MacBook Pro ตัวจบของมืออาชีพ แรงไม่ต้องสงสัย งานใหญ่เล็กจบได้หมด คนทำงานเขารู้กัน

ถ้า MacBook Neo เน้นกลุ่มนักเรียนนักศึกษาใช้ทำรายงาน MacBook Air เพื่อกลุ่มคนทำงานแบบครอบจักรวาลตั้งแต่งานเอกสารไปจนแต่งภาพทำกราฟิคได้ MacBook Pro ก็เกิดมาเพื่อมืออาชีพใช้ทำงานสเกลใหญ่แข่งกับเวลา ไม่ว่าจะตัดต่อวิดีโอความละเอียด 4~8K ค่า Bitrate สูงแล้วต้องเกรดสีแยก Node, ปั้นโมเดล 3D CG รายละเอียดสูง, เขียนและคอมไพล์โปรแกรมโปรเจคใหญ่ ฯลฯ ให้ได้ผลลัพธ์เร็วที่สุดและไม่เกิดปัญหาจุกจิกจนเสียงานได้ ซึ่งชิป Apple M-Series ก็ได้พิสูจน์ตัวเองมาร่วม 6 ปี จนคนทำงานและมืออาชีพส่วนใหญ่ยอมรับว่ามันใช้งานได้เยี่ยมจริงและสมรรถนะก็ดีไว้ใจได้แน่นอน
อย่าง MacBook Pro ปีล่าสุดนี้ Apple ก็ยังคงดีไซน์ภายนอกเอาไว้ใกล้เคียงเดิมทั้งตัวเครื่องทรงฝาพับใช้วัสดุอลูมิเนียมรีไซเคิล 100% ทำสีเงิน Silver หรือดำ Space Black เช่นเดียวกับโมเดลปีก่อน มีตัวเครื่องขนาด 14″, 16″ ให้เลือก แล้วเปลี่ยนชิปเซ็ตเป็น Apple M5 Series รุ่นใหม่ตามวงรอบเวลา แต่จุดแตกต่างคือ Apple เลือกติดตั้ง SSD ความจุ 1 TB ตั้งต้นมาให้ทุกโมเดล ไม่เกี่ยงจะเป็น Apple M5, M5 Pro หรือ M5 Max ก็ตาม แถมปรับแต่งเพิ่มความจุไปได้ตั้งแต่ 4~8 TB ให้เจ้าของทำงานสะดวกขึ้นอีกมาก แถมยังได้พอร์ต Thunderbolt 5 ติดมาพร้อมใช้อีกด้วย

NBS Verdicts

ถ้าคิดถึงโน้ตบุ๊คทำงานของมืออาชีพ ไม่ว่าจะโปรแกรมเมอร์, ครีเอเตอร์, วิศวกร ฯลฯ เมื่อไหร่ ไม่ว่าใครก็จะคิดถึง MacBook Pro เป็นรุ่นแรกๆ เสมอ โดยเฉพาะคนทำงานกราฟิคไม่ว่าจะภาพนิ่ง, คลิปสั้นยาวตั้งแต่ระดับอัพโหลดขึ้น YouTube ไปจนทำภาพยนตร์ฉายจอเงินหรือเป็นละครทีวีจอแก้วก็ได้ด้วย Media Engine ปรับแต่งพิเศษให้เข้าและถอดรหัสไฟล์วิดีโอยอดนิยมได้ทุกแบบตั้งแต่ H.264, HEVC, ProRes, ProRes RAW และ AV1 ด้วย นอกจากนี้กลุ่มโปรแกรมเมอร์, วิศวกร, ช่างภาพมืออาชีพ ฯลฯ ยิ่งเหมาะกับมันมาก ยิ่งอัพเกรดมาเป็นชิปเซ็ต Apple M5 Series ยิ่งทำงานดีขึ้นอย่างชัดเจน
สมรรถนะชองชิป Apple M-Series ถึงจะถอดสายชาร์จทำงานอยู่ก็ยังทำงานได้ดีไม่ลดกำลังประมวลผลลงเลย จนสายชาร์จมีบทบาทเพียงแค่เป็นแหล่งพลังงานให้ MacBook Pro ยังมีไฟฟ้าให้ใช้จนกว่างานจะเสร็จเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลต่อสมรรถนะแม้แต่น้อยซึ่งดีต่อคนทำงานมาก โดยเฉพาะตอนนำเสนอแล้วต้องปรับแก้งานกับลูกค้าด้วยกันมันยิ่งส่งผลให้ทำงานสะดวกราบลื่นขึ้นมาก เวลานั่งทำงานในออฟฟิศก็แปลงเป็น Workstation laptop ต่อจอความละเอียดสูงระดับ 6K พร้อมกันได้ถึง 3 บาน ด้วยสาย Thunderbolt 5 เพิ่มพื้นที่แสดงผลได้มหาศาลแล้ว ยังมีพอร์ตอื่นติดมาให้ใช้ทั้ง HDMI, SDXC Card Reader รวมถึงพอร์ตของคนรัก MacBook อย่าง MagSafe 3 อีกด้วย
นอกจากสมรรถนะแล้ว MacBook Pro ก็ได้อุปกรณ์พื้นฐาน อย่างเซนเซอร์ Touch ID ก็มีไว้ใช้ยืนยันตัวเจ้าของก่อนจะปลดล็อค ปรับแต่งตัวเครื่องหรือทำธุรกรรมต่างๆ ได้ หน้าจอก็มีความละเอียดสูงขึ้นระดับ 3K และได้เทคโนโลยี ProMotion เป็นจอ Refresh Rate 120Hz ให้ภาพลื่นไหลขึ้น และจุดเด่นเฉพาะรุ่น Pro ต้องยกให้การแสดงผลแบบ XDR (Extreme Dynamic Range) เป็นจอมีค่าอัตราส่วน Contrast สูงและเร่งความสว่างได้ถึง 1,600 nits แล้ว ยังเลือกโปรไฟล์การแสดงผลสีสันโดยเฉพาะได้ ไม่ว่าจะ Apple XDR Display, Apple Display ซึ่งมีขอบเขตสี P3 เช่นกัน แต่ความสว่างแตกต่างกัน หรือจะเลือกเป็นโหมด HDR, HDTV, NTSC, PAL & SECAM, Digital Cinema, Photography และขอบเขตสี sRGB ไว้ทำคอนเทนต์ขึ้นอินเทอร์เน็ตก็ได้ ซึ่งละเอียดและเจาะจงยิ่งกว่าของ MacBook Air มาก

อย่างไรก็ตาม เวลาซื้อ MacBook Pro หากสังเกตรายละเอียดถึงจะเห็น แม้จะเป็น Apple M5 เหมือนกัน แต่ถ้าสังเกตจะเห็นว่าประเภทของคอร์ประมวลผลจะใกล้เคียงกับ Apple M4 Series ติดพัดลมระบายความร้อนและได้พอร์ตเพิ่มจึงเรียกว่าเป็น MacBook Air ฉบับสมบูรณ์ก็คงได้ ถ้าเป็นดีไซน์คอร์แบบใหม่ต้องเป็น Apple M5 Pro เป็นต้นไป เพราะเปลี่ยนการจับคู่คอร์จาก Super-core กับ Efficient-core เป็น Super-core กับ Performance-core แทนให้ทำงานดีขึ้นมาก ดังนั้นถ้าใครอยากสัมผัสสมรรถนะจริงของชิป Apple M5 ต้องเริ่มกับ MacBook Pro ราคา 74,900 บาทขึ้นไปแทน ถ้าลงรายละเอียดจะเห็นว่ารุ่น M5 Pro จะได้พอร์ต Thunderbolt 5 และเชื่อมต่อ Wi-Fi 7 รองรับ Bluetooth 6 แต่รุ่นเริ่มต้นเป็น Thunderbolt 4 เชื่อมต่อ Wi-Fi 6E รองรับ Bluetooth 5.3 เท่านั้น
นอกจากนี้เวลาเครื่องนี้ทำงานเต็มกำลังจะมีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส กินพื้นที่ส่วนบนคีย์บอร์ดแทบทั้งหมดและความร้อนแผ่ไปส่วนอื่นของเครื่องด้วย เนื่องจากบอดี้เป็นอลูมิเนียมและ Apple ตั้งใจใช้บอดี้ของ MacBook Pro เป็นส่วนช่วยระบายความร้อนจากชิปเซ็ตจึงเลี่ยงปัญหาจุดนี้ไม่ได้ อย่างมากอาจใช้แท่นวางโน้ตบุ๊คติดพัดลมระบายความร้อนกำลังลมสูงสักนิดเพื่อช่วยเป่าอากาศเย็นใส่เครื่องเพื่อลดความร้อนลงไปจะช่วยได้มากและแนะนำให้ต่อคีย์บอร์ดแยกไปจะดีสุด
ข้อดีของ MacBook Pro
- ชิปเซ็ต Apple M5 Pro ประมวลผลงานได้รวดเร็วมากไม่ว่าจะถอดหรือต่อสายชาร์จอยู่ก็ตาม
- ได้หน่วยความจำ SSD 1 TB และ Unified Memory 16 GB และสั่งปรับแต่งเพิ่มได้
- จอ Liquid Retina XDR เป็นจอ ProMotion 120Hz มีความละเอียดสูง ขอบเขตสี P3
- ปรับโปรไฟล์หน้าจอได้หลากหลายแบบ ให้เหมาะกับงานกราฟิคบนสื่อช่องทางต่างๆ
- ได้พอร์ต Thunderbolt 5 ถึง 3 ช่อง ควบคู่กับ SDXC Card Reader, HDMI และ MagSafe
- เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้รวดเร็วและเสถียรด้วย Wi-Fi 7 รองรับ Bluetooth 6
- ติดตั้งลำโพงมาให้ 6 ดอก ให้เสียงดีมากทั้งรายละเอียด, สเตจเสียงและเสียงเบส
- ตัวเครื่องเป็นวัสดุอลูมิเนียมรีไซเคิล 100% น้ำหนัก 1.6 กก. พกพาได้สะดวกพอควร
- มีเซนเซอร์ Touch ID ไว้ใช้ยืนยันตัวเจ้าของก่อนปลดล็อคหรือทำธุรกรรมเพื่อความปลอดภัย
- ชิป Apple M5 Pro จัดการพลังงานได้ดีมาก แม้จะไม่ต่อสายชาร์จก็ใช้งานได้นานจนจบวัน
- รองรับการต่อหน้าจอแยกมากสุด 3 บาน ความละเอียด 6K 60Hz หรือ 4K 144Hz
- แป้นทัชแพด Force Touch ตอบสนองดีมากและ Multi-Touch ทำงานได้เยี่ยม
- ชิป M5 Pro เป็นต้นไปรองรับเทคโนโลยีเชื่อมต่อไร้สาย Smart Home อย่าง Thread ในตัว
ข้อสังเกตของ MacBook Pro
- ราคาสูง รุ่นเริ่มต้นชิป Apple M5 ราคา 56,900 บาทแล้ว ถ้าปรับแต่งเพิ่มราคาจะยิ่งสูงขึ้น
- รุ่นชิป Apple M5 จะได้พอร์ต Thunderbolt 4, Wi-Fi 6E ไม่ใช่ Thunderbolt 5, Wi-Fi 7
- หน้าจอ Nano-texture ลดแสงสะท้อนได้ดีแต่การบำรุงรักษายากกว่าจอธรรมดา
- อุณหภูมิตัวเครื่องเมื่อรันทำงานเต็มกำลังจะสูงและแผ่ไปทั่วคีย์บอร์ด
- ขอบหน้าจอส่วนบนมีติ่งกล้องหน้ายื่นลงมาเห็นได้ชัดเจน
- เฉพาะ M5 Max จะมี Media Engine Decode/Encode 2 ตัว ไว้ทำงานระดับภาพยนตร์
รีวิว MacBook Pro
- Specification
- Hardware & Design
- Screen & Speaker
- Keyboard & Touchpad
- Connector, Thin & Weight
- Performance & Software
- Battery & Heat & Noise
- User Experience
- Conclusion & Award
- Gallery
Specification

เวลาคิดถึงโน้ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงสำหรับทำงานสักเครื่อง ใครๆ ก็คิดถึง MacBook Pro กันอย่างแน่นอน อย่างรุ่นปัจจุบัน Apple ก็ปรับเปลี่ยนชิปเซ็ตมาใหม่ให้ทำงานดีทรงพลังยิ่งขึ้นและเพิ่มพื้นที่หน่วยความจำไม่ว่าจะ SSD หรือ Unified Memory ให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งสเปคของรุ่นย่อยสำหรับหน้าจอขนาด 14 นิ้ว จะเป็นดังนี้
| รุ่น / สเปค | MacBook Pro M5 | MacBook Pro M5 Pro | MacBook Pro M5 Pro | MacBook Pro M5 Max |
| CPU & GPU | Apple M5 แบบ 10 คอร์ (4-Super core / 6-Efficient Core) GPU 10 คอร์ Neural Engine 16 คอร์ | Apple M5 Pro แบบ 15 คอร์ (5-Super core / 10-Performance Core) GPU 16 คอร์ Neural Engine 16 คอร์ | Apple M5 Pro แบบ 18 คอร์ (6-Super core / 12-Performance Core) GPU 20 คอร์ Neural Engine 16 คอร์ | Apple M5 Max แบบ 18 คอร์ (6-Super core / 12-Performance Core) GPU 32 คอร์ Neural Engine 16 คอร์ |
| Storage & Memory | SSD Storage 1 TB ปรับแต่งเพิ่มเป็น 2TB / 4 TB Unified Memory 16 GB ปรับแต่งเพิ่มเป็น 24 GB / 32 GB | SSD Storage 1 TB ปรับแต่งเพิ่มเป็น 2TB / 4 TB Unified Memory 24 GB ปรับแต่งเพิ่มเป็น 36 GB / 48 GB / 64 GB / 128 GB หากปรับแต่งหน่วยความจำจะทำให้ชิปเซ็ตถูกอัพเกรดโดยอัตโนมัติ | SSD Storage 2 TB ปรับแต่งเพิ่มเป็น 4 TB Unified Memory 24 GB ปรับแต่งเพิ่มเป็น 36 GB / 48 GB / 64 GB / 128 GB หากปรับแต่งหน่วยความจำจะทำให้ชิปเซ็ตถูกอัพเกรดโดยอัตโนมัติ | SSD Storage 2 TB ปรับแต่งเพิ่มเป็น 4 TB / 8 TB Unified Memory 36 GB ปรับแต่งเพิ่มเป็น 48 GB / 64 GB / 128 GB หากปรับแต่งหน่วยความจำจะทำให้ชิปเซ็ตถูกอัพเกรดโดยอัตโนมัติ |
| Memory Bandwidth | 153GB/s | 307GB/s | 307GB/s | 460GB/s |
| Media Engine | H.264 HEVC ProRes ProRes RAW Video Decode/Encode ProRes Decode/Encode AV1 Decode | H.264 HEVC ProRes ProRes RAW Video Decode/Encode ProRes Decode/Encode AV1 Decode | H.264 HEVC ProRes ProRes RAW Video Decode/Encode ProRes Decode/Encode AV1 Decode | H.264 HEVC ProRes ProRes RAW Video Decode/Encode ProRes Decode/Encode AV1 Decode |
| Operating System | macOS Tahoe | macOS Tahoe | macOS Tahoe | macOS Tahoe |
| Webcam | 12MP Center Stage | 12MP Center Stage | 12MP Center Stage | 12MP Center Stage |
| Display | Liquid Retina XDR 14.2″ (3024*1964) พาเนล IPS ProMotion Technology Refresh Rate 120Hz ขอบเขตสี P3 เทคโนโลยี True Tone ปรับแต่งเป็นจอ Nano-texture ได้ | Liquid Retina XDR 14.2″ (3024*1964) พาเนล IPS ProMotion Technology Refresh Rate 120Hz ขอบเขตสี P3 เทคโนโลยี True Tone ปรับแต่งเป็นจอ Nano-texture ได้ | Liquid Retina XDR 14.2″ (3024*1964) พาเนล IPS ProMotion Technology Refresh Rate 120Hz ขอบเขตสี P3 เทคโนโลยี True Tone ปรับแต่งเป็นจอ Nano-texture ได้ | Liquid Retina XDR 14.2″ (3024*1964) พาเนล IPS ProMotion Technology Refresh Rate 120Hz ขอบเขตสี P3 เทคโนโลยี True Tone ปรับแต่งเป็นจอ Nano-texture ได้ |
| Connectivity | MagSafe 3*1 Thunderbolt 4 (USB 4 ความเร็ว 40 Gb/s)*3 HDMI*1 SDXC Card Reader*1 Audio combo*1 Wi-Fi 6E Bluetooth 5.3 | MagSafe 3*1 Thunderbolt 5 (USB 4 ความเร็ว 120 Gb/s)*3 HDMI*1 SDXC Card Reader*1 Audio combo*1 Wi-Fi 7 Bluetooth 6 | MagSafe 3*1 Thunderbolt 5 (USB 4 ความเร็ว 120 Gb/s)*3 HDMI*1 SDXC Card Reader*1 Audio combo*1 Wi-Fi 7 Bluetooth 6 | MagSafe 3*1 Thunderbolt 5 (USB 4 ความเร็ว 120 Gb/s)*3 HDMI*1 SDXC Card Reader*1 Audio combo*1 Wi-Fi 7 Bluetooth 6 |
| Weight | 1.55 กก. | 1.6 กก. | 1.6 กก. | 1.62 กก. |
| Price (รุ่นพื้นฐานไม่ปรับแต่งสเปค) | 56,900 บาท | 74,900 บาท | 94,900 บาท | 94,900 บาท |
Hardware & Design




กล่องสินค้าของ Apple ไม่ว่าจะ iPhone, iPad หรือจะ MacBook Pro จะใช้หลักการออกแบบเดียวกัน คือ ภาพและสีสินค้าหน้ากล่องกับในกล่องจะเหมือนกันเสมอให้ว่าที่เจ้าของได้เห็นของโดยคร่าวๆ ด้านข้างมีชื่อประเภทสินค้าและลงรายละเอียดสเปคต่างๆ ไว้หลังกล่องสินค้าชิ้นนี้มีรายละเอียดอย่างไร ใช้ชิปเซ็ตและมีหน่วยความจำเท่าไหร่ให้ผู้ใช้ตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อได้ ค่อยดึงเทปกระดาษเพื่อดูสภาพสินค้าในกล่องได้ นอกจากนี้ตัวกล่องจะไม่มีลวดลายใดเพิ่มเติมเลย ถือเป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ Apple โดยปริยาย อย่าง MacBook เครื่องนี้เป็นเครื่องสีดำ Space Black ภาพหน้ากล่องก็จะเป็น MacBook สีดำเช่นกัน






แม้ว่า Apple จะเรียกสีนี้ว่าเป็นดำ Space Black แต่ตอนมองเห็นจะเหมือนสีโทนเทาเข้มเกือบดำมากกว่า โครหลัก, แถบวางข้อมือ ไปจนก้านบานพับและฝาหลังเครื่องจะเป็นสีดังกล่าวตัดกับกรอบหน้าจอสีดำเนื้อกระจก ปุ่มแป้นคีย์บอร์ดสีดำเงามีตัวอักษรไทยและไฟ LED Backlit สีขาวลอดให้พิมพ์งานเวลาแสงสลัวได้ง่าย แป้นทัชแพด Force Touch เป็นโทนเทาเข้มกว่าเนื้อตัวเครื่องส่วนอื่น ถัดลงมาจะมีแถบตัวเครื่องตัดเฉียงให้ใช้นิ้วเกี่ยวกางหน้าจอได้ด้วยนิ้วเดียวเท่านั้น


ก้านบานพับของ MacBook Pro เป็นก้านขนาดเล็กติดเข้ากับขอบล่างจอในแนวนอนทั้งสองฝั่ง ถ้าดันบานหน้าจอไปจนสุดจะกางได้กว้างราว 120 องศา จึงวางบนโต๊ะหรือขึ้นแท่นวางโน้ตบุ๊คก็ปรับองศาหน้าจอให้มองเห็นได้ง่ายไม่มีเงาทาบ แต่เวลาถือเครื่องด้วยมือเดียวแล้วเอนเครื่องลงสักหน่อย จอจะกางออกทีละน้อยจนสุดไม่ต่างจาก MacBook Neo หรือ Air และอาจทำให้สายแพหน้าจอเสื่อมสภาพไวขึ้นจึงขอให้ระวังส่วนนี้สักนิดก็จะดี


ฝาหลังสีเทาเข้มมีโลโก้ Apple สีดำเนื้อกระจกไม่สะท้อนเงาสิ่งตรงหน้าติดอยู่ตรงกลาง ไม่มีลวดลายเสริมเป็นพิเศษจึงดูเรียบหรูเสริมบุคลิคเจ้าของให้ดูเป็นมืออาชีพ แม้จะดูสวยเรียบง่ายแถมเสริมให้ตัวฝาหลังโดยรวมแข็งแรงก็จริง แต่ผู้เขียนก็ยังคิดถึงโลโก้เรืองแสงเหมือนโมเดลเก่ามากกว่า ยิ่งปัจจุบันนี้เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ก็พัฒนามามากแล้ว จึงคิดว่าทาง Apple น่าจะนำเอกลักษณ์นี้กลับมาในอนาคตก็คงดี




ฝาด้านใต้เครื่องจะใช้น็อต Torx 8 ดอก ขันล็อคเข้ากับบอดี้ส่วนบนให้ประกบเป็นชิ้นเดียวกัน มีแถบน็อต 2 แถว อยู่ขอบบนและล่างตัวเครื่องเป็นแนวยาวจากจุกยางกันลื่นฝั่งหนึ่งสู่อีกฝั่งมากกว่า MacBook Neo และ Air เป็นเท่าตัว ตรงกลางฝาหลัง Apple จัดการปั๊มเนื้อฝาด้านใต้เป็นชื่อ MacBook Pro ต่างจากรุ่นอื่นซึ่งเป็นเนื้ออลูมิเนียมเรียบสนิทเท่านั้น เป็นเอกสิทธิ์ของรุ่นนี้โดยเฉพาะ
Screen & Speaker







ดีไซน์กรอบหน้าจอของ MacBook ทุกรุ่นไม่ว่าจะ Neo, Air หรือ Pro จะไม่ต่างกัน มีกรอบหน้าจอหนาเห็นชัดเจน ติดติ่งกล้องเว็บแคม (Notch) Center Stage ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลไว้เช่นเดียวกับ MacBook Air ซึ่งทั้งสองรุ่นมีฟีเจอร์สั่งตัวกล้องปรับองศาการจับภาพจากหน้าผู้ใช้มาจับพื้นโต๊ะได้เผื่อต้องการนำเสนอของใช้ได้ในบางโอกาส
จอของ Apple MacBook ทุกรุ่นมีชื่อเฉพาะว่า Liquid Retina แต่สเปคจะต่างกันไปตามซีรีส์ เช่น MacBook Pro จะได้จอคุณภาพสูงสำหรับทำงานกราฟิคโดยเฉพาะ จึงเสริมคำว่า XDR (Extreme Dynamic Range) มาท้ายชื่อ ตามสเปคมีอัตราส่วน Contrast 1,000,000:1 เร่งความสว่างทั่วบานหน้าจอได้ 1,000 nits และเร่งเฉพาะจุดได้ 1,600 nits มีขอบเขตสีกว้าง P3 เสริมด้วยเทคโนโลยี True Tone เพื่อถนอมสายตาผู้ใช้และ ProMotion ปรับค่า Refresh Rate ตามคอนเทนต์บนหน้าจออัตโนมัติตั้งแต่ 48~120 Hz ตามสเปคของจอขนาด 14.2 นิ้ว มีความละเอียด 3024*1964 พิกเซล ส่วนขนาด 16.2 นิ้ว มีความละเอียดเพิ่มเป็น 3456*2234 พิกเซล ตามขนาดพื้นที่จอ เป็นพาเนล IPS ทั้งคู่
นอกจากฟีเจอร์ทั่วไปข้างต้น จุดเด่นของซีรีส์ Pro คือโปรไฟล์สีของหน้าจอซึ่งเน้นการทำงานระดับภาพยนตร์ยิ่งขึ้น มีพื้นฐานเป็น Apple Display (P3-600 nits) และเลือกปรับเป็น Apple XDR Display (P3-1600 nits) ได้ ถ้าสังเกตส่วนถัดลงมาจะเห็นว่า Apple ติดตั้งโปรไฟล์อื่นๆ เพิ่มเข้ามาอีกมากมายเพื่อใช้ทำงานโปรดักชั่นในแบบต่างๆ ไม่ว่าจะ HDR Video, HDTV Video, NTSC Video, PAL & SECAM Video, Digital Cinema แยกเป็นแบบ P3-DCI หรือ P3-D65, Design & Print, Photography และ Internet & Web แถมยังกำหนดตั้งค่าเองและปรับเทียบจอได้ ไม่จำกัดเฉพาะหน้าจอของ MacBook Pro แต่รวมถึงหน้าจอต่อแยกด้วย ทำให้ค่าสีของหน้าจอเหมาะกับการสร้างสื่อเผยแพร่ตามช่องทางต่างๆ ยิ่งขึ้น






ลำโพงของ MacBook Pro เทียบกับ Air แล้ว จะมีดอกลำโพงเพิ่มขึ้นจาก 4 เป็น 6 ดอก ซึ่งคู่บนจะเป็นดอก Woofer เพื่อให้โทนเสียงมีมิติเพิ่มอรรถรสเวลาฟังเพลงหรือดูภาพยนตร์ยิ่งกว่าเดิม รองรับ Dolby Atmos ในตัว เวลาเร่งเสียงดังสุดแล้ววัดด้วยเครื่องวัดเสียงจากด้านหน้าจะดังราว 86.2dB ถ้าตั้งจ่อหน้าลำโพงจะดังถึง 96.3dB ซึ่งเสียงมันดังพอให้ฟังในห้องขนาด 13 ตารางเมตรได้สบาย
เนื้อเสียงลำโพง MacBook Pro จัดว่าดีจนไม่ต้องต่อลำโพงแยกเลยและเหมาะกับความบันเทิงทุกแบบ ต้องยกความดีให้ลำโพง Woofer ซึ่งเสริมเพิ่มจากลำโพงเซ็ตหลัก 4 ดอกของ MacBook Air ทำให้เสียงโทนเบสหนักแน่น มีแรงปะทะชัดเจนแต่ก็ไม่กลืนเสียงเครื่องดนตรีและนักร้องนำจนหายไป สเตจเสียงกว้างไม่อุดอู้หรือจ่อตรงหน้ามากจึงเหมาะกับเพลงทุกสไตล์ไม่ว่าจะ R&B, Blues, Jazz, Classic หรือจะฟังเพลงยอดนิยมในปัจจุบันก็ดีมาก
Keyboard & Touchpad










คีย์บอร์ดของ MacBook ทุกรุ่นเป็นแบบ Tenkeyless ใช้สวิตช์กรรไกร (Scissor switch) ระยะปุ่มตื้นราว 1 มม. ให้พิมพ์งานสะดวก ตอบสนองเร็วใช้แรงกดเล็กน้อยก็ทำงานแล้ว ช่วยให้คนทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงได้สบายนิ้วพอควร เวลาแสงสลัวก็มีไฟ LED Backlit ส่องแสงลอดตัวอักษรอังกฤษกับไทยให้พิมพ์สะดวกขึ้น แต่ถ้าเคยใช้ MacBook Pro รุ่นเก่ามาก่อนจะเห็นว่าปุ่มปรับความสว่างไฟคีย์บอร์ดหายไปเพราะ Apple เปลี่ยนมาใช้เซนเซอร์จับแสงแล้วปรับเพิ่มลดโดยอัตโนมัติแทน ถ้าจะตั้งค่าเองต้องเข้าไปทำต่อใน Settings เพิ่มเติม
ขนาดและตำแหน่งของปุ่มใช้งานก็ไม่ต่างจาก MacBook รุ่นอื่น มุมบนซ้ายเป็นปุ่ม Esc ขนาดใหญ่เกือบพอกับสองปุ่มมาตรฐาน มุมบนขวามีเซนเซอร์ Touch ID ไว้สแกนลายนิ้วมือยืนยันตัวก่อนปลดล็อคเครื่องให้ใช้งาน, ทำธุรกรรมหรือแม้แต่เปลี่ยนการตั้งค่าต่างๆ แม้จะจุกจิกอยู่บ้างแต่ในแง่ความปลอดภัยถือว่าดี ส่วนมุมซ้ายล่างยังเป็นตำแหน่งปุ่ม Globe คู่กับคำสั่ง Fn ถัดเข้ามาทางขวาเป็นปุ่ม Control ถ้าใช้ไม่ถนัดก็ยังปรับตำแหน่งปุ่มในภายหลังได้
วิธีการกดเปลี่ยนภาษาของ macOS สำหรับอดีตผู้ใช้ Windows มี 3 แบบ ได้แก่ กดปุ่ม Caps Lock ซึ่งสกรีนตัวอักษร “ก/A” เอาไว้หรือกดปุ่ม Globe ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน และถ้าจะใช้ฟังก์ชั่นของปุ่มนั้นๆ ให้กดค้างถึงจะทำงาน สุดท้ายคือกด Control+Space bar ก็ได้

ในบรรทัด Hotkeys ของ MacBook Pro ก็เหมือน MacBook รุ่นอื่น โดยใช้คำสั่งต่างๆ เหมือนกันทั้งหมด เอาความคุ้นเคยจาก Mac เครื่องเก่ามาใช้ต่อกันได้เลย ซึ่งคำสั่งทั้งหมดจะเป็นดังนี้
- F1~F2 – เพิ่มลดความสว่างหน้าจอ
- F3 – Mission Control สำหรับดูทุกแอพฯ ที่เปิดค้างเอาไว้
- F4 – Spotlight search ไว้ค้นหาสิ่งต่างๆ ในเครื่อง
- F5 – Dictation สั่งพิมพ์ด้วยเสียงพูดได้
- F6 – Do not disturb ปิดการแจ้งเตือนไม่ให้รบกวนเวลาใช้งาน
- F7~F9 – Multimedia key ไว้ใช้กับ iTunes
- F10~F12 – ปิด / ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง


Haptic Touchpad ของ MacBook Pro จะใช้มอเตอร์จำลองการกดคลิ๊กแทนการกดจนแป้นจมลงตามปกติ แถมการลงน้ำหนักมากน้อยก็จะให้ผลต่างกันตั้งแต่ใช้นิ้วเดียวไปจน 4 นิ้ว และยังตั้งค่าใน Settings ให้เหมาะกับสไตล์การใช้งานของแต่ละคนได้แถมตอบสนองได้เยี่ยมมาก ถ้าพกไปทำงานนอกสถานที่ก็ไม่ต้องพึ่งเมาส์เลย ยกเว้นต่อเป็น Workstation อยู่ในออฟฟิศถึงจะต่อใช้งานบ้าง
Connector, Thin & Weight




พอร์ตของ MacBook Pro เทียบกับรุ่นอื่นแล้วจะครบเครื่องกว่า ไม่ได้มีเฉพาะ Thunderbolt หรือ USB-C อย่างเดียว จึงต่อกับอุปกรณ์อื่น อย่างโปรเจคเตอร์, SD Card หรือหน้าจอความละเอียดสูงก็เชื่อมตรงได้ทันทีไม่ต้องพึ่ง Hub แต่ในฐานะอดีตผู้ใช้โน้ตบุ๊ค Windows และเป็นเจ้าของ MacBook Air คิดว่า Apple เอาพอร์ตเชื่อมต่อมาผูกกับคำว่า Pro และ Max เพื่อสร้างอภิสิทธิ์เฉพาะเกินไปและยังแบ่งแยกเฉพาะชิปเซ็ตอีกต่อด้วยซึ่งไม่ใช่เรื่องนัก โดยพอร์ตแต่ละฝั่งกับการเชื่อมต่อไร้สายของชิปเซ็ต M5 Pro ขึ้นไปจะเป็นดังนี้
- ฝั่งซ้ายจากซ้ายมือ – MagSafe 3, Thunderbolt 5 (120Gb/s)*2, Audio combo
- ฝั่งขวาจากซ้ายมือ – SDXC Card Reader, Thunderbolt 5 (120Gb/s), HDMI
- การเชื่อมต่อไร้สาย – Wi-Fi 7 (802.11be) รองรับ Bluetooth 6
ถ้าเป็น MacBook Pro รุ่นเริ่มต้นชิป Apple M5 จะได้พอร์ต Thunderbolt 4 (40Gb/s) ทุกช่อง เชื่อมต่อ Wi-Fi 6E (802.11ax) รองรับ Bluetooth 5.3 เท่านั้น ไม่ต่างกับ MacBook Air (M5) ยิ่งถ้าสังเกตระบบเชื่อมต่อไร้สายจะเห็นว่ารุ่นขวัญใจมหาชนเป็น Wi-Fi 7 (802.11be) รองรับ Bluetooth 6 แล้ว ถึงจะเป็นชิปเกรดเดียวกันก็ตามแต่ด้อยกว่าเล็กน้อยอย่างน่าเสียดาย














มิติตัวเครื่องและน้ำหนักในหน้าสเปค Apple เคลมเอาไว้ว่ามีความหนา 1.55 ซม. เสมอกับตัวเลขจากการวัดด้วยเวอร์เนียคาลิปเปอร์ ถ้าเป็นชิป M5 Pro จะมีน้ำหนัก 1.6 กก. ไล่เลี่ยกับน้ำหนัก 1.59 กก. บนตาชั่ง ถ้ารวมอะแดปเตอร์และสายชาร์จ MagSafe 3 อีก 235 กรัม จะมีน้ำหนักรวม 1.83 กก. พอกับโน้ตบุ๊คทำงานขนาด 14″ รุ่นอื่นรวมอะแดปเตอร์แล้ว หากจะนำติดตัวไปไหนแนะนำให้ใส่กระเป๋าเป้จะดีสุด
อะแดปเตอร์แถมมาในกล่องของ MacBook Pro ถ้าไม่อัพเกรดเพิ่มจะมีกำลังไฟ 70W มีพอร์ต USB-C ช่องเดียวไว้ชาร์จเครื่องนี้โดยเฉพาะ ถ้าสไลด์หัวปลั๊กออกก็เอา Travel adapter ของ Apple มาเปลี่ยนให้ต่อชาร์จตอนเดินทางไปต่างประเทศได้ แต่ขอแนะนำให้ใช้อะแดปเตอร์ GaN กำลังชาร์จ 100W จากผู้ผลิตรายอื่นจะเหมาะกว่า เพราะมีพอร์ต USB ไว้ชาร์จอุปกรณ์ชิ้นอื่นอย่าง iPhone, iPad หรือ Apple Watch พร้อมกันได้สะดวกกว่า ส่วนอะแดปเตอร์พื้นฐานในกล่องอาจจะเอาไว้กับโต๊ะทำงานส่วนตัวดีกว่า
Performance & Software







MacBook Pro ชิปเซ็ต Apple M5 Pro ถูกปรับปรุงสถาปัตยกรรมให้ต่างจากรุ่นก่อนมาพอควร สังเกตได้ว่าประเภทคอร์จะเปลี่ยนจาก Super-core กับ Efficient-core แบบเก่าถูกเปลี่ยนเป็น Super-core และ Performance-core แทน เพื่อให้ประมวลผลเสร็จเร็วขึ้น แต่จะเป็นรุ่น Pro, Max เท่านั้น ชิป Apple M5 รุ่นพื้นฐานจะยังใช้การออกแบบคอร์เก่าเหมือนเป็น MacBook Air ฉบับทำเสร็จอย่างนั้น ถ้าเทียบสเปคเฉพาะคอร์ซีพียูจะเป็นดังนี้
| รุ่น / สเปค | MacBook Pro M5 | MacBook Pro M5 Pro | MacBook Pro M5 Pro | MacBook Pro M5 Max |
| CPU & GPU | Apple M5 แบบ 10 คอร์ (4-Super core / 6-Efficient Core) GPU 10 คอร์ Neural Engine 16 คอร์ | Apple M5 Pro แบบ 15 คอร์ (5-Super core / 10-Performance Core) GPU 16 คอร์ Neural Engine 16 คอร์ | Apple M5 Pro แบบ 18 คอร์ (6-Super core / 12-Performance Core) GPU 20 คอร์ Neural Engine 16 คอร์ | Apple M5 Max แบบ 18 คอร์ (6-Super core / 12-Performance Core) GPU 32 คอร์ Neural Engine 16 คอร์ |
| Memory Bandwidth | 153GB/s | 307GB/s | 307GB/s | 460GB/s |
| CPU Configuration | ปรับแต่งไม่ได้ | Apple M5 Pro CPU 18 คอร์ GPU 20 คอร์ Apple M5 Max CPU 18 คอร์ GPU 32 คอร์ Bandwidth 460GB/s Apple M5 Max CPU 18 คอร์ GPU 40 คอร์ Bandwidth 614GB/s | Apple M5 Max CPU 18 คอร์ GPU 32 คอร์ Bandwidth 460GB/s Apple M5 Max CPU 18 คอร์ GPU 40 คอร์ Bandwidth 614GB/s | Apple M5 Max CPU 18 คอร์ GPU 40 คอร์ Bandwidth 614GB/s |
พิจารณาจากสเปคก็จำกัดกลุ่มผู้ใช้ได้ไม่ยากนักว่า Apple ต้องการให้ Pro M5 รุ่นเริ่มต้นมีเอาไว้รองรับผู้ใช้ที่เปลี่ยนจาก MacBook Air ขึ้นมาเป็นรุ่น Pro เพราะพอร์ตไม่พอใช้หรืองานเริ่มหนักขึ้นจึงต้องการ MacBook แบบมีพัดลมระบายความร้อนช่วย MacBook Pro ตัวเริ่มต้นจะตอบโจทย์ได้พอดี อาจจะเพิ่ม Unified Memory (RAM) เป็น 24~32 GB เพื่อให้รันแอพฯ หรือประมวลผลงานได้เสร็จเร็วขึ้นก็ได้
กรณีเป็นครีเอเตอร์ทั้งภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอไปจนระดับโปรดักชั่นเฮ้าส์ ให้เริ่มกับรุ่น Apple M5 Pro เป็นต้นไปได้เลย หากเป็น YouTuber, ช่างภาพหรือโปรแกรมเมอร์ก็เริ่มกับรุ่นจีพียู 16 คอร์ ก่อน ถ้าเป็นรุ่นจีพียู 20 คอร์ หรือชิป Apple M5 Max เหมาะกับ GIS, Photogrammetry, Autodesk หรือ SketchUp มากกว่า ส่วนเรื่องอัพเกรด RAM ให้ขึ้นอยู่กับโจทย์การใช้งานของแต่ละคนได้เลย อาจจะอยู่ช่วง 36~64 GB ก็เพียงพอแล้วงบประมาณจะไม่บานปลายนัก
อย่างเครื่องรีวิวจะเป็นสเปคพื้นฐานซึ่งเดินไปซื้อในร้าน Apple Store ได้ทันที มี RAM ฝังรวมบนชุดวงจรเดียวในคอร์ซีพียูเพื่อให้รับส่งข้อมูลได้เร็วยิ่งขึ้น ไม่ได้แยกออกเป็นชิปภายนอกบน Motherboard อย่างโน้ตบุ๊ค Windows เท่านั้น จึงเรียกว่าเป็น Unified Memory (หน่วยความจำใช้งานร่วม) สเปคของเครื่องนี้เมื่อเช็คระบบเชิงลึกจะพบว่ามีความจุ 24 GB LPDDR5 (Low-Power Double Data Rate 5) ผลิตจากโรงงาน Samsung

SSD ภายในเครื่องมีความจุ 1 TB ติดตั้งแบบฝังไว้บนเมนบอร์ดและควบคุมด้วยคอนโทรลเลอร์ของ Apple โดยตรงและทำงานได้รวดเร็วมาก ความเร็วอ่านเขียนข้อมูลจัดว่าเหนือกว่าโน้ตบุ๊ค Windows หลายๆ รุ่นในปัจจุบัน จึงติดตั้ง, เรียกแอพฯ มาใช้, โหลดไฟล์ในเครื่องมาทำงานได้รวดเร็วต่อเนื่อง ไม่เจออาการค้างหรือหน่วงใดๆ


ความเร็วรับส่งข้อมูลผ่านทาง Wi-Fi 7 (802.11be) ของ MacBook Pro เมื่อตั้งเครื่องไว้ห่างจากจุดกระจายสัญญาณราว 10 เมตร มีประตูไม้อัดกั้น 1 บาน แล้วทดสอบกับเว็บ Speedtest by Ookla แล้ว มีความเร็วสูงมากพอให้รับส่งไฟล์ขนาดใหญ่ได้เร็วทันใจ
ส่วนการเปิดและใช้งานเว็บไซต์ต่างๆ ก็ไวตอบสนองแทบจะทันที โดยคะแนน Speedometer 3.0 ก็ได้คะแนนสูงถึง 58 คะแนน ซึ่งปกติแล้วพีซีและโน้ตบุ๊คตามปกติจะได้คะแนน 30~40 คะแนนเท่านั้น ถือว่า Wi-Fi Chipset รวมถึงเบราเซอร์ Safari ทำงานได้ดีมาก กดคลิ๊กเปิดเข้าหรือดาวน์โหลดไฟล์ใดๆ ก็ตอบสนองได้ดี

จุดน่าสนใจสังเกตว่าคะแนนของ CINEBENCH 2026 โดยเฉพาะหมวด GPU นั้นสูงมากร่วม 40,000 คะแนน มันจึงทำงานกราฟิคได้ดีมากไม่ว่าจะภาพนิ่ง, วิดีโอหรือปั้นโมเดล 3D ก็ได้ทั้งหมด ด้านคอร์ซีพียูไม่ว่าจะทดสอบแบบคอร์เดี่ยวหรือหลายคอร์ก็ได้ผลลัพธ์ดี สามารถรันงานใดอยู่แล้วสลับไปทำอีกงานต่อได้โดยไม่มีปัญหาและเรนเดอร์คลิปความละเอียดสูงให้จบได้รวดเร็วมาก จากการทดสอบเรนเดอร์ไฟล์ 4K Bitrate 50 ความยาว 22 นาที ใส่เอฟเฟคและ Text คำอธิบายต่างๆ เพิ่ม ใช้เวลาเพียง 11 นาทีเท่านั้นก็เอาคลิปไปใช้งานได้แล้ว


ด้านงานเรนเดอร์โมเดล 3D ต่างๆ จากการทดสอบกับ Blender benchmark ถือว่าผลลัพธ์น่าประทับใจมาก โดยเฉพาะจีพียูของ MacBook Pro สามารถเรนเดอร์ปริมาณ Sample ได้เยอะไม่แพ้กับการ์ดจอแยกระดับกลางเลย และตอนทดสอบไม่ว่าจะต่อสายชาร์จอยู่หรือใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ก็ได้ผลลัพธ์เท่ากัน
| การทดสอบ / จำนวน Sample ใน 1 นาที (ยิ่งมากยิ่งดี) | CPU | GPU |
| monster | 219 | 1,443 |
| junkshop | 153 | 1,290 |
| classroom | 100 | 1,039 |



ผลคะแนนการทดสอบ MacBook Pro กับโปรแกรม Geekbench 6 และ Geekbench AI จะเห็นว่าผลการทดสอบในแต่ละหมวดทำได้สูงและสังเกตผลการทดสอบความเร็วตอบสนองกับ AI ด้วย Neural Engine จะสูงขึ้นมาก ซึ่งผลลัพธ์การทดสอบทั้งหมดเป็นดังนี้
Geekbench 6 – ใช้ทดสอบว่าซีพียูใช้ทำงานทั่วไปในชีวิตประจำวันได้ดีหรือไม่ โดยแยกเป็นคะแนน Single Core ว่าตัวเครื่องตอบสนองกับงานทั่วไปในชีวิตประจำวันอย่างเปิดแอพฯ ทำงานหรือท่องเว็บไซต์ได้ช้าเร็วเท่าไหร่และ Multi-Core จะทดสอบกับการเรนเดอร์วิดีโอ โดยได้คะแนน Single-Core 4,095 คะแนน และ Multi-Core 25,264 คะแนน
Geekbench AI – คำนวณว่าซีพียู, จีพียูและ Neural Engine ใช้ประมวลผลภาพ (Image processing), Computer Vision, เพิ่มความคมชัดของภาพ (Image Upscaling), ให้ AI วาดภาพ (AI Painting) ได้แม่นยำหรือรวดเร็วหรือไม่ แบ่งเป็น Single Precision เน้นความเที่ยงตรง, Half precision เน้นความเร็วมากขึ้นและลดความแม่นยำลง และ Quantized Score เน้นความเร็วแต่ไม่แม่นยำนัก
- CoreML ได้คะแนน Single Precision 5,372 คะแนน, Half precision 9,376 คะแนน และ Quantized Score 7,261 คะแนน
- CoreML (NPU) ได้คะแนน Single Precision 5,209 คะแนน, Half precision 48,071 คะแนน และ Quantized Score 64,774 คะแนน



จีพียู 16 คอร์ ในชิป Apple M5 Pro ก็ได้ผลลัพธ์ดี โดยเฉพาะถ้าใช้ Metal API ซึ่ง Apple พัฒนาขึ้นมาเองจะทำคะแนนได้ดีมาก โดยการทดสอบทั้งหมดได้ผลดังนี้
Geekbench 6 – ใช้ทดสอบว่าจีพียูสามารถทำงานกราฟิคอย่างการตัดต่อวิดีโอ, Machine Learning, เรนเดอร์ 3D และเล่นเกมได้ดีระดับใด โดยแยก API เป็น OpenCL กับ Metal
- OpenCL ใช้ทดสอบ จีพียูว่าใช้ทำงานประเภทตัดต่อวิดีโอ, AI และเล่นเกมได้ระดับใด ด้วย OpenCL API ทำได้ 64,482 คะแนน
- Metal ใช้ทดสอบจีพียูว่าใช้ทำงานประเภทตัดต่อวิดีโอ, Machine Learning และเล่นเกมได้ระดับใด ด้วย Metal API ทำได้ 100,218 คะแนน
Geekbench AI – จะทดสอบว่า MacBook ทำงานกับ Machine Learning เช่น Image classification, ตรวจจับวัตถุและการประมวลผลภาษาแบบมนุษย์ (Natural language processing) ได้รวดเร็วและถูกต้องและรวดเร็วระดับใด โดยได้คะแนน Single Precision 17,763 คะแนน, Half precision 30,900 คะแนน และ Quantized Score 30,046 คะแนน





ผลการทดสอบกับโปรแกรมจำลองการเรนเดอร์กราฟิคภายในเกมตระกูล 3DMark จะเห็นว่าผลการทดสอบกับ MacBook Pro ก็ดีระดับใช้เล่นเกมได้แน่นอน แต่ก็ขึ้นอยู่ว่าผู้พัฒนาเกมจะทำให้มันรองรับในอนาคตหรือไม่ โดยแต่ละหมวดการทดสอบเป็นดังนี้
- Solar Bay ใช้เพื่อทดสอบความสามารถของชิปเซ็ตในการทำ Ray Tracing แบบ real-time ในเกมยุคใหม่ว่าทำได้ดีหรือไม่โดยจำลองความละเอียด 2560*1440 พิกเซล ได้คะแนน 39,750 คะแนน ทำเฟรมเรทเฉลี่ยได้ 150.5 FPS
- Solar Bay Extreme จะทดสอบจีพียูในตัวชิปเซ็ตอย่างหนักหน่วงว่าทำ Real-time Ray Tracing ได้ดีหรือไม่โดยจำลองความละเอียด 2560*1440 พิกเซล ได้คะแนน 7,623 คะแนน ทำเฟรมเรทเฉลี่ยได้ 53.3 FPS
- Wild Life Extreme จะทดสอบการเรนเดอร์กราฟิคภายในเกมบนความละเอียด 3840*2160 พิกเซล ภายในเวลาสั้นๆ ว่าทำคะแนนได้ดีหรือไม่ โดยได้คะแนน 19,766 คะแนน ทำเฟรมเรทเฉลี่ยได้ 118.4 FPS
- Steel Nomad จะทดสอบการเล่นเกมชั้นนำในปัจจุบันปรับกราฟิคระดับสูงบนความละเอียด 3840*2160 พิกเซล ว่าชิปเซ็ตสามารถเล่นได้ดีหรือไม่ โดยได้คะแนน 1,961 คะแนน ทำเฟรมเรทเฉลี่ยได้ 19.6 FPS
- Steel Nomad Light ทดสอบการเล่นเกมชั้นนำโดยปรับกราฟิคระดับสูงแต่ใช้ความละเอียดลดลงเป็น 2560*1440 พิกเซล ว่าชิปเซ็ตสามารถเล่นได้ดีหรือไม่ โดยได้คะแนน 8,598 คะแนน ทำเฟรมเรทเฉลี่ยได้ 63.7 FPS
Battery & Heat & Noise

จุดเด่นของชิปเซ็ตสถาปัตยกรรม ARM อย่าง Apple M-Series นอกจากทำงานได้เต็มกำลังเสมอ ไม่ว่าจะต่อหรือถอดสายชาร์จอยู่สมรรถนะก็ไม่ลดลงและจัดการพลังงานได้ดีมาก ผลจากการทดสอบตามมาตรฐานโดยลดความสว่างหน้าจอเหลือ 50% และลดเสียงลำโพงเหลือ 10% ใช้เบราเซอร์ Safari ดูคลิป YouTube นาน 30 นาที หรือจะปล่อยยาวต่อเนื่องไปจนครบชั่วโมง แบตเตอรี่ก็แทบไม่ลดลงเลย ถ้าเร่งเสียงก็อาจจะลดลงราว 1~2% เท่านั้น
กรณีจะทำให้แบตเตอรี่ของ MacBook ลดได้ ต้องใช้ทำงานต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป ไม่ว่าจะรันโปรแกรมหรือเปิดเว็บแอพฯ ก็ตามจะทำให้แบตเตอรี่ลดลงราวชั่วโมงละ 10% แต่ระบบ macOS ก็ยังคอยคำนวณการใช้งานแบบ Real-time เพื่อปรับการจ่ายไฟจากแบตเตอรี่ 72.4Whr โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว หากใช้งานทั่วไปอย่างเปิดเบราเซอร์หรือแค่ทำงานกราฟิคทั่วไปยังไงก็ใช้ไปได้จนจบวันแน่นอน ยกเว้นว่าวันไหนต้องรันโปรแกรมกินทรัพยากรต่อเนื่องค่อยเตรียมอะแดปเตอร์หรือพาวเวอร์แบงค์กำลังไฟ 65W ขึ้นไปเผื่อเอาไว้ก็ช่วยได้มากแล้ว







แต่เรื่องอุณหภูมิเวลารันโปรแกรมกินทรัพยากรตัวเครื่องหนัก ถ้าใช้กล้องอินฟาเรดเช็คจะเห็นว่าส่วนกลางเครื่องใต้คีย์บอร์ดซึ่งติดตั้งชิป Apple M5 Pro ไว้จะมีอุณหภูมิราว 43 องศาเซลเซียส แล้วได้พัดลมคู่ช่วยระบายความร้อนออกไป โดยเป่าออกมาส่วนเหนือคีย์บอร์ดเสมอกับหน้าจอ Liquid Retina XDR พอดี วัดแล้วมีอุณหภูมิสูง 45~47 องศาเซลเซียส ประกอบกับภาพจากด้านหลังเครื่องจะเห็นว่าอากาศร้อนจะเป่าลงพื้นโต๊ะด้านหลังเครื่องด้วย โดยมีอุณหภูมิราว 40 องศาเซลเซียส ถ้าครีเอเตอร์คนไหนใช้เครื่องนี้รันงานหนักต่อเนื่องทุกวัน พาเนลหน้าจออาจเสื่อมสภาพเร็วขึ้นก็เป็นได้
นอกจากนี้สังเกตภาพความร้อนจากฝาใต้เครื่องจะเห็นว่าส่วนกลางค่อนบนมีอุณหภูมิสูงระดับ 40~42 องศาเซลเซียส แต่กำลังประมวลผลก็ยังไม่ลดลงหรือหน่วงเลย แต่แนะนำว่าหาแท่นวางโน้ตบุ๊คหรือ Monitor Arm อลูมิเนียมมาวางเครื่องเพื่อเป็นตัวช่วยนำความร้อนจะช่วยลดอุณหภูมิลงไปได้อีกระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามถ้าใช้งานตามปกติไม่ได้ใช้โปรแกรมใหญ่อย่าง Adobe Suite, Autodesk, SketchUp ฯลฯ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอุณหภูมิระดับนี้ก็ได้


แต่ถึงพัดลมระบายความร้อนจะทำงานเต็มกำลังแต่ถ้านั่งตรงหน้าเครื่องใช้งานิจะได้ยินเสียงราว 47dB เท่านั้น ถึงเอาตัวรับเสียงไปอยู่ใกล้ช่องระบายความร้อนก็ดังราว 51dB พอกับเสียงฝนตกแล้วได้ยิน ดังนั้นจะใช้งานในออฟฟิศ, ร้านกาแฟหรือ Co-working space ก็ไม่รบกวนผู้อื่นนัก ยิ่งใช้งานทั่วไปอย่างเปิดเว็บและทำเอกสารและแต่งภาพบ้างพัดลมก็แทบไม่ทำงานจึงไม่ต้องกังวลเรื่องเสียงพัดลมเลย
User Experience

สิ่งที่มืออาชีพหลายๆ คนต้องการจากโน้ตบุ๊คทำงาน นอกจากความเร็วแรงเพื่อให้ทำงานดีและประหยัดเวลาแล้ว ก็ต้องการความเสถียรไว้ใจได้และไม่ต้องลุ้นบั๊คให้เสียงานแล้ว MacBook Pro ก็ผ่านทั้งสองเงื่อนไขข้างต้น ทั้งชิปเซ็ต Apple M-Series ซึ่งทำงานได้ดีอยู่เป็นทุนเดิมและผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาร่วม 6 ปีแล้วว่าทำงานได้ดีไม่มีปัญหากวนใจ ยิ่งเป็นชิป Apple M5 Pro ก็จบงานได้เร็วขึ้นมาก หาก MacBook Air ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ทั่วไปตั้งแต่นักศึกษาไปจนพนักงานออฟฟิศมือใหม่ล่ะก็ MacBook Pro ก็เหมาะกับคนทำงานหนักทุกแบบตั้งแต่ฝ่ายศิลป์, คนตัดต่อคลิปไปจนโปรแกรมเมอร์หัวหน้าโปรเจคจะเหมาะมากซื้อมาใช้ไม่ผิดหวัง แถมยังใช้ต่อเนื่องไปได้อีกหลายปี อย่างน้อย 4~5 ปีขึ้นไป
ถึงเป็น MacBook Pro ชิป Apple M5 Pro รุ่นเริ่มต้น แต่สมรรถนะก็ดีพอให้ครีเอเตอร์ที่เผยแพร่ผลงานบน YouTube ทำงานได้ดีมาก ถ้าปกติตัดต่อคลิป 4K 30 FPS ค่า Bitrate 50 ยาว 22 นาที เรนเดอร์จบได้ใน 11 นาที โดยไม่ต้องต่อสายชาร์จก็น่าใช้เป็นคอมตัดต่องานตอนออกกองไปต่างจังหวัดต่างประเทศมาก ยิ่งใช้ร่วมกับ iPhone หรือ iPad ยิ่งทำงานได้ดี แล้วถ้าทำงานทั่วไปโดยใช้ไฟจากแบตเตอรี่ในตัวก็อยู่ได้จนจบวัน แต่ถ้ามีงานตัดต่อภาพนิ่งหรือวิดีโอก็เตรียมพาวเวอร์แบงค์หรืออะแดปเตอร์กำลังไฟ 65W เผื่อไว้หน่อยก็พอแล้ว
ถัดจากสมรรถนะ รายละเอียดเล็กๆ อย่างโปรไฟล์สีหน้าจอเลือกปรับให้จอ MacBook Pro และจอต่อเสริมได้หลากหลายแบบเพื่อให้เหมาะกับช่องทางนำเสนอสื่อได้ละเอียดกว่า MacBook Air แถมยังปรับเทียบหน้าจอได้นับเป็นจุดแข็งเฉพาะรุ่น Pro ยิ่งถ้าเป็นช่างภาพมืออาชีพหรือคนตัดต่อภาพยนตร์ไม่ว่าจะสเกลหนังสั้นขึ้นไปจนจอเงินหรือเป็นงานสื่อสิ่งพิมพ์และทำภาพขึ้นเว็บไซต์ก็เลือกเปลี่ยนได้ แล้วโทนสีของหน้าจอจะปรับตามให้ไกด์สีได้แม่นยำขึ้น ถึงหลายคนจะไม่ทราบหรือมองข้ามก็อยากให้ลองใช้งานดูเพราะมีประโยชน์มาก

แต่ Apple ก็ไม่ได้จัดสเปคให้เป็นระดับเดียวกันหมด เพราะรุ่นชิป Apple M5 จะต่างจาก Apple M5 Pro พอสมควรแถมการออกแบบคอร์ภายในก็ไม่เหมือนกัน คาดว่า Apple ทำสเปคนี้มาตอบโจทย์อดีตเจ้าของ MacBook Air ที่พอร์ตไม่พอใช้หรือต้องรันงานใหญ่แล้วเครื่องร้อนเกินไป แต่จะซื้อรุ่นสมรรถนะสูงก็กลัวใช้ไม่คุ้มก็มาซื้อ “MacBook Air รุ่นทำเสร็จ” ตัวนี้ได้ แต่มันก็มีจุดเปรียบเทียบกับรุ่น Apple M5 Pro ในรีวิวพอควร อย่างชิป Apple M5 จะต่อหน้าจอแยกได้ 2 บาน ส่วน M5 Pro ได้ 3 บาน และ M5 Max จะได้ 4 บาน บนความละเอียด 6K 60Hz หรือ 4K 144 Hz เท่ากัน ยังไม่รวมเรื่องการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 6E และ Bluetooth 5.3 เท่านั้น ขณะที่ MacBook Pro M5 Pro ขึ้นไปและ MacBook Air (M5) จะเชื่อมต่อ Wi-Fi 7 รองรับ Bluetooth 6 และรองรับเทคโนโลยีเชื่อมต่อไร้สาย Thread เพื่อวางระบบ Smart Home ได้อีกด้วย ดังนั้นต่อให้ชื่อ MacBook Pro เหมือนกัน แต่ถ้าดูรายละเอียดก็ต่างกันอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ เรื่องต้องใส่ใจ คือ MacBook Pro ชิป Apple M5 Pro เวลาทำงานเต็มกำลังจะมีอุณหภูมิสูงทีเดียว นั่นเพราะการออกแบบให้ตัวเครื่องอลูมิเนียมทำหน้าที่เป็นชุดซิ้งค์ระบายความร้อนในตัวนั้นเป็นดาบสองคม ถึงจะมีหน้าสัมผัสระบายความร้อนมากแต่ตอนเรนเดอร์งานเต็มกำลังต่อเนื่องอาจจะส่งผลต่อชิ้นส่วนภายในเครื่องได้และเวลาใช้งานหนักระดับนั้นแนะนำให้ต่อเมาส์กับคีย์บอร์ดแยกเพิ่มไปเลยจะดีสุด อาจหาแท่นวางโน้ตบุ๊คอลูมิเนียมหรือพัดลมช่วยเสริมสักหน่อยจะระบายความร้อนได้ดีขึ้น
Conclusion & Award

MacBook Pro สำหรับคนทำงานแล้วถือเป็นตัวจบของคนทำงานหลายคน ด้วยสมรรถนะระดับใช้จบงานสเกลเล็กใหญ่ได้หมดไม่ว่าจะนั่งทำงานในออฟฟิศหรือติดกระเป๋าไปออกกองทำงานก็ไม่มีปัญหาสามารถทำงานได้เต็มกำลังตลอดเวลาแถมยังทรงพลังใช้งานได้อีกอย่างน้อย 4~5 ปี โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องให้เปลืองเงินแต่ไปลงทุนกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อย่างเช่น External SSD, จอความละเอียด 4K ขอบเขตสีกว้างหรืออุปกรณ์ Apple ชิ้นอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้เลย แม้ขาเข้าจะแพงก็ตามแต่ถ้าใช้ทำงานหาเงินในระยะยาวอย่างไรก็คุ้มมากอยู่ดี
Award



Best Performance
ชิป Apple M5 Pro ใน MacBook Pro สามารถทำงานได้เต็มกำลังตลอดโดยไม่ขึ้นอยู่ว่าผู้ใช้จะต่อสายชาร์จหรือไม่ ถือว่าสมรรถนะดีเสมอต้นเสมอปลายตอบโจทย์คนทำงานทุกกลุ่มมาก
Best for Creator
นอกจากสมรรถนะแล้ว หน้าจอ Liquid Retina XDR ขอบเขตสีกว้าง P3 กับระบบ macOS มีระบบปรับโปรไฟล์สีให้เหมาะกับการสร้างสื่อใช้งานกับแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่ว่าจะทำภาพยนตร์จอเงิน, แต่งภาพนิ่ง, ตัดต่อคลิปขึ้น YouTube ฯลฯ ได้ ถือเป็นจุดเด่นเฉพาะตัวไม่มีใครเหมือน
Best Battery Life
การจัดการพลังงานของ MacBook Pro แม้จะเป็นชิปเซ็ตสมรรถนะสูงแต่ก็จัดการทำงานได้ดี ใช้งานได้ต่อเนื่องจนจบวันไม่ต้องพะวงว่าเครื่องจะดับแถมใช้งานไปได้จนจบวัน ไม่ต้องง้อพาวเวอร์แบงค์หรืออะแดปเตอร์แม้แต่น้อยเลย
Gallery

















