Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

Apple เร่งเครื่องพร้อมชนกับ OpenAI : พัฒนา “Siri chatbot” โค้ดเนม Campos และ AI Pin สวมใส่ได้

Apple AI

Apple อาจกำลังจะ “เร่งเครื่องจริง” เรื่อง AI ในช่วงปี 2026–2027 หลังรายงานที่อ้างข้อมูลจาก Mark Gurman (Bloomberg) ระบุว่า Apple กำลังพัฒนา Siri chatbot เวอร์ชันใหม่ในชื่อโค้ดเนม Campos ซึ่งแนวทางการใช้งานจะเข้าใกล้ ChatGPT มากขึ้น และยังมีแผนทำอุปกรณ์สวมใส่รูปแบบ “พิน (pin)” ที่เน้น AI เป็นแกนหลัก เพื่อรับมือการแข่งขันจาก OpenAI ในฝั่งอุปกรณ์ผู้บริโภคด้วย

ภาพรวมที่ควรแยกให้ออกชัด ๆ คือ Apple ถูกกล่าวว่าแบ่งการอัปเกรด Siri เป็น “อย่างน้อย 2 ชั้น”

Advertisement
  1. การอัปเกรด Siri ระยะใกล้ ที่เน้นความสามารถเชิงระบบให้ใช้งานได้จริงมากขึ้น
  2. Siri chatbot แบบเต็มตัว ที่เป็นประสบการณ์แชตบอตฝังลึกในระบบปฏิบัติการ และถูกโยงไปถึงไทม์ไลน์ปี 2027

Siri ที่ “อัปเกรดในระยะใกล้” กับ Siri chatbot คนละโปรเจกต์กัน

ตามการรายงานที่อ้าง Bloomberg ระบุว่า Apple มีเป้าหมายยกระดับ Siri ในช่วง “ฤดูใบไม้ผลิปี 2026” เพื่อเพิ่มความสามารถที่ก่อนหน้านี้ถูกเลื่อนมาแล้ว เช่น

  • การสั่งงานข้ามแอป (in-app actions)
  • การเข้าใจบริบทส่วนตัวของผู้ใช้ (personal context)
  • การรับรู้สิ่งที่อยู่บนหน้าจอ (on-screen awareness)

แต่สิ่งที่เป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” ในข่าวชุดนี้ คือ Siri chatbot โค้ดเนม Campos ที่ถูกเล่าว่าจะไปไกลกว่าการอัปเกรดระยะใกล้ เพราะเป็นการเปลี่ยน Siri ให้กลายเป็นผู้ช่วยสไตล์แชตบอตเต็มรูปแบบ (ทั้งพิมพ์คุยและสั่งงานด้วยเสียง) และ “ฝังเป็นส่วนหนึ่งของระบบ” แทนการเป็นแอปแยกต่างหาก


Campos คืออะไร: Siri chatbot ที่ฝังใน iOS/iPadOS/macOS รุ่นถัดไป

Campos ถูกอธิบายในภาพรวมว่าเป็น Siri เวอร์ชันที่ “เป็นแชตบอตจริงจัง” และตั้งใจให้แทนประสบการณ์ Siri แบบเดิมบนอุปกรณ์หลักอย่าง iPhone, iPad และ Mac

ความสามารถที่รายงานระบุว่า Siri chatbot จะทำได้ (ในระดับคอนเซปต์/เป้าหมาย) ได้แก่

  • ค้นหาข้อมูลบนเว็บและสรุปให้เข้าใจง่าย
  • ช่วยสร้างคอนเทนต์บางประเภท (รวมถึงงานเชิงสร้างสรรค์)
  • ช่วยงานด้านโค้ด/การเขียนโปรแกรม
  • สรุปและวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงไฟล์ที่ผู้ใช้เปิดหรืออัปโหลด
  • ใช้ข้อมูลส่วนตัวเพื่อช่วยทำงานให้เสร็จแบบอัตโนมัติขึ้น
  • มองเห็นหน้าต่าง/คอนเทนต์บนหน้าจอ เพื่อช่วยปรับการตั้งค่าและทำงานในระบบได้ดีขึ้น

จุดสำคัญคือ “ขอบเขตงาน” ของ Siri chatbot จะกว้างกว่า Siri ที่อัปเกรดระยะใกล้ เพราะมันถูกวางให้เป็นผู้ช่วยแบบ LLM ที่ช่วยคิด ช่วยสรุป และช่วยลงมือทำได้มากขึ้น ไม่ได้จำกัดแค่สั่งงานพื้นฐาน


ทำไมมีชื่อ Google โผล่มา: ข่าวโยงไปถึง TPU และคลาวด์ของ Google

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือ Siri chatbot อาจพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของ Google ทั้งในมุมชิปเร่งความเร็ว (TPU) และระบบคลาวด์ ซึ่งสะท้อนว่าเกม AI ยุคนี้ไม่ใช่แค่ “ทำแอปให้ฉลาด” แต่รวมถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานหลังบ้านที่ต้องรองรับการประมวลผลระดับใหญ่ด้วย

ในเชิงยุทธศาสตร์ ข่าวลักษณะนี้ชวนให้มองว่า Apple อาจเลือกแนวทาง “ยึดประสบการณ์ผู้ใช้ให้แน่น” แล้วใช้โมเดลหรือโครงสร้างพื้นฐานจากพาร์ตเนอร์เพื่อเร่งสปีดให้ทันตลาด แทนการลงทุนสร้างทุกอย่างเองในทุกชั้น (ซึ่งใช้เวลานานและมีความเสี่ยงสูง)


ดีล Gemini “ราว 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี” คิดเป็นเงินไทยเท่าไหร่

ก่อนหน้าประเด็น Campos มีรายงานว่า Apple พิจารณาใช้โมเดล Gemini แบบคัสตอมเพื่อช่วยขับเคลื่อนความสามารถด้าน AI ของ Siri โดยมีตัวเลขที่ถูกอ้างถึงคือ “ประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี”

เพื่อให้ผู้อ่านไทยเห็นภาพเป็นเงินบาท หากใช้อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณช่วงใกล้วันที่ทำบทความที่ 1 ดอลลาร์ ≈ 31 บาท จะเท่ากับราว 31,000 ล้านบาทต่อปี (เป็นการแปลงค่าเพื่ออธิบายภาพรวม ไม่ใช่ตัวเลขยืนยันทางการ และอัตราจริงอาจต่างกันเล็กน้อยตามเรตธนาคาร/ช่วงเวลา)


แล้ว Siri chatbot จะมาเมื่อไหร่: ข่าวชี้ 2026 คือจุดเริ่ม และ 2027 คือกรอบใหญ่ของอุปกรณ์ AI Pin

กรอบเวลาที่ถูกพูดถึงในข่าวชุดนี้ ถ้าเรียบเรียงให้เข้าใจง่าย จะออกมาเป็น 3 ช่วงหลัก

  • ฤดูใบไม้ผลิ 2026: โฟกัสการอัปเกรด Siri ระยะใกล้ เพื่อปลดล็อกความสามารถที่เลื่อนมาแล้ว
  • ช่วงปล่อยระบบปฏิบัติการรุ่นใหญ่ถัดไป: ถูกมองว่าเป็นหน้าต่างที่ Apple อาจโชว์ Siri chatbot ที่ฝังในระบบมากขึ้น
  • ปี 2027: เป็นปีที่ข่าวโยงไปถึงอุปกรณ์สวมใส่แบบ AI Pin

พูดแบบตรง ๆ คือ 2026 เหมือนเป็น “ทางผ่าน” เพื่อทำให้ Siri ฉลาดและใช้งานได้จริงมากขึ้น ก่อนจะไปถึง Siri chatbot เวอร์ชันที่เป็นแชตบอตเต็มตัว และต่อยอดสู่ฮาร์ดแวร์ใหม่ในปี 2027


อีกชิ้นที่น่าสนใจ: Apple ซุ่มทำ “AI Pin” ขนาดใกล้ AirTag พร้อมกล้องหลายตัว

นอกจาก Siri chatbot แล้ว ข่าวยังพูดถึงอุปกรณ์สวมใส่รูปแบบ “พิน” (pin) ขนาดใกล้ AirTag โดยถูกเล่าว่าจะมีฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อการรับรู้สภาพแวดล้อมและโต้ตอบกับผู้ใช้ เช่น

  • กล้องหลายตัว
  • ไมโครโฟน
  • ลำโพง
  • รองรับชาร์จไร้สาย

สิ่งที่ทำให้คนจับตา คือมีการพูดถึง “ความคาดหวังยอดขายเริ่มต้น” ระดับ 20 ล้านชิ้น ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับหมวดอุปกรณ์ใหม่ และสะท้อนว่า Apple อาจมอง wearable AI เป็นตลาดจริงจัง ไม่ใช่แค่ทดลองเทคโนโลยี


มุมที่ต้องจับตา: ถ้า Siri chatbot ทำได้จริง Apple จะเปลี่ยนประสบการณ์ใช้งานมากกว่า “สเปกโมเดล”

สิ่งที่ทำให้ข่าวนี้น่าตาม ไม่ได้อยู่ที่การประกาศตัวเลขโมเดลให้ใหญ่ที่สุด แต่อยู่ที่แนวคิด “ฝัง AI ให้เป็นประสบการณ์หลัก” ของ iPhone/iPad/Mac ถ้า Siri chatbot ทำได้ตามเป้าหมายจริง เช่น เข้าใจบริบทผู้ใช้ มองเห็นสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ และสั่งงานข้ามแอปได้ลื่น มันจะเปลี่ยน Siri จากผู้ช่วยสั่งงานพื้นฐานไปสู่ผู้ช่วยที่ “ช่วยทำงานแทน” ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นสนามเดียวกับที่ ChatGPT และคู่แข่งกำลังเร่งเครื่องอยู่ในตอนนี้


สรุปภาพรวม

  • Apple ถูกอ้างว่ากำลังพัฒนา Siri chatbot โค้ดเนม Campos ที่ฝังในระบบปฏิบัติการ ไม่ได้ทำเป็นแอปเดี่ยว
  • มีไทม์ไลน์อัปเกรด Siri ระยะใกล้ใน ฤดูใบไม้ผลิ 2026 และภาพรวม “ยกเครื่องใหญ่” ต่อไปในเจเนอเรชันถัดไป
  • ดีล Gemini ถูกพูดถึงว่า “ราว 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี” หรือประมาณ 31,000 ล้านบาทต่อปี (อิงเรตใกล้ 31 บาท/ดอลลาร์ ณ ช่วงทำบทความ)
  • Apple ยังถูกโยงกับแผนทำ AI Pin ขนาดใกล้ AirTag พร้อมกล้อง/ไมค์/ลำโพง/ชาร์จไร้สาย และกรอบเวลา ปี 2027

ที่มา: wccftech

Click to comment

บทความน่าสนใจ

PR-News

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — ASUS (เอซุส) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก นำเสนอ ASUS Agent Computer ภายใต้แนวคิด “Powering Every AI Choice” ระบบนิเวศด้านฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ครอบคลุมตั้งแต่โน้ตบุ๊ก NUC และมินิพีซี เดสก์ท็อปพีซีที่ปรับแต่งได้ ไปจนถึงเวิร์กสเตชันระดับมืออาชีพและ AI...

PR-News

บทความโดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งขยายขอบเขตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัล ไปสู่การใช้งานจริงในโลกทางกายภาพ  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มักถูกตีกรอบอยู่แค่ระบบที่ทำความเข้าใจ สร้าง และแนะนำข้อมูลได้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), AI Assistant และ Copilot ได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานที่ใช้ความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เราค้นหา สรุปผล สร้างคอนเทนต์ และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น คลื่นลูกแรกของ AI นี้ถือเป็นการปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง Advertisement แต่ทว่า คลื่นลูกถัดไปของ AI จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงทำความเข้าใจข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกคาดหวังให้สามารถโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน ยานยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา ระบบทางการแพทย์ที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบ ปรับแต่ง และตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งการตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มแอปพลิเคชัน AI รูปแบบใหม่ แต่คือการพลิกโฉมความคาดหวังพื้นฐานที่เรามีต่อขีดความสามารถของ AI  เมื่อ AI ขยายตัวจากคลาวด์และสภาพแวดล้อมดิจิทัลเข้าสู่ระบบทางกายภาพ ความอัจฉริยะจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า “รู้” ได้อีกต่อไป ระบบ Physical AI (AI ทางกายภาพ) เช่น หุ่นยนต์อัตโนมัติ จะต้องรับรู้ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน (Functional safety) และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด ทั้งเรื่องพลังงาน ความร้อน และพื้นที่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกด้วย  และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Physical AI อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรม และ AMD เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ AI ในทศวรรษหน้า นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แค่ “รู้” ไปสู่ระบบที่ “ลงมือทำ”  “การลงมือทำ” พลิกโฉมโจทย์ด้านการประมวลผลขั้นพื้นฐาน เมื่อ AI เริ่มโต้ตอบกับโลกทางกายภาพ โจทย์ของการประมวลผลย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แตกต่างจาก Cloud AI ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการขยายสเกล การรับส่งข้อมูลปริมาณมาก และการประมวลผลแบบรวมศูนย์ เพราะ Physical AI มาพร้อมกับข้อกำหนดใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แชตบอตอาจมีอาการหน่วงบ้างในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถเกิดความล่าช้าได้เลย ยานยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถปล่อยให้ระบบทำงานไม่เสถียรได้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ลองตัดสินใจใหม่” ได้เมื่อทุกวินาทีมีผลต่อชีวิต  ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ:  ในโลกทางกายภาพ ความอัจฉริยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบสามารถตอบสนองและลงมือทำได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพของโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ขอบเขตของ Physical AI ก้าวไปไกลกว่าแค่การรันโมเดล AI เพราะความอัจฉริยะจะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการประมวลผล (Inference) การวางแผน การควบคุม และนำไปสู่การลงมือทำในโลกจริง ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ต่างหาก  และนี่คือเหตุผลที่ AMD เชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว Physical AI คือความท้าทายด้าน “วิศวกรรมระบบ” ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการสร้าง “โมเดล AI”  ไม่มีโปรเซสเซอร์ใดเพียงชนิดเดียวที่ขับเคลื่อน Physical AI ได้ทั้งหมด เราจะเข้าใจแนวคิดของ Physical AI ได้ง่ายขึ้น หากลองเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์  สมองของเราทำหน้าที่คิด วิเคราะห์หาเหตุผล และตัดสินใจ ระบบประสาทช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กล้ามเนื้อและข้อต่อทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพอย่างแม่นยำ  ระบบ Physical AI ก็ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การคิดวิเคราะห์และการรับรู้ที่ซับซ้อนต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง การตอบสนองแบบเรียลไทม์ต้องใช้การประมวลผลที่มีความหน่วงต่ำ (Low-latency) ณ จุดที่ต้องทำการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำก็ต้องการระบบควบคุมที่ถูกต้องและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ...

Buyer's Guide

MacBook ไม่ว่าจะ Neo, Air หรือ Pro ถึงจะเหมาะกับการทำงานทุกแบบแถมฮาร์ดแวร์ก็ทรงพลังทั้งชิปเซ็ต, หน้าจอ, พอร์ตเชื่อมต่อ ฯลฯ ก็มีคุณภาพสูงพอให้ใช้งานได้นานหลายปี ยิ่งถ้ามีอุปกรณ์เสริมสักหน่อยยิ่งช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น ไม่ว่าจะตอนนั่งประจำโต๊ะแล้วต่อหน้าจอแยกใช้เป็นพีซีหรือพกไปทำงานนอกสถานที่หรือพบลูกค้าก็ตาม แถมราคาอุปกรณ์เสริมจากผู้ผลิตรายย่อยในตอนนี้ก็มีให้เลือกหลากหลายสเปคและดีไซน์แถมให้ฟีเจอร์ใหม่ๆ มาใช้อีกเพียบ ดังนั้นถ้าอุปกรณ์ชิ้นไหนเริ่มเก่าแล้วอยากจะเปลี่ยนชิ้นใหม่ก็จ่ายได้ไม่แพงอีกด้วย ถึงจะชื่อว่าเป็นอุปกรณ์เสริม MacBook แต่มันก็ใช้งานกับอุปกรณ์อื่นอย่าง iPad, iPhone, สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต Android รวมถึงโน้ตบุ๊ก...

Buyer's Guide

ไม่ว่าจะซื้อ iPad รุ่นใดราคาแพงแค่ไหนมาใช้ก็ตาม แทบทุกคนต้องหาซื้อเคสไอแพดดีๆ สักชิ้นมาใส่ป้องกันเครื่องและเก็บ Apple Pencil เอาไว้ด้วยกันให้หยิบใช้ได้ง่ายและเก็บเป็นที่ จะได้ไม่เผลอลืมทิ้งไว้ไหนแล้วหาไม่เจอจนต้องซื้อใหม่ แถมเสริมขอบยางกันกระแทกมาให้เวลาเผลอทำเครื่องตกพื้นโดยไม่ตั้งใจก็ยังทนได้ไม่เกิดริ้วรอย, จอแตกเสียหายหรือบิดเสียรูป แถมนอกจากปกป้องเครื่องได้ดีแล้ว เคสไอแพดของแต่ละแบรนด์ก็มีจุดเด่นเฉพาะตัวต่างกันไปไม่ว่าจะมีสีหรือรองรับ iPad หลายรุ่นตั้งแต่เก่าไปจนใหม่, ตั้งเครื่องได้ไม่ว่าจะตั้งหรือนอนจนถึงยกเครื่องให้สูงขึ้นพอระดับสายตาให้ทำงานง่ายขึ้น โดยเฉพาะถ้าใครต้องนั่งตอบเมล์หรือเซ็นเอกสารบ่อยๆ ก็ต้องถูกใจแน่นอน เลือกเคสไอแพดอย่างไรดีถึงจบคุ้มค่า? เคสไอแพด 7 รุ่นน่าใช้ ใส่แล้วปกป้องเครื่องได้ดีทนทานแน่นอน! 1....

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก