
Samsung เดินหน้าแผนยกระดับสหรัฐอเมริกาให้เป็นศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง โดยเตรียมเริ่มทดสอบเดินเครื่อง EUV (Extreme Ultraviolet Lithography) ที่โรงงาน Taylor รัฐเท็กซัสในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของแผนผลิตชิปรุ่นถัดไปบนเทคโนโลยี 2nm GAA บนแผ่นดินสหรัฐ
รายงานจาก Korea Economic Daily ระบุว่า โรงงาน Taylor Plant 1 จะถูกใช้เป็นฐานทดสอบการติดตั้ง การกัดลาย (etching) และการเคลือบชั้นวัสดุ (deposition) สำหรับเครื่อง EUV โดยคาดว่าการผลิตเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบจะเริ่มในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
โรงงาน Taylor จะเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ 2nm GAA ในสหรัฐ
Samsung วางโรงงาน Taylor ให้เป็นฐานหลักสำหรับการผลิตชิปรุ่นถัดไปด้วยสถาปัตยกรรม 2nm GAA (Gate-All-Around) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทรานซิสเตอร์รุ่นใหม่ที่เข้ามาแทน FinFET และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพต่อวัตต์ พร้อมลดการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้า
แม้รายงานจะยังไม่ยืนยันว่า Samsung จะนำชิป Exynos 2600 มาผลิตที่โรงงานแห่งนี้หรือไม่ แต่มีการระบุชัดเจนว่า ชิปขับขี่อัตโนมัติของ Tesla อย่าง AI5 และ AI6 จะถูกผลิตที่โรงงาน Taylor ภายใต้ดีลมูลค่า 16.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 578,000 ล้านบาท
ดีลดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในสัญญาผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุดของ Samsung Foundry ในรอบหลายปี และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้บริษัทเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในสหรัฐอย่างจริงจัง
ระดมพนักงาน 7,000 คน เร่งปิดงานก่อสร้าง
เพื่อเร่งให้โรงงานพร้อมเดินเครื่องตามแผน Samsung ได้ส่งพนักงานกว่า 7,000 คนลงพื้นที่ก่อสร้าง พร้อมเตรียมยื่นขอใบอนุญาต Temporary Certificate of Occupancy (TCO) จากทางการท้องถิ่น ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญด้านความปลอดภัย อัคคีภัย และการใช้งานอาคาร
เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ อาคารหลักของโรงงานจะเป็นอาคารสูง 6 ชั้น รองรับพนักงานประจำราว 1,000 คน และเมื่อเทียบพื้นที่รวมทั้งหมด โรงงาน Taylor มีขนาดถึง 4.85 ล้านตารางเมตร ใหญ่กว่าโรงงานหลักของ Samsung ในเมือง Pyeongtaek และ Hwaseong ประเทศเกาหลีใต้เสียอีก
Samsung ยังได้เตรียมพื้นที่สำรองไว้รองรับการก่อสร้างโรงงานเพิ่มเติมในอนาคตสูงสุดถึง 10 โรงงาน เพื่อรองรับการขยายกำลังผลิตในระยะยาว
เครื่อง EUV จาก ASML หัวใจของการผลิต 2nm
การผลิตชิปบนเทคโนโลยี 2nm จำเป็นต้องใช้เครื่อง EUV จาก ASML ซึ่งเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวในโลกที่สามารถสร้างเครื่องจักรระดับนี้ได้
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนของเครื่อง EUV ไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเครื่องหนึ่งมีราคาประมาณ 500,000 ล้านวอน หรือราว 339 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 11,900 ล้านบาทต่อเครื่อง
Samsung จำเป็นต้องลงทุนในเครื่อง EUV จำนวนมาก เพื่อเพิ่ม yield ให้สูงขึ้นจากระดับปัจจุบันที่คาดว่าอยู่ราว 50% สำหรับกระบวนการผลิตรุ่นล่าสุด ซึ่งยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานอุตสาหกรรม
เดิมพันครั้งใหญ่ หลังธุรกิจ Foundry ยังขาดทุนหนัก
แม้ Samsung จะเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ธุรกิจ Foundry ของบริษัทยังคงอยู่ในภาวะขาดทุน โดยในไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2025 มีตัวเลขขาดทุนรวมกันราว 680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 23,800 ล้านบาท
เป้าหมายของ Samsung คือการทำให้ธุรกิจ Foundry กลับมามีกำไรภายในปี 2027 ซึ่งการเร่งลงทุนเครื่อง EUV และดันกำลังผลิต 2nm GAA ให้ขึ้นสู่ระดับ mass production จึงเป็นหมากสำคัญของแผนฟื้นฟูธุรกิจครั้งนี้
ก่อนหน้านี้โรงงาน Taylor ถูกวางตัวไว้สำหรับการผลิตระดับ 4nm แต่เมื่อ TSMC ยังไม่ต้องการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาผลิตในสหรัฐ Samsung จึงมองเห็นโอกาสและตั้งเป้ากำลังผลิตเริ่มต้นไว้ที่ 50,000 wafers ต่อเดือน
สหรัฐกำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของ Foundry ระดับโลก
การเดินหน้าโครงการ Taylor สะท้อนชัดว่า Samsung ต้องการปักหมุดสหรัฐให้เป็นฐานการผลิตชิปขั้นสูงคู่ขนานกับเกาหลีใต้ โดยเฉพาะในยุคที่รัฐบาลสหรัฐผลักดันนโยบาย Made in USA และอัดงบสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างจริงจัง
หากโครงการนี้เดินหน้าได้ตามแผน Samsung จะกลายเป็น Foundry รายสำคัญที่มีสายการผลิต 2nm GAA บนแผ่นดินสหรัฐ ก่อนคู่แข่งหลายราย และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการแข่งขันในยุคหลัง 3nm
ที่มา: wccftech





