MSI Cyborg 15 Black Edition เกมมิ่งโน้ตบุ๊กค่าตัวเข้าถึงได้ ฟีเจอร์มีติดมาพอตัว!

ในยุคที่ราคา RAM, SSD แพงขึ้นมหาศาล ทำให้แต่ละบริษัทเลือกเปิดตัวโน้ตบุ๊กเกมมิ่งราคาประหยัดโดยลดสเปคบางส่วนลงไปบ้าง เช่น MSI Cyborg 15 Black Edition ที่ใช้ดีไซน์เครื่องแบบคลาสสิคของซีรีย์ MSI Cyborg เป็นสีดำตัดกับไฟ LED Backlit สีฟ้าและปุ่ม WASD แบบใสให้ดูเรียบง่ายสวยงามทั้งตอนจัดโต๊ะคอมเล่นเกมอยู่กับบ้านหรือพกไปใช้งานนอกสถานที่ก็ไม่นำสายตานัก แถมราคาทั้งสองรุ่นย่อยก็อยู่ในช่วง 40,000 บาท จึงตัดสินใจได้ไม่ลำบากนัก
ชิปเซ็ตของ Cyborg 15 Black Edition เป็น Intel 13th generation จับคู่ NVIDIA GeForce RTX 4050 สมรรถนะยังดีพอให้เล่นเกมชั้นนำบนความละเอียด 1080p ได้ดีและมี Upscaling กับ Frame generation ไว้ให้เล่นเกมลื่นไหลขึ้นและได้ชุดระบายความร้อน Cooler Boost มาช่วยคุมอุณหภูมิให้เย็นต่อเนื่อง ถึงจะเปิดใช้ต่อเนื่องทั้งวันก็ไม่มีปัญหา นอกจากนี้ยังให้ฟีเจอร์เพิ่มคุณภาพชีวิตอย่างก้านบานพับหน้าจอกางได้กว้าง 180 องศาเสมอกับพื้นโต๊ะรวมถึงระบบ Matrix Display ต่อหน้าจอแยกได้อีก 2 บาน เพิ่มพื้นที่ Desktop ให้เปิดหลายโปรแกรมควบคู่กันได้สะดวกขึ้นมาก

NBS Verdicts

MSI Cyborg 15 Black Edition เป็นตัวเลือกราคาประหยัดเพื่อเกมเมอร์งบจำกัดได้ซื้อเกมมิ่งโน้ตบุ๊กเอาไว้เล่นเกมชั้นนำบนความละเอียด 1080p ปรับกราฟิคสูงสุดได้ดี มี Upscaling และ Frame generation 2X ไว้ช่วยเร่งเฟรมเรทในหลายๆ เกมให้สูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง แม้จะไม่มากเหมือน GeForce RTX 50 series แต่ก็ไม่น้อยหน้ากัน และพอได้ลองเล่นเกมชั้นนำในปัจจุบันนี้อย่าง 007 First Light หรือ Forza Horizon 6 เพียงแค่ใช้ NVIDIA DLSS ปรับแบบ Quality ก็ใช้ได้แล้วและถ้าเสริม Frame generation หน่อยก็เล่นได้สบายมากทั้งบนหน้าจอโน้ตบุ๊กหรือจะต่อแยกใช้เป็นคอมตั้งโต๊ะก็ดีเช่นกัน แถมฟีเจอร์ Matrix Display ของรุ่นนี้ก็ต่อเพิ่มได้มากสุด 2 บานทีเดียว
งานรองอย่างใช้เป็นคอมทำงานก็ใช้ได้ดีไม่แพ้กันตั้งแต่งานเอกสารทั่วไปหรืองานครีเอเตอร์ก็ยังทำได้ค่อนข้างดีทั้งปั้นโมเดล 3D, แต่งภาพนิ่งหรือตัดต่อคลิปความละเอียด 4K โดยไม่ต้องใช้ระบบ Proxy ช่วยก็ได้ โดยพื้นฐานแล้วจะมีความจุ 16 GB จึงเหมาะกับการตัดคลิปสั้นเป็นหลัก ถ้ามีงบพออัพเกรดเป็น 32 GB ยิ่งทำงานสะดวกขึ้น รองรับโหลดงานได้มากกว่าเดิมอีกเป็นเท่าตัวและใช้งานต่อเนื่องไปได้อีกอย่างน้อย 3~5 ปี ทีเดียว แล้วจะปลดระวางมาเป็นพีซีทำงานอย่างเดียวหรือส่งต่อให้คนใกล้ตัวใช้เรียนหรือทำงานทั่วไปก็ไม่มีปัญหา
จุดสังเกตของ MSI Cyborg 15 Black Edition ได้แก่ RAM ของรุ่น Intel Core i5 กับ i7 จะต่างกันเป็นเวอร์ชั่น DDR5 และ DDR4 ตามลำดับ แม้ไม่ส่งผลต่อสมรรถนะการทำงานแต่มีผลกับค่าอัพเกรดเพิ่มความจุพอควร รวมถึงพอร์ต USB-C ของทั้งสองก็ต่างกัน เพราะรุ่นเริ่มต้นจะเป็น DisplayPort alternated mode เท่านั้นและรองรับการชาร์จไฟแบบ Power Delivery ในรุ่นสูงสุด ซึ่งถ้าเป็น Full Function ทุกรุ่นและมีเพิ่มเป็น 2 ช่อง ก็จะใช้งานและต่ออุปกรณ์เสริมได้มากขึ้น อีกอย่างคือในเครื่งมีอินเทอร์เฟส M.2 NVMe SSD เพียงช่องเดียวซึ่งใช้เป็นไดรฟ์หลักเท่านั้น ถ้าจะเพิ่มความจุก็ต้องถอดเปลี่ยนและติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ ไม่อย่างนั้นก็ต้องซื้อ External SSD มาทำเป็น Game drive แทน ซึ่งใช้งานได้ดีไม่แพ้กันแต่ก็ต้องต่อ USB ไว้ตลอดเวลา จึงต้องหา USB Hub มาใช้อย่างเลี่ยงไม่ได้ หากทางบริษัทติดอินเทอร์เฟสเพิ่มมาให้อีกสักช่องก็จะดีกว่า

ข้อดีของ MSI Cyborg 15 Black Edition
- Intel Core 13th generation จับคู่ NVIDIA GeForce RTX 4050 แล้วเล่นเกมได้ดี
- ชุดระบายความร้อน Cooler Boost คุมอุณหภูมิได้ดี ตัวเครื่องไม่ร้อนเกินไป
- ราคาของรุ่น Intel Core i5 กับ i7 ทั้งคู่ไม่เกิน 40,000 บาท พอให้ตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก
- ก้านบานพับหน้าจอดีไซน์ให้กางได้กว้างจนราบเสมอพื้นโต๊ะ จึงจัดตำแหน่งใช้งานสะดวก
- พอร์ต USB-C 3.2 DisplayPort alt. mode ช่วยให้โอนไฟล์รวดเร็วขึ้นและต่อหน้าจอได้
- มีฟีเจอร์ Matrix Display ต่อหน้าจอแยกได้ 2 บาน พร้อมกันให้พื้นที่ Desktop กว้างขึ้น
- เชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 6E (802.11ax) และรองรับ Bluetooth 5.4 ในตัว
- สามารถอัพเกรดเพิ่ม RAM ไปได้มากสุด 64 GB ทั้งแบบ DDR4, DDR5
- มีปุ่มฟังก์ชั่นติดมาให้กับปุ่มลูกศร 4 ทิศทาง สำหรับใช้เพื่อความบันเทิงและเล่นเกม
- หน้าจอมีขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB ให้สีสันสวยงามเวลาใช้เพื่อความบันเทิง
- ลำโพงรองรับเทคโนโลยี DTS ให้ฟังเพลงและเล่นเกมได้อรรถรสยิ่งขึ้น
ข้อสังเกตของ MSI Cyborg 15 Black Edition
- หากได้ USB-C เพิ่มเป็น 2 ช่อง และได้ USB-C Full Function เป็นพื้นฐานจะดีมาก
- มีอินเทอร์เฟส PCIe 4.0 สำหรับ M.2 NVMe SSD เพียงช่องเดียว ควรให้มาเป็นคู่
รีวิว MSI Cyborg 15 Black Edition
- Specification
- Hardware & Design
- Screen & Speaker
- Keyboard & Touchpad
- Connector, Thin & Weight
- Inside & Upgrade
- Performance & Software
- Battery & Heat & Noise
- User Experience
- Conclusion & Award
- Gallery
Specification

MSI Cyborg 15 Black Edition เป็นเกมมิ่งโน้ตบุ๊คราคาเข้าถึงได้และสเปคดีพอให้เล่นเกมชั้นนำในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้พอสมควรและมีระบบ Upscaling และ Frame generation มาเสริมให้ภาพลื่นไหลยิ่งขึ้น ปัจจุบันจะมี 2 สเปคดังนี้
| รุ่น / สเปค | Cyborg 15 Black Edition A13VE-2472TH | Cyborg 15 Black Edition A13VEO-2622THY |
| CPU | Intel Core i5-13420H แบบ 8 คอร์ 12 เธรด (4P+4E) ความเร็วสูงสุด 4.6 GHz รหัสพัฒนา Intel Raptor Lake สถาปัตยกรรมทรานซิสเตอร์ Intel 7 TDP พื้นฐาน 45W | Intel Core i7-13620H แบบ 10 คอร์ 16 เธรด (6P+4E) ความเร็วสูงสุด 4.9 GHz รหัสพัฒนา Intel Raptor Lake สถาปัตยกรรมทรานซิสเตอร์ Intel 7 TDP พื้นฐาน 45W |
| GPU | NVIDIA GeForce RTX 4050 VRAM 6 GB GDDR6 TGP 45W | NVIDIA GeForce RTX 4050 VRAM 6 GB GDDR6 TGP 45W |
| Storage | M.2 NVMe SSD ความจุ 512 GB อินเทอร์เฟส PCIe 4.0 x4*1 | M.2 NVMe SSD ความจุ 512 GB อินเทอร์เฟส PCIe 4.0 x4*1 |
| Memory | 16 GB DDR5 บัส 5200 MHz อินเทอร์เฟส DDR5*2 รองรับความจุ 64 GB | 16 GB DDR4 บัส 3200 MHz อินเทอร์เฟส DDR4*2 รองรับความจุ 64 GB |
| Display | 15.6″ Full HD (1920*1080) IPS Refresh Rate 144 Hz 100% sRGB | 15.6″ Full HD (1920*1080) IPS Refresh Rate 144 Hz 100% sRGB |
| Software | Windows 11 Home | Windows 11 Home |
| Connectivity | USB-A 3.2 Gen1*2 USB-C 3.2 Gen2 DisplayPort*1 HDMI 2.1*1 LAN*1 Audio combo*1 Wi-Fi 6E (802.11ax) Bluetooth 5.4 | USB-A 3.2 Gen1*2 USB-C 3.2 Gen2 Full Function*1 HDMI 2.1*1 LAN*1 Audio combo*1 Wi-Fi 6E (802.11ax) Bluetooth 5.4 |
| Weight | เฉพาะตัวเครื่อง 1.98 กก. | เฉพาะตัวเครื่อง 1.98 กก. |
| Price | 34,990 บาท | 39,490 บาท |
Hardware & Design




MSI Cyborg 15 Black Edition ในภาพรวมเน้นความเรียบง่ายโดยใช้บอดี้พลาสติกสีดำตัดกับไฟ LED Backlit 1-Zone สีฟ้าของคีย์บอร์ด ปรับได้เฉพาะความสว่างมากหรือน้อยเท่านั้น ถัดขึ้นไปเหนือแป้นพิมพ์จะปั๊มเป็นทรงเหลี่ยมพับเฉียงเพื่อสื่อความเป็นไซบอร์กตามชื่อซีรีย์แทนการทำบอดี้พลาสติกใสเหมือนรุ่นก่อนและแทรกลายปั๊มแบบหุ่นยนต์เอาไว้ตามจุดต่างๆ ส่วนแท่นวางข้อมือทั้งสองข้างปกติแล้วจะมีสติกเกอร์ของ Intel, NVIDIA และฟีเจอร์พิเศษติดเอาไว้ แต่ในภาพยังเป็น Engineering sample จึงไม่มีติดเอาไว้







ก้านบานพับหน้าจอของโน้ตบุ๊กนี้จะติดตามแนวของหน้าจอ ยื่นลงมาเป็นแนวตั้งทรงคล้ายหยดน้ำ ประกอบเข้ากับมุมเครื่องและยึดกับฐานอลูมิเนียมภายใน พอก้านมีระยะห่างจากฐานจึงกางหน้าจอได้กว้างจนราบไปกับพื้นโต๊ะคอมเพื่อให้คู่สนทนาดูเนื้อหาสะดวกขึ้น แต่เสียดายว่า MSI ไม่ได้ให้ปุ่ม Flip-n-Share มาตรง F12 จึงต้องกดปุ่มลัดเอง โดยใช้ Ctrl+Alt+ปุ่มลูกศรทิศทางเท่านั้น แต่ถ้าไม่ได้กางหน้าจอให้ผู้อื่นดูบ่อยๆ ก็ไม่มีปัญหา แถมก้านบานพับชุดนี้ก็ดันปรับองศาให้มองเห็นชัดทั้งวางบนโต๊ะหรือขึ้นแท่นวางโน้ตบุ๊กก็ได้




บนฝาหลังอันเรียบง่ายของ MSI Cyborg 15 Black Edition จะมีโลโก้ MSI Dragon Shield สีฟ้าอ่อนยิงเลเซอร์ฝังเอาไว้ตรงกลางค่อนบนเท่านั้น ไม่มีลวดลายเสริมแต่ติดชิ้นพลาสติกไว้ตรงลิ้นเหนือขอบก้านบานพับหน้าจอให้นูนสูงขึ้นเช่นเดียวกับมุมบนขวาของฝาหลัง ใช้พลาสติกเนื้อด้านตัดกับเนื้อเรียบมัน ส่วนมุมซ้ายล่างจะเป็นโลโก้ Cyborg Heart อันเป็นเอกลักษณ์ประจำซีรีย์นี้ด้วย

ฝาด้านใต้ Cyborg 15 Black Edition จะมีแถบยางกันลื่นติดไว้ 4 มุม เพื่อยกตัวเครื่องขึ้นจากพื้นโต๊ะให้นำอากาศเย็นเข้าไประบายความร้อนดีขึ้นและทำให้เครื่องไม่ไถลไปมา เจาะช่องนำอากาศเย็นครึ่งบนเป็นตัวอักษรอ่านได้ว่า “MSI TRUE GAMING” และขอบล่างตรงช่องลำโพงทั้งสองฝั่งจะเป็นตัวอักษร “C(yborg)” และเลข 15 เพื่อความสวยงาม ขันน็อต Philips head 9 ดอก เพื่อยึดฝากับบอดี้เครื่องครึ่งบนเอาไว้ให้เป็นชิ้นเดียวกัน
Screen & Speaker






หน้าจอของโน้ตบุ๊กเล่นเกมอย่าง MSI Cyborg 15 Black Edition ถูกรีดกรอบพลาสติกขอบจอด้านข้างให้บางเพื่อเพิ่มพื้นที่แสดงผลให้กว้างขึ้น ขอบบนจะหนากว่าด้านข้างเล็กน้อยและตรงกลางจะเป็นสันสูงขึ้นเพื่อติดตั้งกล้องเว็บแคมและไมโครโฟนเอาไว้และร้อยสายสัญญาณผ่านมายังก้านบานพับหน้าจอแล้วต่อเข้ากับเมนบอร์ด กรอบล่างจะหนาเป็นพิเศษและสกรีนโลโก้ MSI ไว้ตรงกลางพอดี






สเปครุ่นจำหน่ายในประเทศไทยของ MSI Cyborg 15 Black Edition ได้หน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz เคลมขอบเขตสีหน้าจอกว้าง 100% sRGB ซึ่งต่างจากเครื่อง Engineering sample ซึ่งวัดขอบเขตสีได้ในระดับทั่วไปพอกับเกมมิ่งโน้ตบุ๊กราคาประหยัดรุ่นอื่นเท่านั้น แต่องค์ประกอบอื่นอย่างความสว่างหน้าจอเมื่อเร่งจนสุดแล้วจะได้ราว 285.64 cd/m2 มากพอให้ใช้เล่นเกมในห้องแสงน้อยไฟสลัวอย่างแน่นอนและพอสู้แสงแดดส่องกระทบหน้าจอเวลานั่งใกล้หน้าต่างได้ ถ้าใช้งานในออฟฟิศแนะนำให้ลดแสงเหลือสัก 70% ก็สว่างมองเห็นชัดเจนแล้ว
แม้ทางบริษัทจะเคลมว่าขอบเขตสีหน้าจอกว้าง แต่ความเที่ยงตรงของสีสันจะไม่เท่ากับรุ่นพรีเมียมหรือโน้ตบุ๊กสำหรับครีเอเตอร์นัก จึงขอแนะนำให้หาซื้อหน้าจอทำงานขอบเขตสีกว้างและค่า Delta-E <2 ยิ่งถ้าได้การรับรองจาก PANTONE หรือ Calman verified จะดีมาก แนะนำให้ครีเอเตอร์ทุกกลุ่มทั้งทำงานอยู่แล้วหรือจะหันมาทำคอนเทนต์ให้ใส่ใจส่วนนี้ด้วย เวลาทำงานจะช่วยให้แต่งสีได้ตรงตามความเป็นจริงยิ่งขึ้นและนำไปใช้งานจริงได้ด้วย ส่วนการเชื่อมต่อจะเป็น USB-C DisplayPort หรือผ่าน HDMI ก็ได้ทั้งคู่ กรณีเล่นเกมแนะนำให้ต่อจอเกมมิ่งเข้าพอร์ต HDMI ส่วนจอเสริมบานที่ 2 แนะนำให้ต่อกับ USB-C จะดีกว่า





ลำโพงคู่กำลังขับ 2W*2 ดอก ของ Cyborg 15 Black Edition อยู่ใต้แท่นวางข้อมือสองฝั่ง เมื่อเร่งเสียงดัง 100% แล้วเปิดเพลงฟังแล้ววัดระดับเสียงได้ถึง 90dB จึงดังชัดเจนได้ยินทั่วห้องส่วนตัวขนาด 13 ตารางเมตร โทนเสียงดีพอให้ได้ยินเสียงเครื่องดนตรีกับนักร้องชัดเจนไม่กลืนกันมากนักและเสียงเบสมีซัพพอร์ตกำลังพอดีไม่บางจนเกินไป แถมแยกทิศทางเวลาเล่นเกมได้ชัดเจนจึงได้อรรถรสกว่าเดิม โดยเฉพาะตอนเล่นเกม RPG ถือว่าดีเพียงพอให้ใช้งานแล้ว แต่ถ้าชอบโทนเสียงลำโพงแบรนด์ใดเป็นพิเศษค่อยต่อเพิ่มก็ยังได้
Keyboard & Touchpad















คีย์บอร์ด Full size ของ MSI Cyborg 15 Black Edition มีไฟ LED Backlit สีฟ้าติดมาให้พร้อมปุ่มปรับเพิ่มลดความสว่างตรง F8 ให้ใช้งานในห้องไฟสลัวหรือมืดสะดวกขึ้น ปุ่มคีย์แคป WASD เป็นแบบใสให้วางนิ้วเล่นเกมสะดวกขึ้น ตัวปุ่มแป้นตอบสนองกับการใช้งานดีต่อเนื่องทั้งตอนพิมพ์งานก็ตอบสนองเร็วต่อเนื่อง ถึงเร่งมือพิมพ์ตัวอักษรก็มาครบถ้วนและตอนเล่นเกมก็คุมตัวละครทันมือทุกสถานการณ์ ถ้าชอบเล่นเกม FPS ก็กดไวทันใจแน่นอน อโน้ตบุ๊กเล่นเกมย่างไรก็ตามเครื่อง Engineering sample ยังเป็นปุ่มภาษาอังกฤษ แต่รุ่นจำหน่ายจริงจะมีอักษรไทยอย่างแน่นอน
ปุ่มฟังก์ชั่นคีย์ลัดต่างๆ ของ Cyborg 15 Black Edition ยังยกจากเกมมิ่งโน้ตบุ๊กภายในเครือมาใช้ ไม่ว่าจะปุ่มลูกศรสี่ทิศทางกับคำสั่ง Play / Pause, ดับหน้าจอโน้ตบุ๊ก, เร่งความเร็วพัดลมและเปิดเป้าเล็งปืนค้างบนหน้าจอ (Static crosshair) ติดมาให้ ทำปุ่ม Ctrl ให้กว้างเสมอปุ่ม Shift ให้กดสะดวกขึ้นลดโอกาสกดโดนปุ่ม Windows ให้ขัดจังหวะเวลาเล่นเกม ถัดจาก F12 เป็นต้นมามีปุ่ม Function อย่าง Print screen, Insert, Delete และปุ่มเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์เหนือแป้น Numpad ไว้กดใช้ตอนทำบัญชีหรือพิมพ์ตัวเลขได้สะดวกขึ้น
ปุ่มฟังก์ชั่นอื่นๆ ของแป้นคีย์บอร์ดจะมี Fn Lock สำหรับสลับคำสั่งระหว่าง F1~F12 กับ Hotkeys, Copilot เสริมคำสั่ง Menu ไว้ใช้แทนการคลิ๊กเมาส์ขวา มีปุ่ม Backspace (\) 2 จุด คือระหว่างปุ่ม Backspace กับ Enter และถัดจาก Alt ขวา และปุ่ม Power คีย์แคปใสมุมบนขวาให้ผู้ใช้สังเกตเห็นและเลี่ยงการกดได้ แต่ส่วนตัวยังเห็นว่า MSI ควรแยกปุ่มนี้เป็นเอกเทศจะดีกว่าและได้ปุ่มเปล่าเอาไว้ตั้งค่าหรือใส่คำสั่งเพื่อเล่นเกมเพิ่มได้ ยิ่งถ้ารวบปุ่มลัดอย่าง Insert และ Delete ไว้ด้วยกันยิ่งดี

คำสั่ง Hotkeys ในบรรทัดบนสุดจะเห็นว่ามีคำสั่งมาถึงปุ่ม F11 เท่านั้น ซึ่งน่าเสียดายว่าทางบริษัทน่าจะให้คำสั่ง Flip-n-Share มาตรงปุ่ม F12 ให้รับกับก้านบานพับหน้าจอแบบกางจนราบเสมอพื้นโต๊ะและอาจเปลี่ยนคำสั่งบางอย่างของคีย์บอร์ดให้รับกับฐานะโน้ตบุ๊กเล่นเกมอีกสักนิดก็จะดี อย่างเช่น ปิดการทำงานปุ่ม Windows, ปรับค่า Refresh rate ฯลฯ ก็จะดีขึ้น ในแต่ละปุ่มจะเป็นดังนี้
- F1~F3 – ปิด, ลดหรือเร่งเสียงลำโพง
- F4 – ปิดการทำงานแป้นทัชแพด
- F5 – ปิดหรือเปิดไมโครโฟน
- F6 – ปิดหรือเปิดการเชื่อมต่อ Bluetooth
- F7 – เปลี่ยนโหมดการทำงานของเครื่อง
- F8 – ปรับความสว่างไฟ LED Backlit ของคีย์บอร์ด
- F9~F10 – เร่งหรือหรี่แสงสว่างหน้าจอ
- F11 – ปุ่ม Project ตั้งค่าหน้าจอหลักและเสริม


แป้นทัชแพดของ MSI Cyborg 15 Black Edition ใต้แป้นคีย์บอร์ดจะเยื้องมาทางขวาหลบสันมือผู้ใช้ออกไปเล็กน้อย พอจรดนิ้วลงกับปุ่ม WASD เล่นเกมแล้วก็มือผู้ใช้จะไม่เผลอทาบหรือเกิดอาการแป้นลั่นรบกวนแม้แต่น้อย ถ้าไม่แน่ใจก็กด Fn+F4 ปิดการทำงานแล้วต่อเมาส์เกมมิ่งแยกมาก็เหมาะเช่นกัน ตัวแป้นรองรับคำสั่ง Touch gesture ของ Windows 11 ครบถ้วน จึงใช้แทนเมาส์ทำงานเวลาจำเป็นสะดวกขึ้น
Connector, Thin & Weight




พอร์ตและการเชื่อมต่อของ MSI Cyborg 15 Black Edition ทั้งสองฝั่งจะได้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ทันสมัยให้เชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมใช้ทำงานสะดวกขึ้น แถมมีฟีเจอร์ Matrix Display จึงต่อหน้าจอแยกด้วยพอร์ต HDMI และ USB-C 3.2 เพิ่มพื้นที่ Desktop ได้กว้างกว่าเดิมแล้วทำงานสะดวกขึ้นมาก แต่เสียดายว่าถ้าเป็น USB-C 3.2 Full Function เป็นมาตรฐานทุกรุ่นก็จะดีมาก ยิ่งถ้าได้เพิ่มเป็น 2 ช่องก็จะดี ต่อให้แยกสองฝั่งแล้วด้านหนึ่งต่อหน้าจอและอีกอันชาร์จไฟก็ยังช่วยให้ใช้งานสะดวกและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น ซึ่งการเชื่อมต่อทั้งหมดเป็นดังนี้
- ฝั่งซ้ายจากซ้ายมือ – Kensington Lock, USB-A 3.2, Audio combo
- ฝั่งขวาจากซ้ายมือ – USB-A 3.2, USB-C 3.2 DisplayPort, HDMI 2.1, RJ45 LAN, DC-in
- การเชื่อมต่อไร้สาย – Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.4







น้ำหนักเครื่องในหน้าสเปคของ MSI Cyborg 15 Black Edition ถูกเคลมเอาไว้ 1.98 กก. ไล่เลี่ยกับน้ำหนัก 1.99 กก. บนตาชั่งพอดี ถ้ารวมอะแดปเตอร์ DC 120W เข้าไปอีก 520 กรัม แล้วหนัก 2.51 กก. พอกับน้ำหนักเฉพาะตัวเครื่องของเกมมิ่งโน้ตบุ๊กบางรุ่นในปัจจุบัน ประกอบกับความหนาระดับ 21.1~24.1 มม. ก็ยังพกไปไหนมาไหนได้ แต่เจ้าของควรลงทุนกับกระเป๋าโน้ตบุ๊กดีๆ สักใบไว้ใส่เครื่อง, อะแดปเตอร์และอุปกรณ์ทำงานไปพร้อมกันจะดีมาก เน้นใบที่ซับไหล่หนาจะช่วยลดอาการ Office syndrome ให้เบาบางลงไปพอควรแถมปกป้องเครื่องเวลาเกิดเหตุสุดวิสัยได้ด้วย
Inside & Upgrade






วิธีการเปิดฝาด้านใต้เครื่องเพื่ออัพเกรดหน่วยความจำของ MSI Cyborg 15 Black Edition ให้ขันน็อต Philips head 9 ดอก ออกก่อน แล้วใช้มือดึงช่องระบายความร้อนให้มีช่องแยกเล็กน้อยแล้วใช้การ์ดแข็งสอดและงัดจากไปทางฝั่งขวามือแล้วตามลงมาด้านล่าง ค่อยไปทางซ้ายมือและดันให้ฝาเลื่อนออกฝั่งช่องหูฟัง Audio combo จะปลดออกสะดวกปลอดภัยไม่เกิดความเสียหายในภายหลัง
จุดอัพเกรดของ Cyborg 15 Black Edition จะมี RAM ซึ่งเป็นอินเทอร์เฟส DDR4 หรือ DDR5 ขึ้นอยู่กับชิปซีพียู Intel มีความจุพื้นฐาน 16 GB และเพิ่มความจุได้ถึง 64 GB ให้ใช้เล่นเกมชั้นนำหรือจะทำงานและรัน Local AI โมเดลขนาดไม่ใหญ่มากก็ไหว น่าเสียดายว่า M.2 NVMe SSD ถึงจะได้อินเทอร์เฟส PCIe 4.0 x4 แต่ก็มีเพียงช่องเดียว ถ้าจะเพิ่มความจุก็ต้องถอดของเก่าใส่อันใหม่เท่านั้นและสังเกตว่าด้านข้างชิป Wi-Fi PCIe card มีร่องรอยของอินเทอร์เฟส PCIe 4.0 อีกตัวอยู่ด้วย จึงหวังว่าทางบริษัทจะให้เป็น 2 ช่อง ในโมเดลย่อยอื่นหรือรุ่นใหม่ในปีหน้าก็จะดีมาก
วิธีแก้ปัญหากรณีมีช่อง SSD เพียงตัวเดียว ถ้าไม่เปลี่ยนไดรฟ์เป็นรุ่นความจุสูง 1~2 TB ก็แนะนำให้หา External SSD มาทำเป็น Game Drive และต่อเข้ากับพอร์ต USB-A 3.2 ก็ใช้เล่นเกมชั้นนำได้อย่างราบลื่นไม่แพ้ไดรฟ์ในเครื่องแล้ว จึงไม่ต้องกังวลเรื่องนี้นัก
Performance & Software





ซีพียูของ MSI Cyborg 15 Black Edition รุ่นวางจำหน่ายในประเทศไทยจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ เริ่มต้นด้วยรหัสท้าย A13VE-2472TH จะใช้ Intel Core i5-13420H แบบ 10 คอร์ 16 เธรด แยกเป็น 4 Performance-core กับ 4 Efficient-core เร่งความเร็วได้สูงสุด 4.6 GHz เหมาะกับการเล่นเกมและทำงานเอกสารธุรการเป็นหลัก จับคู่กับ RAM DDR5 และรหัส A13VEO-2622THY จะได้ Intel Core i7-13620H แบบ 10 คอร์ 16 เธรด แบบ 6 Performance-core เสริมด้วย 4 Efficient-core เร่งความเร็วได้สูงสุด 4.9 GHz จับคู่ RAM DDR4 แทน
เทียบกับ Intel Core 7 240H ในเครื่อง Engineering sample ในรีวิวจะใช้รหัสพัฒนา Raptor Lake สถาปัตยกรรมคอร์แบบ Intel 7 เหมือนกับ แต่ความเร็วสูงสุดจะต่างกันเล็กน้อยจาก 4.9 GHz เป็น 5.2 GHz ในแง่การใช้งานถือว่าใกล้เคียงกันแต่ผลคะแนนการทดสอบในหมวด CPU จะต่างกันเล็กน้อยในระดับไม่ส่งผลต่อการใช้งานจริงอย่างแน่นอน


จีพียูจะแชร์ร่วมกันทั้งสองสเปค เป็น NVIDIA GeForce RTX 4050 ค่า TGP 45W พร้อม VRAM 6 GB GDDR6 รองรับชุดคำสั่งครบถ้วนไม่ว่าจะ DirectX 12 API, Resizable BAR, OpenCL, OpenGL 4.6, CUDA, DirectCompute, DirectML, Vulkan, Ray Tracing และ PhysX อยู่เช่นเดิม ตามสเปคแล้วเหมาะกับการเล่นเกมชั้นนำบนความละเอียด 1080p เป็นหลักและใช้ทำงาน 3D กราฟิคและตัดต่อคลิปความละเอียดสูงมาก

เมื่อเช็คผ่าน Device Manager จะมีชิป TPM 2.0 ติดตั้งมาเพื่อรักษาความปลอดภัยร่วมกับระบบ Windows Hello และไดรเวอร์เสียงปรับแต่งโดย DTS ให้มีมิติยิ่งขึ้น ชิป LAN ติดตั้ง RealTek Gigabit Ethernet มาให้ รับส่งข้อมูลได้เร็วสูงสุด 1 Gbps




Wi-Fi PCIe card ในเครื่องเป็นรุ่น Intel Wi-Fi 6E AX211 เป็น Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax และรองรับ Bluetooth 5.4 ในตัว เชื่อมต่อคลื่นสัญญาณ 2.4 GHz, 5 GHz, 6 GHz แบนด์วิดท์กว้าง 160 MHz รับส่งข้อมูลเร็วสุด 2.4 Gbps รองรับเทคโนโลยี MU-MIMO, OFDMA และ Intel vPro ครบทั้งหมด
เมื่อทดสอบตั้งเครื่องห่างจากจุดกระจายสัญญาณราว 10 เมตร มีประตูไม้อัดกั้น 1 บาน และเชื่อมต่อ Wi-Fi 5 GHz ใช้ Microsoft Edge ทดสอบกับ Speedtest by Ookla จะเห็นว่าความเร็ว Download / Upload นั้นสูงมาก พอให้รับส่งข้อมูลขนาดใหญ่ไวทันใจแถมค่า Ping 9ms จึงใช้เล่นเกมออนไลน์ดี ส่วนการตอบสนองกับ Webkit ต่างกๆ ก็ทำได้น่าประทับใจ จะเห็นว่าคะแนนของ Speedometer 3.1 ทำได้ 41 แต้ม จึงเปิดเข้าหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ไวเป็นพิเศษ

M.2 NVMe SSD ความจุ 512 GB ใน MSI Cyborg 15 Black Edition เป็นอินเทอร์เฟส PCIe 4.0 x4 ซึ่งรุ่นทดสอบได้เป็น Samsung PM9C1b เป็นไดรฟ์ขนาด M.2 2280 ความเร็วสูงเขียนอ่านไฟล์ไวทันใจ โดยตัวไดรฟ์รองรับการเขียนอ่านไฟล์ได้ถึง 600 TBW และตอนทำงานเต็มกำลังก็ยังคุมอุณหภูมิดีทีเดียว สังเกตว่าความร้อนสูงสุดขึ้นไปเพียง 58 องศาเซลเซียส แม้ว่า Sensor 1 ตรงคอนโทรลเลอร์จะสูงถึง 83 องศาเซลเซียสก็ยังใช้งานได้ไม่มีปัญหา
เมื่อทดสอบกับโปรแกรม CrystalDiskMark และเทียบกับหน้าสเปคเคลมแล้วถือว่า PM9C1b ก็เหมาะทั้งใช้เป็นไดรฟ์หลักเพื่อติดตั้งโปรแกรมทำงานหรือเกมเล่นบ่อยก็ดีเช่นกัน ยกเว้นว่าความจุไม่พอจะเปลี่ยนเป็นรุ่นความจุสูงกว่านี้ก็น่าสนใจ โดยผลลัพธ์เป็นดังนี้
| สเปค / ผลทดสอบ | Read (MB/s) | Write (MB/s) |
| สเปคเคลม | 7,100 | 6,700 |
| ผลการทดสอบ | 6,987.63 | 5,894.16 |







ผลการทดสอบกับโปรแกรมกลุ่ม 3DMark ทุกเวอร์ชั่น ถือว่า MSI Cyborg 15 Black Edition ก็เหมาะกับการเล่นเกมชั้นนำใช้กำลังประมวลผลกราฟิคสูงมาก เหมาะกับความละเอียด 1080p มาก ไม่ว่าจะใช้ DirectX 11 หรือ 12 API ก็เหมาะทั้งคู่ แต่พอเล่นบนความละเอียดสูงขึ้นอย่าง 1440p หรือใช้ Ray Tracing ก็ควรใช้ NVIDIA DLSS ไปจนถึง Frame generation เพื่อเร่งเฟรมเรทให้ภาพต่อเนื่องและไม่เหมาะกับความละเอียด 2160p เท่าไหร่ โดยผลคะแนนในแต่ละการทดสอบเป็นดังนี้
- Fire Strike (จำลองการเล่นเกมชั้นนำบนหน้าจอความละเอียด Full HD ใช้ DirectX 11 API) – คะแนนเฉลี่ย 16,085 คะแนน แยกเป็น Graphics score 18,097 คะแนน, Physics score 29,393 คะแนน, Combined score 6,402 คะแนน
- Fire Strike Extreme (จำลองการเล่นเกมชั้นนำบนหน้าจอความละเอียด QHD ใช้ DirectX 11 API) – คะแนนเฉลี่ย 7,765 คะแนน แยกเป็น Graphics score 7,917 คะแนน, Physics score 29,392 คะแนน, Combined score 3,455 คะแนน
- Fire Strike Ultra (จำลองการเล่นเกมชั้นนำบนหน้าจอความละเอียด UHD ใช้ DirectX 11 API) – คะแนนเฉลี่ย 3,641 คะแนน แยกเป็น Graphics score 3,425 คะแนน, Physics score 29,660 คะแนน, Combined score 1,977 คะแนน
- Time Spy (จำลองการเล่นเกมชั้นนำบนหน้าจอความละเอียด QHD ใช้ DirectX 12 API) – คะแนนเฉลี่ย 6,928 คะแนน แยกเป็น CPU score 12,823 คะแนน Graphics score 6,409 คะแนน
- Time Spy Extreme (จำลองการเล่นเกมชั้นนำบนหน้าจอความละเอียด UHD ใช้ DirectX 12 API) – คะแนนเฉลี่ย 3,138 คะแนน แยกเป็น CPU score 5,229 คะแนน Graphics score 2,932 คะแนน
- Solar Bay (ทดสอบการเรนเดอร์ Ray Tracing ว่ารันได้ดีต่อเนื่องหรือไม่ แต่ละ section การทดสอบจะเพิ่มรายละเอียดให้ใช้กำลังจีพียูมากขึ้น) – คะแนนเฉลี่ย 27,908 คะแนน, Graphics test 106.11 FPS / Section 1 ได้ 107.74 FPS / Section 2 ได้ 108.49 FPS / Section 3 ได้ 100.92 FPS
- Steel Nomad (จำลองการเล่นเกมชั้นนำบนหน้าจอความละเอียด UHD ใช้ DirectX 12 API) – คะแนนเฉลี่ย 1,385 คะแนน ได้ Graphics test 13.85 FPS


เฟรมเรทจากการทดสอบเล่นเกมชั้นนำบนความละเอียด 1080p ปรับตั้งค่ากราฟิคสูงสุดและเริ่มต้นไม่ใช้ NVIDIA DLSS เข้ามาช่วย จะเห็นว่าเฟรมเรทเฉลี่ยของแต่ละเกมทำได้ระดับ 30~70 FPS ขึ้นอยู่กับการ Optimization ของผู้พัฒนาเกม ภาพตอนเล่นต่อเนื่องและเฟรเมเรทไม่ลดกะทันหันให้เสียจังหวะตอนเล่นนัก แต่เวลาเจอฉากรายละเอียดเยอะ เช่น มีฝน, ต้นไม้, ฝนและเรนเดอร์แสงไปพร้อมกันอย่างเช่น 007 First Light ถึงจะเล่นได้ แต่ยังไม่นวลตาอย่างที่ควร รวมถึง Forza Horizon 6 ถ้าต้องวิ่งไปย่านชนบทและมีต้นไม้ในเกมประกอบเข้ามา จะทำให้เฟรมเรทลดลงไปบ้าง
แต่พอเปิด NVIDIA DLSS เสริมเข้ามา แม้จะเป็นแบบ Quality เน้นภาพสวยงามก่อนก็ทำให้เฟรมเรทเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและตอนเล่นจริง ภาพก็ต่อเนื่องกว่าเดิมและทำให้ควบคุมตัวละครในแต่ละสถานการณ์ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะเกมไหนต้องตอบสนองเร็วให้ทันกับสถานการณ์รอบตัวอย่าง Forza Horizon 6 หรือ Call of Duty: Modern Warfare II เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว ยกเว้นเกมอย่าง Black Myth: Wukong แนะนำให้เปิด Frame generation ไปเลยและลดกราฟิคภายในเกมลงมาระดับ High~Very High จะเล่นได้ดีกว่า
ในภาพรวมสรุปได้ว่างานหลักของ MSI Cyborg 15 Black Edition อย่างการเล่นเกมก็ยังทำได้ดีแม้ตอนนี้จะมีรุ่นใหม่สมรรถนะสูงเปิดตัวมาแล้วทำเฟรมเรทได้มากกว่า ต่อจอความละเอียดสูงกว่านี้และมี Frame generation ตั้งแต่ 2X~6X ให้ใช้ก็ตาม แต่ราคาก็จะสูงกว่านี้มากเพราะวิกฤติหน่วยความจำราคาสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย ดังนั้นเกมมิ่งโน้ตบุ๊กราคาช่วง 40,000 บาทนี้ ก็ยังเป็นอีกทางให้คนมีงบประมาณจำกัดซื้อไปใช้ได้แล้วกระเป๋ายังไม่ฉีกนัก


ผลคะแนนจากการทดสอบกับ PCMark 10 ทำได้ 8,842 คะแนน และเพิ่มเป็น 9,801 คะแนน ในเวอร์ชั่น Extended ชี้ให้เห็นว่า MSI Cyborg 15 Black Edition ก็เหมาะกับการใช้ทำงานออฟฟิศอย่างมาก ไม่ว่าจะเปิดโปรแกรมทำงาน, ประชุมออนไลน์หรือแต่งภาพนิ่งและเรนเดอร์โมเดล 3D ก็ใช้ได้อย่างไม่น้อยหน้ารุ่นราคาสูงกว่านี้ ส่วนถ้าตัดต่อคลิปความละเอียด 4K ก็ยังทำได้โดยไม่ต้องใช้วิธี Proxy แต่จะต้องใช้เวลาเรนเดอร์เพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่งถึงจะนำคลิปไปใช้ได้




ผลการทดสอบกับโปรแกรมตระกูล CINEBENCH ทุกเวอร์ชั่นเพื่อทดสอบว่าโน้ตบุ๊กเกมมิ่งนี้ใช้ตัดต่อคลิปความละเอียดสูง 4K โดยใช้เอนจิ้น Redshift ได้ดีหรือไม่ จะเห็นว่า NVIDIA GeForce RTX 4050 พอจับคู่กับ Intel 13th generation ก็ยังทำงานดีพอควร โดยได้ผลการทดสอบดังนี้
- 2026 – ใช้เอนจิ้นเรนเดอร์พื้นฐานของ Redshift กับ Cinema 4D ทดสอบสมรรถนะของซีพียูและจีพียูว่าเรนเดอร์งานกราฟิคระดับโปรดักชั่นได้ดีเท่าไหร่ ได้คะแนน GPU 32,547 pts, CPU (Multi Threads) 3,279 pts, CPU (Single Core) 605 pts และ CPU (Single Thread) 468 pts
- 2024 – ใช้ทดสอบประสิทธิภาพของซีพียูกับจีพียูอย่างหนักพร้อมกันโดยใช้เอนจิ้น Redshift สำหรับอุตสาหกรรมภาพยนต์ ได้ GPU 7,446 pts, CPU (Multi-Core) 788 pts และ CPU (Single Core) 115 pts
- R23 – ใช้ทดสอบพลังประมวลผลของซีพียูเป็นหลัก มีความละเอียดและแม่นยำสูง ได้คะแนน Multi Core 13,238 pts และ Single Core อีก 1,928 pts
- R20 – ใช้ทดสอบกำลังประมวลผลของซีพียูเป็นหลัก ได้คะแนน CPU 5,839 pts



ผลการทดสอบกับโปรแกรมตระกูล Geekbench เพื่อทดสอบการทำงานทั่วไปและส่วนเสริมและ AI ด้วยซีพียู Intel Core 7 240H ซึ่งมีสมรรถนะไล่เลี่ยกับ Intel Core i7-13620H แล้ว จะได้ผลดังนี้
- Geekbench 7 – ใช้ทดสอบว่าจีพียูสามารถทำงานทั่วไปอย่างการแต่งภาพตัดต่อวิดีโอและทำ machine learning อย่างหนักหน่วงต่อเนื่องได้ดีหรือไม่ ซึ่ง API ทดสอบจะมี 2 แบบ ได้แก่
- Windows AVX2 (Advanced Vector Extension 2) ชุดคำสั่งเสริมจาก AVX พื้นฐาน ใช้ทดสอบความเร็วเวลาคำนวน vector integer ผลการทดสอบแบบ Single-Core ทำได้ 2,346 คะแนน และ Multi-Core ได้ 13,013 คะแนน
- Geekbench AI – คำนวณว่าซีพียูสามารถรันการทำงานกับโปรแกรม AI ต่างๆ ได้แม่นยำหรือรวดเร็วหรือไม่ แบ่งเป็น Single Precision เน้นความเที่ยงตรง, Half precision เน้นความเร็วมากขึ้นและลดความแม่นยำลง และ Quantized Score เน้นความเร็วแต่ไม่แม่นยำนัก
- ONNX ได้คะแนน Single Precision 3,681 คะแนน, Half precision 1,551 คะแนน และ Quantized Score 7,082 คะแนน
- OpenVINO (CPU) ได้ Single Precision 4,771 คะแนน, Half precision 4,797 คะแนน และ Quantized Score 10,875 คะแนน




ด้านจีพียู Intel Graphics ทำคะแนนได้ดังนี้
- Geekbench 7 – ใช้ทดสอบว่าจีพียูสามารถทำงานทั่วไปอย่างการแต่งภาพตัดต่อวิดีโอและทำ machine learning อย่างหนักหน่วงต่อเนื่องได้ดีหรือไม่ รวมถึงเพิ่มการทดสอบ NVIDIA CUDA API เข้ามาเพื่อเทียบระหว่าง API ต่างๆ ว่าทำงาน machine learning เป็นอย่างไร ซึ่งมี 3 การทดสอบ ได้แก่
- OpenCL, Windows AVX2 (Advanced Vector Extension 2) ชุดคำสั่งเสริมจาก AVX พื้นฐาน ใช้ทดสอบ vector integer ด้วย OpenCL framework ทำได้ 15,188 คะแนน
- Vulkan, Windows AVX2 (Advanced Vector Extension 2) ชุดคำสั่งเสริมจาก AVX พื้นฐาน ใช้ทดสอบคำนวน vector integer ด้วย Vulkan framework ทำได้ 73,190 คะแนน
- Geekbench AI – คำนวณว่าซีพียูสามารถรันการทำงานกับโปรแกรม AI ต่างๆ ได้แม่นยำหรือรวดเร็วหรือไม่ แบ่งเป็น Single Precision เน้นความเที่ยงตรง, Half precision เน้นความเร็วมากขึ้นและลดความแม่นยำลง และ Quantized Score เน้นความเร็วแต่ไม่แม่นยำนัก
- ONNX ได้คะแนน Single Precision 2,748 คะแนน, Half precision 2,815 คะแนน และ Quantized Score 1,739 คะแนน
- OpenVINO ได้คะแนน Single Precision 4,198 คะแนน, Half precision 5,879 คะแนน และ Quantized Score 9,335 คะแนน




จีพียู NVIDIA GeForce RTX 4050 เมื่อทดสอบแล้วจะเห็นว่าสมรรถนะของชิปนี้ก็ยังดีพอให้ใช้งานทั่วไปได้ดี โดยผลการทดสอบทั้งหมดเป็นดังนี้
- Geekbench 7 – ใช้ทดสอบว่าจีพียูสามารถทำงานทั่วไปอย่างการแต่งภาพตัดต่อวิดีโอและทำ machine learning อย่างหนักหน่วงต่อเนื่องได้ดีหรือไม่ รวมถึงเพิ่มการทดสอบ NVIDIA CUDA API เข้ามาเพื่อเทียบระหว่าง API ต่างๆ ว่าทำงาน machine learning เป็นอย่างไร ซึ่งมี 3 การทดสอบ ได้แก่
- CUDA, Windows AVX2 (Advanced Vector Extension 2) ชุดคำสั่งเสริมจาก AVX พื้นฐาน ใช้ทดสอบคำนวน vector integer ด้วย CUDA framework ทำได้ 98,563 คะแนน
- OpenCL, Windows AVX2 (Advanced Vector Extension 2) ชุดคำสั่งเสริมจาก AVX พื้นฐาน ใช้ทดสอบ vector integer ด้วย OpenCL framework ทำได้ 74,043 คะแนน
- Vulkan, Windows AVX2 (Advanced Vector Extension 2) ชุดคำสั่งเสริมจาก AVX พื้นฐาน ใช้ทดสอบคำนวน vector integer ด้วย Vulkan framework ทำได้ 14,460 คะแนน
- Geekbench AI – คำนวณว่าซีพียูสามารถรันการทำงานกับโปรแกรม AI ต่างๆ ได้แม่นยำหรือรวดเร็วหรือไม่ แบ่งเป็น Single Precision เน้นความเที่ยงตรง, Half precision เน้นความเร็วมากขึ้นและลดความแม่นยำลง และ Quantized Score เน้นความเร็วแต่ไม่แม่นยำนัก
- ONNX ได้คะแนน Single Precision 13,299 คะแนน, Half precision 24,950 คะแนน และ Quantized Score 10,352 คะแนน





ด้านโปรแกรมตั้งค่าเครื่องอย่าง MSI Center ใน MSI Cyborg 15 Black Edition สำหรับตั้งค่าเครื่องและอัพเดตเฟิร์มแวร์ในเครื่อง เมื่อเปิดขึ้นมาจะเข้ายังหน้า Hardware Monitoring เพื่อเช็คสถานะการทำงานในภาพรวม ถ้าเปิดหมวดหมู่อื่นจะมีฟังก์ชั่นตั้งค่าปุ่ม, โหมดการทำงาน, Wi-Fi และอื่นๆ ให้ใช้งาน แนะนำให้เปิดโปรแกรมนี้มาอัพเดตเฟิร์มแวร์เดือนละครั้งและตั้งค่าเพิ่มเติมจะช่วยให้โน้ตบุ๊กเล่นเกมเครื่องนี้ทำงานดีและเสถียรขึ้น
Battery & Heat & Noise




แหล่งพลังงานของ MSI Cyborg 15 Black Edition นอกจากสายไฟ DC เวลาทำงานหรือเล่นเกม จะมีแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนความจุ 52Whr ติดตั้งมาให้ชิดกับลำโพงฝั่งขวา เว้นระยะห่างจากลำโพงซ้ายเพราะมี Wi-Fi PCIe card คั่นเอาไว้ ซึ่งเป็นความจุมาตรฐานเกมมิ่งโน้ตบุ๊กทั่วไปในยุคนี้เพื่อให้ใช้งานในยามจำเป็น เช่นตอนพกเครื่องเข้าประชุมหรือแก้เอกสารด่วนเป็นต้น
จากการทดสอบตามมาตรฐานของเว็บไซต์โดยหรี่แสงหน้าจอเหลือ 50% และลดเสียงลำโพงเหลือ 10% ใช้เฉพาะจีพียู Intel และเปิดโหมดประหยัดพลังงาน ECO-Silent ของ MSI Center และดูคลิป YouTube นาน 1 ชม. โดย Microsoft Edge จะเห็นว่าตอนผ่านระยะเวลา 30 นาทีแรกจนถึง 1 ชม. จะใช้งานได้ราว 4 ชม. 21 นาที ซึ่งถือว่านานพอให้จบการประชุมยาวระดับ Town hall ได้เลย ประกอบกับซีพียูเป็น Intel H-Series ซึ่งใช้พลังงานเยอะเป็นทุนเดิมก็ถือว่าทางบริษัทปรับแต่งระบบเบื้องหลังดีพอสมควร
ถึงจะจัดการพลังงานดี แต่ Cyborg 15 Black Edition ทั้งสองสเปคมีจุดแตกต่างกันว่าถ้าเป็นรุ่นเริ่มต้นรหัส A13VE-2472TH จะได้ USB-C DisplayPort เท่านั้น จึงต้องพกอะแดปเตอร์เฉพาะเครื่องติดตัวเสมอ แต่ถ้าเป็นรุ่น A13VEO-2622THY จะได้ USB-C Full Function จึงใช้อะแดปเตอร์ GaN 100W ต่อชาร์จตอนพกมาทำงานได้ ดังนั้นถ้าเจ้าของเครื่องคนไหนต้องพกโน้ตบุ๊กนี้ไปกลับออฟฟิศเป็นประจำควรใช้กระเป๋าเป้เสมอให้พกเครื่องสะดวกขึ้น




ถัดขึ้นมาตรงชุดระบายความร้อน Cooler Boost ของ MSI Cyborg 15 Black Edition จะเป็นแบบฮีตไปป์ 3 เส้น แบ่งเป็นเส้นใหญ่หลักหนึ่งเส้นเสริมด้วยเส้นเล็กคู่เพื่อนำความร้อนจากชิปเซ็ตมายังฮีตซิ้งค์ด้านหลังและข้างเครื่องเพื่อระบายความร้อนด้วยพัดลมโบลวเวอร์ระบายความร้อนหนึ่งตัว แม้จะไม่ได้ใช้พัดลมคู่หรือชุดระบายความร้อนขนาดใหญ่ก็ตามแต่ก็ยังคุมอุณหภูมิดีทีเดียว




ภาพจากกล้องอินฟาเรดเวลารันโปรแกรมเบิร์นเครื่องอยู่ จะเห็นว่าอุณหภูมิส่วนคีย์บอร์ดจะขึ้นไปถึง 38~44 องศาเซลเซียส ไล่เลี่ยกับอุณหภูมิส่วนอื่นๆ รอบตัวซึ่งอยู่ระดับไล่เลี่ยกัน ทำให้มือผู้ใช้รู้สึกอุ่นขึ้นมาระดับหนึ่ง ถ้าเริ่มรู้สึกไม่สบายมือก็แนะนำให้ต่อคีย์บอร์ดแยกจะดีกว่า สังเกตว่าทิศทางของอากาศจากด้านหลังจะพุ่งตรงออกมาพอสมควร ดังนั้นถ้านั่งทำงานในร้านกาแฟหรือ Co-working space แนะนำให้เลือกโต๊ะแยกหรือไม่มีคู่สนทนานั่งอยู่ตรงกันข้ามจะดีกว่า
ภายในเครื่องจากหน้าโปรแกรม CPUID HWMonitor จะเห็นว่าอุณหภูมิส่วนซีพียูตลอดตัวจะขึ้นไปสูงสุดถึง 97 องศาเซลเซียส ด้านจีพียูวัดได้ 67.7 องศาเซลเซียส แต่เป็นเพียง 1~3 วินาทีเท่านั้นแล้วลดลงมาอยู่ในระดับปลอดภัย อย่างซีพียูจะเหลือช่วง 80~90 องศาเซลเซียส จีพียูจะอยู่ช่วง 61 องศาเซลเซียส ดังนั้นถ้าใครใช้ MSI Cyborg 15 Black Edition รันโปรแกรมทำงานหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมงก็แนะนำให้หาแท่นวางโน้ตบุ๊กมาตั้งเพิ่มจะช่วยคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกินไปนัก
อย่างไรก็ตาม ภาพในการทดสอบนี้เกิดจากการใช้โปรแกรมเร่งการทำงานอย่างเต็มกำลังเพื่อให้เห็นขีดจำกัดสูงสุดเท่านั้น ซึ่งกรณีใช้งานจริงจะไม่ขึ้นมาระดับนี้อย่างแน่นอนจึงไม่ต้องกังวลนัก



เสียงของพัดลมระบายความร้อน Cooler Boost เมื่อวัดจากมุมต่างๆ ด้วยเครื่องวัดระดับเสียงจะอยู่ช่วง 65~67dB ดังให้พอได้ยินว่าโน้ตบุ๊กกำลังทำงานเต็มกำลังอยู่ เทียบแล้วพอกับเสียงพูดของมนุษย์ทั่วไปหรือเครื่องปรับอากาศแบบเคลื่อนย้ายได้ แต่ไม่แผดเท่าจึงพอสวมหูฟังตัดเสียงรบกวนได้ระดับหนึ่ง
User Experience

MSI Cyborg 15 Black Edition เข้ามาอุดช่องว่างเพื่อผู้ใช้ที่มีงบประมาณไม่มากในช่วง 40,000 บาท แล้วต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่มาใช้เล่นเกมหรือทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งสเปคระดับนี้ในปี 2026 จะไม่ทรงพลังนัก แต่ในแง่การใช้งานจริงก็ยังทำงานออฟฟิศได้ทุกรูปแบบตั้งแต่เอกสาร, แต่งภาพตัดคลิปได้ พอกลับไปบ้านก็ยังเล่นเกมยอดนิยมในปัจจุบันอย่าง Genshin Impact, Wuthering Waves, Arknights: Endfield หรือขึ้นไปจนเกมชั้นนำตั้งค่ากราฟิคสูงบนความละเอียด 1080p ก็ยังลื่นไหลใช้ได้ดี ถ้าเกมไหนรองรับระบบ NVIDIA DLSS Upscaling หรือ Frame generation ก็ยิ่งเล่นดีขึ้น อย่างน้อยแนะนำให้เปิดใช้ DLSS แบบ Quality จะเล่นเกมลื่นไหลได้อรรถรสยิ่งขึ้นมาก
เรื่องการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันถ้าเครื่องก่อนหน้าเป็นโน้ตบุ๊กบางเบาเน้นพกพาง่าย แบตเตอรี่ทนทานแล้วสมรรถนะยังไม่สูงพอให้รับมืองานในแต่วันจะซื้อ MSI Cyborg 15 Black Edition ไปใช้ก็เหมาะเหมือนกัน เพราะซีพียู Intel H-Series นับเป็นกลุ่มสมรรถนะสูงเน้นการประมวลผลกว่าระยะเวลาใช้งาน ยิ่งถ้าใครนั่งประจำโต๊ะมากกว่าออกไปข้างนอกก็จะเหมาะมากแถมถ้าพกเข้าประชุมหรือไปพบลูกค้าก็ไม่นำสายตามาก ถ้าใครเลือกรุ่น Intel Core i7-13620H ก็จะได้พอร์ต USB-C Full Function เสริมมาให้จึงใช้อะแดปเตอร์ GaN หรือพาวเวอร์แบงค์กำลังไฟ 100W ชาร์จไฟให้เครื่องได้ในยามจำเป็น กลับกันรุ่นรองจะต่อหน้าจอแยกแบบ DisplayPort เท่านั้น จึงต้องพกอะแดปเตอร์ของเครื่องติดตัวแทบจะตลอดเวลา ในบางจังหวะสำคัญอาจไม่สะดวกนักจึงหวังว่า MSI จะให้แบบ Full Function ทุกรุ่นย่อยไปเลยก็จะดีมาก

ฟีเจอร์ของ MSI Cyborg 15 Black Edition ได้ใช้งานบ่อยโดยเฉพาะคนนั่งประจำโต๊ะแทบทั้งวันหรือเซ็ตเป็นโน้ตบุ๊กเล่นเกมประจำบ้าน ก็ต้องยกให้ Matrix Display แบบ 2 หน้าจอ โดยเชื่อมต่อกับพอร์ต HDMI, USB-C พร้อมกันและยังใช้จอโน้ตบุ๊กไปด้วยได้หรือจะพับเก็บไว้ก็ตามแต่สะดวก ทำให้มีพื้นที่เปิดโปรแกรมเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะยุคนี้ที่ต้องเปิดหลายโปรแกรมพร้อมกันยิ่งมีประโยชน์ แถมปุ่มลัดตรงลูกศรสี่ทิศทางก็ยังได้ใช้เป็นระยะๆ เช่นกัน
ส่วนเรื่องที่หวังให้ทางบริษัทปรับแต่งเพิ่มเติมในอนาคต ก็หวังให้ Cyborg 15 Black Edition ได้อินเทอร์เฟส PCIe 4.0 x4 คู่เพื่อให้เจ้าของใส่ M.2 NVMe SSD คู่ เพื่อให้เจ้าของอัพเกรดต่อยอดในอนาคตเพื่อยืดอายุเครื่องให้นานขึ้นและใช้งานสะดวกกว่าเดิมอีกด้วย
Conclusion & Award

MSI Cyborg 15 Black Edition เป็นตัวเลือกเพื่อเกมเมอร์งบประมาณจำกัดได้เปลี่ยนเครื่องใหม่ให้เล่นเกมและทำงานสะดวกขึ้นด้วยงบประมาณ 40,000 บาท แม้จะไม่ได้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดก็ตามแต่ยังดีพอให้ใช้งานไปได้อีกอย่างน้อย 3~4 ปี หากใครตั้งใจจะซื้อมาเน้นเล่นเกมเป็นหลักก็เลือกรุ่นเริ่มต้นแล้วเอาเงินไปลงกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ หรือตั้งใจจะใช้งานระยะยาวจะขยับไปรุ่นสูงก็คุ้มราคาไม่แพ้กัน ยิ่งถ้ามี RAM, SSD สำรองไว้ใส่เพิ่มยิ่งทำให้โน้ตบุ๊กนี้ใช้งานดีกว่าเดิมแน่นอน
Award


Best Value
MSI เลือกตั้งราคา Cyborg 15 Black Edition ช่วงไม่เกิน 40,000 บาท และได้สเปคในระดับพอให้ใช้เล่นเกมและทำงานได้ดี ให้คนต้องการเกมมิ่งโน้ตบุ๊กราคาไม่แพงนักได้ซื้อไว้ใช้ได้อีกระยะหนึ่ง
Best Performance
MSI Cyborg 15 Black Edition ได้ชิปเซ็ต Intel 13th generation และ NVIDIA GeForce RTX 4050 ให้เล่นเกมชั้นนำในปัจจุบันได้ มีระบบ Upscaling และ Frame generation ไว้เร่งเฟรมเรทและยังใช้ทำงานเล็กใหญ่ได้เป็นอย่างดี
Gallery
















