
ตลาดหน่วยความจำสำหรับผู้ใช้ทั่วไปกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในรอบหลายปี หลังจากที่ Micron ประกาศถอนตัวจากตลาด DRAM สำหรับผู้บริโภคเมื่อปลายปี 2025 และล่าสุดเริ่มมีกระแสข่าวลือว่า SK hynix อาจตัดสินใจเดินตามรอยเดียวกัน ด้วยการยุติการผลิต DRAM และ NAND สำหรับตลาดผู้ใช้ทั่วไปเช่นกัน
หากข่าวลือนี้กลายเป็นความจริง นี่อาจเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมหน่วยความจำ และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้พีซี โน้ตบุ๊ก การ์ดจอ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก รวมถึงผู้บริโภคในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Micron ถอนตัวจากตลาดแรมผู้ใช้ทั่วไปตั้งแต่ปลายปี 2025
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ทาง Micron ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะยุติการจำหน่าย DRAM สำหรับตลาดผู้บริโภค และจะหยุดขายแรมและ SSD ภายใต้แบรนด์ Crucial ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2026
นั่นหมายความว่า ตั้งแต่ต้นปี 2026 เป็นต้นไป ตลาดแรมสำหรับผู้ใช้ทั่วไปจะเหลือผู้ผลิตรายใหญ่เพียงสองรายเท่านั้นคือ Samsung และ SK hynix
การถอนตัวของ Micron ถูกมองว่าเป็นการปรับทิศทางธุรกิจไปโฟกัสตลาดที่ทำกำไรสูงกว่าอย่าง AI, data center และ enterprise storage ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดผู้บริโภคที่มีการแข่งขันสูงและกำไรต่อชิ้นต่ำ
ข่าวลือ SK hynix อาจเดินตามรอย Micron
ล่าสุดมีรายงานข่าวลือจากแหล่งข่าวในวงการเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งถูกเผยแพร่โดย Jukan บนแพลตฟอร์ม X ระบุว่า SK hynix อาจกำลังพิจารณายุติการผลิต DRAM และ NAND สำหรับตลาดผู้ใช้ทั่วไปเช่นเดียวกับ Micron
แม้ทาง SK hynix จะยังไม่ได้ออกมายืนยันหรือปฏิเสธข่าวดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่กระแสข่าวที่ออกมาถือว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับอุตสาหกรรมอย่างมาก เนื่องจาก SK hynix เป็นหนึ่งในผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นซัพพลายเออร์หลักให้กับแบรนด์แรมและ SSD ชั้นนำจำนวนมาก
ต่างจาก Micron ที่มีแบรนด์ Crucial เป็นของตัวเอง SK hynix จะเน้นขายชิปหน่วยความจำให้กับแบรนด์ third-party และผู้ผลิตอุปกรณ์โดยตรง ดังนั้น หาก SK hynix ถอนตัวจากตลาดผู้บริโภคจริง จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงผู้ผลิตแรม SSD แบรนด์ดัง รวมถึงผู้ผลิตโน้ตบุ๊กและพีซีอย่าง Dell, HP และแบรนด์ OEM รายใหญ่อีกจำนวนมาก
ตลาดแรมกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอย่างหนัก
ตลอดปี 2025 ต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2026 ตลาด DRAM และ NAND เผชิญกับภาวะขาดแคลนอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากการที่ผู้ผลิตรายใหญ่เทกำลังการผลิตไปให้กับตลาด AI และ data center เป็นหลัก โดยเฉพาะ HBM และ DRAM ความจุสูงสำหรับ GPU และ AI accelerator
ผลที่ตามมาคือ
- ราคาแรมในตลาด DIY ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- โน้ตบุ๊กและการ์ดจอเริ่มมีต้นทุนสูงขึ้น
- ผู้ผลิตบางรายต้องลดสเปกแรมเริ่มต้นลงเพื่อควบคุมต้นทุน
- ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินแพงขึ้นสำหรับอุปกรณ์รุ่นใหม่
หาก SK hynix ถอนตัวจากตลาดผู้บริโภคจริง สถานการณ์อาจยิ่งเลวร้ายลงอีก เนื่องจากกำลังการผลิต DRAM และ NAND สำหรับผู้ใช้ทั่วไปจะหายไปก้อนใหญ่ทันที
Samsung จะกลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่เพียงรายเดียว
ในกรณีที่ Micron และ SK hynix ถอนตัวจากตลาดผู้บริโภคจริง Samsung จะกลายเป็นผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่เพียงรายเดียวที่ยังทำตลาด DRAM และ NAND สำหรับผู้ใช้ทั่วไปในระดับโลก
สถานการณ์นี้อาจทำให้ Samsung มีอำนาจต่อรองสูงขึ้นอย่างมาก และส่งผลต่อโครงสร้างราคาของตลาดหน่วยความจำในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในขณะเดียวกัน นี่ก็ถือเป็นโอกาสทองของผู้ผลิตจากจีนอย่าง CXMT (ChangXin Memory Technologies) ที่กำลังเร่งขยายกำลังการผลิตและพัฒนาคุณภาพ DRAM ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่า HP เริ่มหันมาใช้ DRAM จาก CXMT แล้วในบางไลน์ผลิตภัณฑ์
ผู้บริโภคต้องเตรียมรับมือราคาแรมและ SSD แพงต่อเนื่อง
แม้ข่าวการถอนตัวของ SK hynix จะยังเป็นเพียงข่าวลือ แต่เพียงแค่มีข่าวลักษณะนี้ออกมาก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าอุตสาหกรรมหน่วยความจำกำลังอยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างรุนแรง
นักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินว่าภาวะขาดแคลน DRAM และ NAND อาจลากยาวไปจนถึงปี 2028 ก่อนที่กำลังการผลิตจะกลับมาอยู่ในระดับปกติ
สำหรับผู้บริโภค สิ่งที่ต้องเตรียมใจคือ
- ราคาแรม DDR5 และ SSD จะยังอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกหลายปี
- โน้ตบุ๊กและพีซีรุ่นใหม่จะมีต้นทุนสูงขึ้น
- รุ่นเริ่มต้นอาจให้แรมมาน้อยลง เช่น 8GB หรือ 12GB เพื่อกดราคา
- การอัปเกรดแรมเองอาจมีค่าใช้จ่ายแพงขึ้นกว่าที่เคยเป็น
สรุปสถานการณ์ล่าสุด
- Micron ถอนตัวจากตลาด DRAM ผู้ใช้ทั่วไปตั้งแต่ปลายปี 2025
- แบรนด์ Crucial จะหยุดทำตลาดแรมและ SSD ภายในกุมภาพันธ์ 2026
- มีข่าวลือว่า SK hynix อาจยุติการผลิต DRAM และ NAND สำหรับผู้บริโภค
- หากเกิดขึ้นจริง Samsung จะกลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่เพียงรายเดียว
- ตลาดแรมและ SSD ทั่วโลกจะตึงตัวหนักขึ้น และราคาจะยังแพงต่อเนื่องอีกหลายปี
แม้ข่าวลือเกี่ยวกับ SK hynix จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าตลาดหน่วยความจำกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ และผู้บริโภคทั่วโลกคงต้องเตรียมรับมือกับยุคของ “แรมแพงถาวร” ไปอีกระยะใหญ่
ที่มา: notebookcheck





