Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

RTX 5090 ที่ถูกแบน โผล่ในจีนอีกครั้ง สะท้อนว่าจีนยังหาทางเข้าถึงพลังประมวลผลระดับสูงได้

RTX 5090 china export ban

แม้สหรัฐจะเพิ่มความเข้มงวดด้านการควบคุมการส่งออกฮาร์ดแวร์ประมวลผลขั้นสูงไปยังจีนอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ล่าสุดกลับชี้ให้เห็นว่า RTX 5090 การ์ดจอระดับเรือธงของ NVIDIA ที่อยู่ภายใต้มาตรการจำกัดการส่งออก กลับปรากฏตัวในจีนอีกครั้งในปริมาณมากอย่างน่าสงสัย

รายงานนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความต้องการ GPU ประสิทธิภาพสูงในตลาดจีนเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นว่าจีนยังมี “ช่องทางทางอ้อม” หลายรูปแบบในการเข้าถึงพลังประมวลผลระดับสูง เพื่อนำไปใช้งานด้าน AI แม้จะถูกกีดกันจากตลาดโดยตรงก็ตาม

Advertisement

พบ RTX 5090 ล็อตใหญ่ในจีน ทั้ง MSI และ Gigabyte

ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยจากกระทู้บน Reddit ชุมชน PC Master Race (PCMR) ซึ่งมีผู้พบเห็นการขนส่ง RTX 5090 จำนวนมากในประเทศจีน โดยจากภาพกล่องสินค้าที่ปรากฏ พบว่าเป็นการ์ดจากผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง MSI และ Gigabyte

จุดที่น่าสนใจคือ บนกล่องสินค้าเหล่านี้ ไม่มีการระบุว่าเป็นรุ่น “v2” ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่ถูกออกแบบให้ผ่านเงื่อนไขการส่งออกไปจีนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การ์ดเหล่านี้เข้าสู่ประเทศจีนผ่านช่องทางใด


การ์ดไม่ถูกแบน แต่ “ห้ามส่งออกโดยตรง”

ผู้ใช้งานในกระทู้ Reddit ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตัวฮาร์ดแวร์ RTX 5090 ไม่ได้เป็นสินค้าผิดกฎหมายในจีนโดยตรง แต่ข้อจำกัดอยู่ที่ฝั่งสหรัฐ ซึ่งไม่อนุญาตให้ผู้ผลิตหรือแบรนด์อเมริกันส่งออกการ์ดรุ่นนี้เข้าสู่จีนโดยตรง

นั่นทำให้เกิด “ช่องว่าง” ทางกฎหมาย ที่เปิดโอกาสให้ฮาร์ดแวร์เหล่านี้สามารถไหลเข้าสู่จีนผ่านประเทศที่ไม่อยู่ภายใต้มาตรการควบคุม เช่น

  • มาเลเซีย
  • สิงคโปร์
  • ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA)

จากนั้นจึงถูกนำเข้าจีนผ่านช่องทางการค้าแบบอ้อม ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกพูดถึงมาระยะหนึ่งแล้วในวงการฮาร์ดแวร์และ AI


ช่องโหว่ “เช่าพลังประมวลผล” อีกหนึ่งทางลัดของจีน

นอกจากการนำเข้าฮาร์ดแวร์ผ่านประเทศที่สามแล้ว บริษัท AI ของจีนยังใช้แนวทางที่เรียกว่า “rental compute” หรือการเช่าพลังประมวลผลจากต่างประเทศ

วิธีนี้ช่วยให้บริษัทจีนสามารถใช้งาน GPU ระดับสูงได้โดยไม่ต้องถือครองฮาร์ดแวร์จริงในประเทศ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งช่องโหว่ที่ยังคงหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมของสหรัฐได้ในทางปฏิบัติ

เมื่อรวมหลายช่องทางเข้าด้วยกัน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ GPU ระดับเรือธงอย่าง RTX 5090 จะยังคงปรากฏในระบบนิเวศ AI ของจีนได้ แม้จะอยู่ภายใต้แรงกดดันจากนโยบายระหว่างประเทศก็ตาม


RTX 5090 สำหรับเกม หรือ AI กันแน่?

แม้ RTX 5090 จะถูกวางตำแหน่งเป็นการ์ดจอสำหรับเกมเมอร์ระดับไฮเอนด์ แต่ในบริบทของตลาดจีน การ์ดเหล่านี้มีแนวโน้มสูงมากที่จะถูกนำไปใช้งานด้าน AI และการประมวลผลเชิงลึก (Deep Learning) มากกว่าการเล่นเกม

สาเหตุหลักคือ

  • VRAM ปริมาณสูง เหมาะกับการเทรนโมเดล AI
  • พลังประมวลผล CUDA และ Tensor Core ที่เหนือกว่าการ์ดระดับล่าง
  • ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการ์ดระดับ data center ที่ถูกแบนโดยตรง

มีรายงานเพิ่มเติมว่า บริษัทในจีนบางแห่ง นำการ์ดจอสำหรับผู้บริโภคมาโมดิฟายใหม่ เช่น

  • เพิ่มปริมาณ VRAM
  • ปรับระบบระบายความร้อนเป็นแบบ blower
  • รีแพ็กเกจเพื่อใช้งานใน rack สำหรับงาน AI โดยเฉพาะ

เกมเมอร์จีน และทั่วโลก กำลังเจอปัญหาเดียวกัน

ไม่ใช่แค่ในจีนเท่านั้นที่ผู้บริโภคเริ่มเข้าถึงการ์ดจอระดับสูงได้ยากขึ้น ปรากฏการณ์ AI boom กำลังดูดกลืน GPU ประสิทธิภาพสูงจากตลาดเกมทั่วโลก

ปัจจุบัน RTX 5090 เผชิญภาวะขาดตลาดอย่างหนัก และมีการประเมินว่าราคาขายอาจพุ่งสูงถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อแปลงเป็นเงินไทย (อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์) จะอยู่ที่ราว 175,000 บาท

ตัวเลขระดับนี้ทำให้การ์ดจอเรือธงแทบจะกลายเป็นของที่ “เกมเมอร์เอื้อมไม่ถึง” และสะท้อนชัดเจนว่าตลาด GPU กำลังถูกขับเคลื่อนโดย AI มากกว่าการเล่นเกมอย่างที่เคยเป็นมา


บทสรุป

กรณีที่ RTX 5090 ซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการจำกัดการส่งออกของสหรัฐ กลับปรากฏในจีนเป็นล็อตใหญ่ แสดงให้เห็นว่า มาตรการควบคุมฮาร์ดแวร์ระดับสูงยังไม่สามารถปิดทุกช่องทางได้จริง

ในขณะที่จีนยังคงหาวิธีเข้าถึงพลังประมวลผลระดับสูงเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม AI ต่อไป ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงกลับกลายเป็นผู้บริโภคและเกมเมอร์ทั่วโลก ที่ต้องเผชิญทั้งปัญหาของขาด และราคาที่พุ่งสูงเกินความสมเหตุสมผล

ตลาด GPU ในยุค AI จึงไม่ใช่แค่เรื่องของประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ นโยบาย และการแข่งขันเชิงเทคโนโลยีในระดับโลกอย่างแท้จริง

ที่มา: wccftech

Click to comment

บทความน่าสนใจ

Special Story

ชิปเซ็ต NVIDIA RTX Spark ถูกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์ยุคที่ผู้คนหันมาใช้ AI Model ต่างๆ เพื่อช่วยลดขั้นตอนงานยุ่งยากและเรื่งจิปาถะในชีวิตประจำวันลงไป ไม่ว่าจะเป็น Chatbot หรือ Agent Model ก็ตาม ให้ผู้ใช้ได้โฟกัสกับงานและไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ได้มากขึ้น แถมลดชั่วโมงการทำงานจากหลักร้อยหรือพันชั่วโมงให้เหลือไม่กี่สิบชั่วโมงโดยไม่ต้องรอรีเซ็ต Token ให้งานสะดุดอีกด้วย ซึ่งชิปเซ็ตตัวนี้ NVIDIA เคลมว่ามันรองรับโมเดลขนาดใหญ่ถึง 120B (120...

PR-News

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — ASUS (เอซุส) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก นำเสนอ ASUS Agent Computer ภายใต้แนวคิด “Powering Every AI Choice” ระบบนิเวศด้านฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ครอบคลุมตั้งแต่โน้ตบุ๊ก NUC และมินิพีซี เดสก์ท็อปพีซีที่ปรับแต่งได้ ไปจนถึงเวิร์กสเตชันระดับมืออาชีพและ AI...

PR-News

บทความโดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งขยายขอบเขตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัล ไปสู่การใช้งานจริงในโลกทางกายภาพ  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มักถูกตีกรอบอยู่แค่ระบบที่ทำความเข้าใจ สร้าง และแนะนำข้อมูลได้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), AI Assistant และ Copilot ได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานที่ใช้ความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เราค้นหา สรุปผล สร้างคอนเทนต์ และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น คลื่นลูกแรกของ AI นี้ถือเป็นการปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง Advertisement แต่ทว่า คลื่นลูกถัดไปของ AI จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงทำความเข้าใจข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกคาดหวังให้สามารถโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน ยานยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา ระบบทางการแพทย์ที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบ ปรับแต่ง และตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งการตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มแอปพลิเคชัน AI รูปแบบใหม่ แต่คือการพลิกโฉมความคาดหวังพื้นฐานที่เรามีต่อขีดความสามารถของ AI  เมื่อ AI ขยายตัวจากคลาวด์และสภาพแวดล้อมดิจิทัลเข้าสู่ระบบทางกายภาพ ความอัจฉริยะจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า “รู้” ได้อีกต่อไป ระบบ Physical AI (AI ทางกายภาพ) เช่น หุ่นยนต์อัตโนมัติ จะต้องรับรู้ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน (Functional safety) และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด ทั้งเรื่องพลังงาน ความร้อน และพื้นที่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกด้วย  และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Physical AI อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรม และ AMD เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ AI ในทศวรรษหน้า นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แค่ “รู้” ไปสู่ระบบที่ “ลงมือทำ”  “การลงมือทำ” พลิกโฉมโจทย์ด้านการประมวลผลขั้นพื้นฐาน เมื่อ AI เริ่มโต้ตอบกับโลกทางกายภาพ โจทย์ของการประมวลผลย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แตกต่างจาก Cloud AI ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการขยายสเกล การรับส่งข้อมูลปริมาณมาก และการประมวลผลแบบรวมศูนย์ เพราะ Physical AI มาพร้อมกับข้อกำหนดใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แชตบอตอาจมีอาการหน่วงบ้างในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถเกิดความล่าช้าได้เลย ยานยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถปล่อยให้ระบบทำงานไม่เสถียรได้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ลองตัดสินใจใหม่” ได้เมื่อทุกวินาทีมีผลต่อชีวิต  ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ:  ในโลกทางกายภาพ ความอัจฉริยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบสามารถตอบสนองและลงมือทำได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพของโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ขอบเขตของ Physical AI ก้าวไปไกลกว่าแค่การรันโมเดล AI เพราะความอัจฉริยะจะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการประมวลผล (Inference) การวางแผน การควบคุม และนำไปสู่การลงมือทำในโลกจริง ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ต่างหาก  และนี่คือเหตุผลที่ AMD เชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว Physical AI คือความท้าทายด้าน “วิศวกรรมระบบ” ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการสร้าง “โมเดล AI”  ไม่มีโปรเซสเซอร์ใดเพียงชนิดเดียวที่ขับเคลื่อน Physical AI ได้ทั้งหมด เราจะเข้าใจแนวคิดของ Physical AI ได้ง่ายขึ้น หากลองเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์  สมองของเราทำหน้าที่คิด วิเคราะห์หาเหตุผล และตัดสินใจ ระบบประสาทช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กล้ามเนื้อและข้อต่อทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพอย่างแม่นยำ  ระบบ Physical AI ก็ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การคิดวิเคราะห์และการรับรู้ที่ซับซ้อนต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง การตอบสนองแบบเรียลไทม์ต้องใช้การประมวลผลที่มีความหน่วงต่ำ (Low-latency) ณ จุดที่ต้องทำการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำก็ต้องการระบบควบคุมที่ถูกต้องและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ...

รีวิว Asus

ASUS TUF Gaming A16 FA608UHI จ่ายไม่แพง แรงพร้อมลุยทุกเกม ใช้งานดีรอบด้าน ASUS TUF Gaming A16 FA608UHI รหัสนี้เป็นเกมมิ่งโน้ตบุ๊กรหัสฝาแฝดกับ TUF Gaming F16 ซึ่งได้รีวิวไปก่อนหน้านี้ ดังนั้นทั้งสองรุ่นนี้จึงแชร์องค์ประกอบร่วมกันหลายอย่างตั้งแต่ดีไซน์เรียบง่ายน่าใช้, คีย์บอร์ดเกมมิ่งพร้อมไฟ 1-Zone RGB มีปุ่ม WASD...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก