
WD นำเทคโนโลยีใหม่ High Bandwidth Drives (HBD) มาโชว์ในงาน Innovation Day 2026 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านข้อมูลจำนวนมหาศาลจากงานด้าน AI ด้วยการเพิ่มแบนด์วิดธ์ในการอ่าน-เขียนข้อมูลสูงสุด 2 เท่า (และขยายได้ถึง 8 เท่าในอนาคต) ผ่านการใช้หัวอ่าน-เขียนหลายตัวพร้อมกันบนผิวแผ่นดิสก์หลายแผ่น แต่ไม่เพิ่มการใช้พลังงาน ด้วยเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ฮาร์ดดิสก์นั้นมีช่องทางในการจัดเก็บข้อมูลที่กว้างขึ้น เพื่อข้ามพ้นข้อจำกัดเดิมๆ เหมาะสำหรับงานไฮเปอร์สเกลที่ต้องใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ในปัจจุบันและอนาคต
เทคโนโลยี Dual Pivot คืออะไร

Dual Pivot ใช้แอคชูเอเตอร์ตัวที่สองแยกต่างหากบนเพลตใหม่ ภายใน HDD ขนาด 3.5 นิ้ว เพิ่ม sequential I/O อีก 2 เท่า โดยลดระยะห่างระหว่างแผ่นดิสก์เพื่อใส่แผ่นได้มากขึ้น สูงสุด 11 แผ่น ต่างจากดีไซน์ Dual actuator แบบเก่าที่ลดความจุและต้องปรับซอฟต์แวร์ใหม่ โดยที่ Dual Pivot รองรับโครงสร้างระบบเดิม ทำให้ติดตั้งง่ายกว่า เมื่อรวมกัน HBD กับ Dual Pivot เพิ่ม sequential I/O สูงสุด 4 เท่า รองรับ HDD ความจุ 100TB โดยยังคงรักษา I/O ต่อ TB ไว้เท่าเดิม ลดการพึ่งพา SSD ในช่วงที่ราคาสูงลิบ ปัจจุบันเทคโนโลยี Dual Pivot ยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบ ซึ่งคาดว่าจะวางจำหน่ายได้ในปี 2028
ปัจจุบัน Western Digital (WD) เสริมความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ePMR และ HAMR ด้วยการประกาศ HDD ePMR UltraSMR ความจุมากที่สุดในโลก 40TB กำลังอยู่ในขั้นตอนการรับรองกับลูกค้าใหญ่ระดับ hyperscale สองค่าย และวางแผนผลิตในปริมาณที่มากขึ้น ในครึ่งหลังของปี 2026 นี้ ในขณะที่ HDD HAMR ซึ่งก็อยู่ในช่วงการรับรองจากทางลูกค้าก็เช่นกัน และคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้นในปี 2027 นี้ และด้วย API ใหม่ยังช่วยองค์กรขนาดกลางจัดการข้อมูลเกิน 200PB ขึ้นไปได้ ดังนั้น High Bandwidth Drives (HBD) จึงเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามายกระดับ HDD ให้มีแบนด์วิดธ์สูงขึ้น ถ้าเทียบกับ HDD รุ่นก่อนหน้า จากตัวอย่างเพลตเก็บข้อมูลแผ่นละ 4TB เมื่อใช้เทคโนโลยีซ้อนกัน 10 แผ่นก็จะได้มากถึง 44TB ต่อไดร์เลยทีเดียว
ความแตกต่างหลักด้านประสิทธิภาพ

ถ้าจะว่ากันที่ HBD นี้ จะเป็นการเพิ่ม sequential read/write throughput ได้สูงถึง 2 เท่า รวมถึงจุดสำคัญอย่าง random read/write ก็ยังเพิ่มขึ้น 1.7 เท่า โดยใช้รูปแบบของ Triple-stage actuator ที่สามารถอ่าน/เขียนหลายแทร็กได้พร้อมๆ กัน ในขณะที่ HDD รุ่นก่อนๆ นั้นจะใช้ single-head per disk surface ทำให้แบนด์วิดธ์ถูกจำกัดอยู่ที่ ~250-300 MB/s. เท่านั้น ดังนั้นแล้ว HBD จะสามารถรักษา TCO ต่ำเท่าเดิมได้ แต่เพิ่ม Scale ตามความหนาแน่นข้อมูลได้มากกว่า เหมาะกับงาน AI workload เป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้น HBD ช่วยให้ HDD แข่งขันกับ SSD ได้ในแง่แบนด์วิทธิ์สำหรับ hyperscale storage โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนสถาปัตยกรรมของระบบ ต่างจากรุ่นก่อนที่ latency สูงและ I/O density ต่ำเมื่อข้อมูลเพิ่ม ผู้ใช้ในระดับองค์กรจะได้ประโยชน์จากค่าใช้จ่ายต่อความจุที่น้อยลง แต่ได้ประสิทธิภาพเรียกว่าใกล้เคียง SSD เลยทีเดียว

เปรียบเทียบสเปกสำคัญ
เทคโนโลยีมีประโยชน์อย่างไรต่อผู้ใช้

High Bandwidth Drives จาก WD เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนเก็บข้อมูล AI โดย HDD แข่ง Bandwidth กับ SSD (เช่น 500+ MB/s จาก HBD) เพียงแต่ค่า latency อาจจะยังด้อยกว่าอยู่บ้าง ด้วยข้อจำกัดของเทคโนโลยี แต่ได้ความจุและความเสถียรที่มากขึ้น ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับระบบ Cloud และ Enterprise ที่ต้องการความจุสูง ประสิทธิภาพดี โดยไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างระบบ ใครที่สนใจในเรื่องของโครงสร้างก็สามารถติดตามการอัปเดตจาก WD ในการวางแผนอัปเกรดระบบจัดเก็บข้อมูลในอนาคต
source: videocardz





