราบลื่นเต็มประสิทธิภาพ แลกกับราคาสูงร่วมหรือเกินหมื่นบาท โดยมีรุ่นดังนี้
- Magic Keyboard Folio สำหรับ iPad (Apple A16) ราคา 8,990 บาท มีแป้นพิมพ์กับทัชแพด แต่เปลี่ยนจากเคสแบบยกลอยเป็นแบบติดขาตั้งไว้ด้านหลังให้ตั้งเครื่องทำงานสะดวกขึ้น
- Magic Keyboard สำหรับ iPad Air (Apple M4) แยกตามขนาดหน้าจอ ได้แก่ 11″ ราคา 9,990 บาท กับ 13″ ราคา 10,990 บาท เป็นดีไซน์ยกลอยพร้อมขาตั้งพับเอนได้ มีพอร์ต USB-C, แป้นพิมพ์และทัชแพดเช่นเดียวกับในภาพตัวอย่าง ซึ่งดีไซน์นี้ใช้ร่วมกับ iPad Pro ด้วย
- Magic Keyboard สำหรับ iPad Pro (Apple M5) แยกตามขนาดหน้าจอ ได้แก่ 11″ ราคา 10,990 บาท กับ 13″ ราคา 12,490 บาท




กลับกันเมื่อราคาเคสของ Apple ทั้งสูงและมีดีไซน์บางส่วนให้ปรับปรุงเพิ่มได้ ทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมหลายเจ้าพากันเปิดตัวเคสไอแพดในแบบฉบับของตัวเองออกมาหลายรุ่น ไม่ว่าจะแบบพื้นฐานตั้งเครื่องใช้งานได้แล้วเสริมขอบยางกันกระแทกและช่องใส่ Apple Pencil เข้ามา, ออกแบบวิธีพับปกเคสใหม่ให้ตั้งแท็บเล็ตใช้งานได้หลายวิธียิ่งขึ้น ฯลฯ และบางรุ่นก็ติดตั้งคีย์บอร์ด Bluetooth มาให้ใช้งานร่วมกันสะดวกขึ้นและฟังก์ชั่นก็ไม่น้อยหน้า Magic Keyboard Folio แน่นอน
ดังนั้นถ้าสรุปวิธีเลือกเคสให้ iPad เครื่องใหม่ตามวิธีใช้งานจะเป็นดังนี้
- Smart Folio case – เหมาะกับการใช้งานทั่วไป เช่น ดูหนังฟังเพลงและใช้ Apple Pencil เป็นหลัก อาจพิมพ์จดหรือเติมข้อความเข้าไปในเอกสารบ้างเล็กน้อย สามารถซื้อคีย์บอร์ด Bluetooth มาใช้พิมพ์งานทดแทนได้ แต่พอไม่มีทัชแพดจึงต้องใช้นิ้วแตะเลือกสิ่งต่างๆ บนหน้าจอแทน
- Magic Keyboard case – เหมาะกับคนอยากลงทุนกับอุปกรณ์ทำงานให้ใช้ดีโดยไม่เกี่ยงราคาและตัดปัญหาจุกจิกของคีย์บอร์ดบลูทูธทิ้งไปทั้งหมดให้พิมพ์งานสะดวกและมีทัชแพดไว้ใช้ให้นิ้วไม่ต้องแตะหน้าจอและละมือจากแป้นพิมพ์บ่อยๆ โดยเฉพาะถ้าเป็นงานเลขานุการ, แอดมินดูแลเพจ Facebook, เซลส์และ AE ฯลฯ ก็คุ้มการลงทุน
4 เคสไอแพดน่าใช้ ป้องกันเครื่องได้สบาย ฟีเจอร์ครบเครื่องตอบโจทย์คนทำงาน!
- AMAZINGthing Minimal (990 บาท)
- TORRAS Ostand K1 (1,170 บาท)
- Nillkin Backlit (3,466 บาท)
- Logitech Flip Folio (2,940~3,740 บาท)
1. AMAZINGthing Minimal (990 บาท)

| วัสดุ / ประเภทของเคส | พลาสติก PC กับ TPU ประเภท Smart Folio case |
| iPad รุ่นที่รองรับ | iPad Gen 10~11 หน้าจอ 10.9″ / 11″ iPad Air |
| ฟีเจอร์พิเศษ | ปกเคสพับแบบโอริงามิตั้งเครื่องแนวตั้งและนอนได้ ถอดปกแยกจากเคสพลาสติกได้ มีช่องเก็บ Apple Pencil ขอบเสริมยางกันกระแทกปกป้องเครื่องรอบตัว |
| ราคา | 990 บาท ลิ้งค์สั่งซื้อ: maitreechit Shopee Mall |
เคสไอแพดสำหรับ iPad Gen 10~11 กับ iPad Air ของ AMAZINGthing รุ่น Minimal จะแยกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เคสพลาสติก PC ผสม TPU เพื่อความแข็งแรงทนทาน เสริมขอบรับแรงกระแทกตอนเผลอทำหลุดมือหรือหล่นจากโต๊ะแล้ว แท็บเล็ตกับ Apple Pencil ก็ไม่เสียหายและเอาปกเคสมาปิดป้องกันหน้าจอและได้ฟีเจอร์ Auto Sleep / Wake ได้ แถมวิธีพับปกแบบโอริงามิก็ช่วยให้พับปกในทรงสามเหลี่ยมตามปกติหรือจีบปลายปกทั้งสองด้านเข้าหากันแล้ววางเครื่องในแนวตั้งได้ จึงเหมาะทั้งตอนดูหนังฟังเพลงและใช้อ่านเอกสารหรือพิมพ์งานก็สะดวก แต่น่าเสียดายว่าทางบริษัทผลิตมาเฉพาะรุ่นขวัญใจมหาชนอย่าง iPad Gen 10~11 และ iPad Air เท่านั้น ถ้าใครใช้ iPad Pro ต้องเลือกซื้อรุ่นอื่นแทน
ข้อดี
- เคสเป็นพลาสติก PC กับ TPU ปกป้องรอบตัวได้ดีและทนการตกจากความสูง 1.2 เมตร
- ปกของเคสกับเคสสามารถถอดแยกและประกอบกลับเข้าหากันได้สะดวก
- มีช่องเก็บ Apple Pencil ให้เก็บสไตลัสได้ไม่หล่นหายและมีช่องตั้งปากกา
- เลือกได้ถึง 3 สี ได้แก่ สีเทา, สีดำและสีฟ้าน้ำทะเลให้เข้ากับรสนิยมส่วนตัว
ข้อสังเกต
- ตอนนี้มีจำหน่ายเฉพาะ iPad Gen 10~11 และ iPad Air เท่านั้น ยังไม่มี
2. TORRAS Ostand K1 (1,170 บาท)

| วัสดุ / ประเภทของเคส | พลาสติก PC กับ TPU ประเภท Smart Folio case |
| iPad รุ่นที่รองรับ | iPad mini Gen 6~7 iPad Gen 10~11 iPad Air 11″ Gen 4~8 iPad Air 13″ Gen 6~8 iPad Pro 11″ / 13″ |
| ฟีเจอร์พิเศษ | ยกขอบป้องกันเลนส์กล้องหลัง 1.5 มม. กรอบเคสรอบตัวเสริมขอบกันกระแทกพิเศษมาให้ มีช่องใส่ Apple Pencil พร้อมชาร์จได้ ขาตั้งหลังเคสปรับใช้งานได้ตั้งแต่ 35~90 องศา ผ่านการทดสอบความแข็งแรง MIL-STD-810H |
| ราคา | 1,170 บาท ลิ้งค์สั่งซื้อ: TORRAS Shopee Mall |
TORRAS เป็นผู้ผลิตเคสและอุปกรณ์เสริมสำหรับสมาร์ทโฟนคุณภาพสูง เน้นความแข็งแรงทนทานแต่ยังดูเรียบง่ายและมีเคสสำหรับ iPad ทุกรุ่นตั้งแต่ iPad mini ถึงรุ่น Pro เป็นซีรีย์ TORRAS Ostand K1 ซึ่งซีรีย์นี้ไม่มีปกเคสให้ใช้ แต่ได้ขาตั้งอลูมิเนียมแบบขาเตี้ยและสูงไว้ตั้งเครื่องใช้ในแนวตั้งหรือนอนได้สะดวกและถ้าเผลอทำตกก็มีขอบยางกันกระแทกพิเศษเสริมเข้ามารอบตัวไม่ให้ iPad กับ Apple Pencil เสียหายแล้ว ยังผ่านการทดสอบความแข็งแรงได้มาตรบาน MIL-STD-810H ด้วย หากใครใช้งานแท็บเล็ตอย่างสมบุกสมบันหรือมีบางจังหวะเผลอทำเครื่องตกกระแทกพื้นได้บ้างก็แนะนำให้ซื้อเคสแบรนด์นี้ไปใช้ได้เลย จะได้ปกป้องเครื่องได้อุ่นใจขึ้น
ข้อสังเกตหลักๆ ของเคส TORRAS Ostanad ตัวนี้ อย่างแรกคือมันไม่มีปกไว้ปิดหน้าจอเหมือนกับ Smart Folio case ตัวอื่น เวลาใช้เสร็จก็ควรกดล็อคหน้าจอให้เรียบร้อยและต้องระวังของชิ้นอื่นกระทบโดนหน้าจอเอาและตัวเคสค่อนข้างหนาจึงน่าจะไม่ถูกใจผู้ใช้บางกลุ่มนัก
ข้อดี
- มีเคสไว้ใช้กับ iPad หลากหลายรุ่นตั้งแต่ mini จนถึง Pro ทุกขนาดหน้าจอ
- พลาสติก PC กับ TPU ออกแบบให้มีจุดรับแรงกระแทกรอบตัวรวมถึงเลนส์กล้องหลังด้วย
- มีช่องใส่ Apple Pencil ในตัวและเมื่อเก็บสไตลัสแล้วจะดูดติดและชาร์จไปพร้อมกัน
- ก้านขาตั้งด้านหลังเคสสามารถกางได้กว้างตั้งแต่ 35~90 องศา ให้ปรับใช้งานได้สะดวก
- ผ่านมาตรฐานการทดสอบ MIL-STD-810H เวลาเกิดสุดวิสัยแล้ว iPad ก็ยังไม่เสียหาย
ข้อสังเกต
- ตัวเคสหนากว่าเคสไอแพดรุ่นอื่นพอควรแต่แข็งแรงทนทาน ปกป้องเครื่องได้ดีมาก
- เคสเป็นแบบโครงพร้อมขาตั้งเท่านั้น ไม่มีปกเคสติดมาให้เหมือนรุ่นอื่น
3. Nillkin Backlit (1,859~3,466 บาท)

| วัสดุ / ประเภทของเคส | พลาสติก PC กับ TPU ประเภท Smart Folio case มีคีย์บอร์ด |
| iPad รุ่นที่รองรับ | iPad Air iPad Pro |
| ฟีเจอร์พิเศษ | เคสเป็นแบบฝังคีย์บอร์ดไร้สายและทัชแพดมาให้ คีย์บอร์ดมีไฟ LED Backlit ให้พิมพ์งานตอนไฟสลัวสะดวก ช่องเก็บ Apple Pencil แบบเก็บและชาร์จ มีบานสไลด์ไว้ปิดเลนส์กล้องหลัง ขาตั้ง Kickstand ด้านหลังปรับมุมได้ 110~180 องศา |
| ราคา | ลิ้งค์สั่งซื้อ; iPad Air 13″ (2024) ราคา 1,859 บาท รุ่นอื่นในลิ้งค์ข้างต้นมีราคาดังนี้ iPad Air 10.9″ (Gen 4~5), iPad Air 11″ (2024~2026), iPad Pro 11″ (2020~2022) ราคา 3,467 บาท 12.9″ (2020~2022), iPad Air 13″ (2024) ราคา 4,623 บาท iPad Pro 13″ (2024) ราคา 4,629 บาท iPad Pro 11″ (M4 / M5) ราคา 2,955 บาท |
Nillkin Backlit เป็นเคสกันกระแทกคุณภาพสูงเสริมขอบกันกระแทกรอบตัวรวมถึงเลนส์กล้องหลังพร้อมบานสไลด์มาให้ครบเครื่องแล้ว ด้านหลังเคสยังมีขาตั้งติดมาให้กางใช้ตอนตั้งเครื่องใช้ดูหนังฟังเพลงหรือพิมพ์งานด้วยปกเคสแบบมีแป้นพิมพ์ติดไฟ LED Backlit และแป้นทัชแพดมาให้ครบเครื่องและเชื่อมต่อกับ iPad Air และ Pro หลากหลายรุ่นผ่าน Bluetooth 3.0 แล้วใช้งานได้ทันที แถมทางบริษัทก็ออกแบบให้ปกและเคสถอดแยกจากกันได้ให้เจ้าของจัดระยะห่างหน้าจอและคีย์บอร์ดได้ตามต้องการไม่พอ ยังมีช่องเก็บ Apple Pencil แบบตัดเว้นระยะมาพอดี เมื่อเก็บแล้วสไตลัสจะดูดติดกับแท็บเล็ตแล้วชาร์จอัตโนมัติอีกด้วย ถ้าใครกำลังจะซื้อเคสไอแพดอันใหม่มาใช้อยู่แล้วก็แนะนำให้พิจารณาเคส Nillkin เอาไว้ด้วย เพราะคุณภาพดีสมราคาน่าใช้มาก
ข้อสังเกตของ Nillkin Backlit นี้ก็เหมือนกับเคสกันกระแทกตัวอื่นที่หนาและมีน้ำหนักระดับหนึ่งเพื่อป้องกัน iPad กับ Apple Pencil ได้ดีขึ้น ซึ่งถ้าพกใส่กระเป๋าเป้หรือกระเป๋าโท้ท (Tote bag) ก็ไม่ค่อยมีปัญหาแต่ถ้าถือร่วมกับเอกสารหรือหนังสือเล่มอื่นอาจรู้สึกว่าใหญ่เต็มมือหน่อย หากใครอยากจะได้ Magic Keyboard Folio แต่ราคาเกินงบประมาณไปพอควรก็หันมาซื้อเคสนี้แทนก็ดีเช่นกัน
ข้อดี
- ปกเคสติดตั้งคีย์บอร์ดและทัชแพดไว้ให้ใช้กับ iPad Air, iPad Pro สะดวกขึ้น
- แป้นพิมพ์มีไฟ LED Backlit ทำให้พิมพ์งานในที่แสงน้อยไฟสลัวง่ายขึ้น
- ปกคีย์บอร์ดสามารถถอดแยกจากเคสแล้วยังพิมพ์งานได้ด้วยระบบ Bluetooth 3.0
- มีช่องเก็บ Apple Pencil ติดมาให้เพื่อป้องกันสไตลัสหล่นหายเวลาพกไปใช้นอกสถานที่
- ขาตั้ง Kickstand หลังเคสปรับให้เข้ากับมุมสายตาสะดวกขึ้น
- ติดตั้งบานสไลด์มาให้ปิดกล้องหลังเวลาไม่ได้ใช้งาน ช่วยป้องกันเลนส์ได้ดี
ข้อสังเกต
- ตัวเคสหนากว่าเคสอื่นเป็นพิเศษเพราะมีขอบกันกระแทกและแป้นพิมพ์ในตัว
- มีเฉพาะ iPad Air กับ iPad Pro เท่านั้น ไม่มีสำหรับ iPad mini หรือ iPad รุ่นมาตรฐาน
4. Logitech Flip Folio (2,940~3,740 บาท)

| วัสดุ / ประเภทของเคส | พลาสติก PC กับ TPU ประเภท Smart Folio case มีคีย์บอร์ด |
| iPad รุ่นที่รองรับ | iPad Air (M1~M4) iPad Pro (M4, M5) |
| ฟีเจอร์พิเศษ | เคสและคีย์บอร์ดแยกและดูดติดกันได้ด้วยแม่เหล็ก เคสทรง Smart Folio ปกป้องรอบตัวเครื่องและเลนส์กล้องได้ดี มีสันสำหรับวาง iPad, iPhone ใช้งานในแนวตั้งคู่กัน แบตเตอรี่ CR2016 ในคีย์บอร์ดใช้งานได้ 2 ปี |
| ราคา | ลิ้งค์สั่งซื้อ; iPad หน้าจอ 11″ ราคา 2,940 บาท และ iPad หน้าจอ 13″ ราคา 3,740 บาท |
ถ้าอยากได้เคสไอแพดพร้อมคีย์บอร์ดแต่ไม่เกี่ยงว่าต้องมีทัชแพดล่ะก็ Logitech Flip Folio นี้จะเหมาะมาก เพราะมันเป็นเคสแบบ Smart Folio พร้อมระบบ Auto Sleep / Wake เช่นเดียวกับเคสอื่นและกางออกมาใช้หน้าปกเป็นขาตั้งปรับมุมองศาหน้าจอให้ iPad อยู่ในมุมให้ดูจอใช้งานง่ายขึ้นและเว้นขอบเครื่องไว้ให้ติด Apple Pencil เพื่อชาร์จไฟได้ทันที แถมยังดึงคีย์บอร์ดที่ดูดติดกับปกเคสออกมาจับคู่กับ iPad, iPhone และ MacBook แล้วสลับใช้งานได้สะดวกมาก ไม่ต้องมีคีย์บอร์ดแยกหลายชิ้นให้วุ่นวายแถมมีปุ่มฟังก์ชั่นติดมาให้ครบถ้วนจึงใช้งานสะดวกมาก ถ้าใครใช้ iPad Air หรือ Pro ก็เหมาะกับมันมาก
กลับกันตัวเคสจะปกป้องหน้าจอและฝาหลังของ iPad เท่านั้น ไม่มีกรอบป้องกันรอบตัวเหมือนกับเคสกันกระแทกตัวอื่น อย่างมากเพียงแค่ยกกรอบรอบเลนส์กล้องหลังเท่านั้นจึงควรระวังอย่าเผลอทำเครื่องตกกระทบกระแทกอะไรแรงนัก และแนะนำให้เตรียมถ่านกระดุม CR2016 อีก 4 ก้อน ติดกระเป๋าเอาไว้เปลี่ยนกับชุดตั้งต้นในคีย์บอร์ดด้วยจะได้ทำงานต่อเนื่องขึ้น หากใครกำลังจะซื้อเคสไอแพดอันใหม่มาปกป้องเครื่องและมีคีย์บอร์ดไว้ใช้ร่วมกับอุปกรณ์ Apple ชิ้นอื่นก็แนะนำให้ซื้อมันไปใช้ได้เลย
ข้อดี
- เคสกับคีย์บอร์ดบลูทูธสามารถถอดแยกและดูดติดกลับเข้าหากันได้ด้วยแม่เหล็ก
- ตัวเคสมีสันแนวตั้งไว้วาง iPad และ iPhone ในแนวตั้งใช้งานร่วมกันได้ทันที
- คีย์บอร์ดจับคู่และสลับใช้งานได้ 3 อุปกรณ์ มีแบตเตอรี่ในตัวใช้งานได้นาน 2 ปีทีเดียว
- ปกเคสพับตั้งฉากใช้เป็นขาตั้งเพื่อทำงานและดูคอนเทนต์ได้สะดวกขึ้น
- แป้นพิมพ์มีคำสั่ง Hotkeys ติดมาให้ตั้งค่าและเรียกคำสั่งลัดมาใช้สะดวกขึ้น
ข้อสังเกต
- คีย์บอร์ดใช้ถ่านกระดุมรหัส CR2016 ทั้งหมด 4 ก้อน จึงควรซื้อมาสำรองไว้ใช้ด้วย
- เคสปกป้องฝาหลังและหน้าจอเท่านั้น จึงควรระวังขอบเครื่องสักนิดจะดีมาก

จะ iPhone หรือ iPad ต่างก็ควรมีเคสเอาไว้ป้องกันเครื่องเพื่อลดริ้วรอยเวลาใช้งานและถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นมาก็ยังป้องกันเครื่องได้ระดับหนึ่ง ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีดีไซน์กับจุดเด่นเฉพาะตัวให้ผู้ใช้เลือกซื้อได้ตามรสนิยมและโจทย์การใช้งาน ไม่ว่าจะเน้นกันกระแทกปกป้องแท็บเล็ตให้ดูสวยงามหรือเน้นบางพกง่ายมีฟีเจอร์เยอะก็มี แถมราคาถูกกว่าสินค้า Apple อีกด้วย ซึ่งถ้าใครเพิ่งได้ iPad ใหม่มาหรือเครื่องเก่ายังดีแต่เคสสภาพโทรมเหมือนผ่านศึกใหญ่มาก็แนะนำให้ลงทุนเปลี่ยนสักหน่อยก็ให้ความรู้สึกสดใหม่น่าใช้ขึ้นพอควรแล้ว และถ้าแบ็คอัพงานแล้วทำ Factory reset ล้างเครื่องเริ่มใหม่กันสักครั้งก็ช่วยให้มันทำงานดีขึ้นอีกหลายเท่าทีเดียว
Images credit: Apple, MOFT, ESR, Logitech, List of iPad accessories (Wikipedia)
บทความที่เกี่ยวข้อง






