Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

ASUS เตรียมขึ้นราคาสินค้าตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม เหตุ RAM และ Storage แพงจากกระแส AI

ASUS RAM price

ASUS เป็นผู้ผลิตรายล่าสุดที่ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า บริษัทเตรียม ปรับขึ้นราคาสินค้าหลายกลุ่มตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2026 เป็นต้นไป โดยให้เหตุผลหลักมาจาก ต้นทุนหน่วยความจำ (RAM) และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (Storage) ที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากกระแสความต้องการด้าน AI ในตลาดโลก

แม้จะยังไม่เปิดเผยตัวเลขการปรับขึ้นราคาอย่างชัดเจน แต่ทิศทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ต้นทุนฮาร์ดแวร์กำลังกลายเป็นปัญหาระดับโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ความผันผวนระยะสั้นเหมือนในอดีต และนี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

Advertisement

ASUS เดินตามรอย Dell และ Framework

ข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านรายงานของ TrendForce ซึ่งระบุว่า ASUS จะเข้าร่วมกับ Dell และ Framework ในฐานะผู้ผลิตกลุ่มแรก ๆ ที่ออกมาประกาศ “ปรับโครงสร้างต้นทุน” อย่างเป็นทางการ ทั้งในตลาด PC เชิงพาณิชย์และตลาดผู้บริโภคทั่วไป

image 3
เครดิตภาพ: TrendForce

ก่อนหน้านี้ Dell เคยออกมาระบุว่า ราคาสินค้าบางกลุ่มอาจปรับขึ้น สูงสุดถึง 30% ขณะที่ Framework ผู้ผลิตโน้ตบุ๊กสาย modular ก็ได้ปรับขึ้นราคาหน่วยความจำมาแล้วถึง สองครั้งภายในไม่กี่เดือน และถึงขั้นประกาศ ยุติการขาย RAM แบบแยกชิ้น รวมถึงมีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นราคาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026

เมื่อพิจารณารวมกับการประกาศของ ASUS จะเห็นได้ชัดว่า แรงกดดันด้านต้นทุนเริ่มลามไปทั้งอุตสาหกรรม ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะรายอีกต่อไป


ราคา RAM และ Storage พุ่งหนักเกินคาด

สาเหตุหลักของการปรับขึ้นราคาครั้งนี้ มาจากภาวะขาดแคลนหน่วยความจำทั่วโลก ซึ่งเริ่มมีสัญญาณชัดเจนตั้งแต่ช่วงกลางปี 2025

TrendForce เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า ราคา DRAM อาจปรับขึ้นราว 45% ภายในเดือนกรกฎาคม 2025 แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขกลับพุ่งแรงกว่านั้นมาก โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า

  • ราคา DRAM ปรับขึ้นสูงสุดถึงประมาณ 171% ภายในต้นเดือนพฤศจิกายน 2025
  • ราคา NAND เพิ่มขึ้นราว 246% ภายในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2025

ตัวเลขเหล่านี้ถือว่าสูงเกินกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก และยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าราคาจะหยุดขึ้นในระยะสั้น

ต้นเหตุสำคัญมาจากการที่ผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ เททรัพยากรการผลิตไปยังตลาด AI และ data center ซึ่งต้องใช้หน่วยความจำปริมาณมหาศาล ส่งผลให้กำลังการผลิตสำหรับตลาด consumer ถูกจำกัดลงโดยปริยาย


ผลกระทบต่อภาพรวมตลาด PC

TrendForce ประเมินว่า การพุ่งขึ้นของราคา RAM จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขาย PC ทั่วโลก โดยคาดว่า

  • การส่งมอบโน้ตบุ๊กอาจ หดตัว 5.4% ถึง 10.1% เมื่อเทียบรายปี
  • สอดคล้องกับการประเมินของ IDC ที่มองว่า ในกรณีปานกลาง ตลาด PC อาจหดตัวราว 5%
  • หากเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด การส่งมอบทั่วโลกอาจลดลงได้ถึง 9%

สำหรับผู้ผลิตอย่าง ASUS นี่หมายความว่า หากไม่ปรับราคาขึ้น ก็จะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยากจะยั่งยืนในระยะยาว


ผู้บริโภคเริ่มปรับพฤติกรรม

ในฝั่งผู้บริโภคและผู้ประกอบคอมพิวเตอร์เอง ก็เริ่มเห็นการปรับตัวอย่างชัดเจนเพื่อลดผลกระทบจากราคา RAM ที่พุ่งสูง

หนึ่งในแนวทางที่เริ่มพบมากขึ้น คือ การขาย PC สำเร็จรูปแบบไม่แถม RAM เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้

  • นำ RAM เดิมมาใช้ต่อ
  • หรือเลือกซื้อจากแหล่งอื่นที่ราคายังพอรับได้

นอกจากนี้ ยังเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในตลาดซีพียู โดยเฉพาะฝั่ง AMD


ซีพียู DDR4 กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ซีพียูรุ่นเก่าที่ใช้หน่วยความจำ DDR4 เช่น

  • AMD Ryzen 7 5800X
  • AMD Ryzen 7 5800XT

กลับมามียอดความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ใช้จำนวนมากต้องการ หลีกเลี่ยงต้นทุน DDR5 ที่แพงขึ้นอย่างรวดเร็ว

แม้แต่ Ryzen 7 5800X3D ซึ่งเป็นซีพียู X3D รุ่นแรก ก็เริ่มมีราคาสูงขึ้นในตลาดมือสอง โดยในบางช่วง ราคาสูงกว่าซีพียูรุ่นใหม่อย่าง Ryzen 7 9800X3D เสียอีก

สำหรับบริบทในประเทศไทย ณ ช่วงปลายปี 2025

  • Ryzen 7 9800X3D วางจำหน่ายในช่วงประมาณ 18,000 – 20,000 บาท
  • ขณะที่ 5800X3D มือสองบางล็อตกลับขยับขึ้นไปใกล้เคียงหรือสูงกว่า เนื่องจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ

ผู้ใช้ทั่วไปควรทำอย่างไร

นักวิเคราะห์หลายรายเริ่มให้คำแนะนำในทิศทางเดียวกันว่า

  • หากจำเป็นต้องอัปเกรด RAM หรือ SSD ควรซื้อเมื่อจำเป็นจริง ๆ
  • ไม่ควรชะลอการซื้อโดยหวังว่าราคาจะลดลงในเร็ววัน
  • หากยังใช้งานได้เพียงพอ การ “ใช้ของเดิมให้นานที่สุด” อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า

แม้จะมีการคาดการณ์ว่า ราคาหน่วยความจำอาจเริ่มทรงตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าตลาดจะกลับสู่ภาวะปกติในระยะสั้น


บทสรุป: นี่อาจไม่ใช่จุดสูงสุด

การที่ ASUS ออกมาประกาศปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นปี 2026 ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า ปัญหาราคา RAM และ Storage ยังไม่จบง่าย ๆ

สำหรับผู้บริโภคทั่วไป นี่หมายถึง

  • ราคาฮาร์ดแวร์ใหม่จะสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • การอัปเกรดในอนาคตต้องวางแผนรอบคอบมากขึ้น
  • และตลาด PC ในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า อาจไม่เป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์เหมือนที่ผ่านมา

ในโลกที่ AI กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสำหรับผู้ใช้ทั่วไปกำลังต้อง “แย่งทรัพยากร” กับตลาดระดับองค์กร และดูเหมือนว่า ผู้บริโภคปลายทางจะเป็นฝ่ายที่ต้องจ่ายแพงขึ้นก่อนใครเสมอ

ที่มา: tomshardware

Click to comment

บทความน่าสนใจ

Special Story

ชิปเซ็ต NVIDIA RTX Spark ถูกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์ยุคที่ผู้คนหันมาใช้ AI Model ต่างๆ เพื่อช่วยลดขั้นตอนงานยุ่งยากและเรื่งจิปาถะในชีวิตประจำวันลงไป ไม่ว่าจะเป็น Chatbot หรือ Agent Model ก็ตาม ให้ผู้ใช้ได้โฟกัสกับงานและไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ได้มากขึ้น แถมลดชั่วโมงการทำงานจากหลักร้อยหรือพันชั่วโมงให้เหลือไม่กี่สิบชั่วโมงโดยไม่ต้องรอรีเซ็ต Token ให้งานสะดุดอีกด้วย ซึ่งชิปเซ็ตตัวนี้ NVIDIA เคลมว่ามันรองรับโมเดลขนาดใหญ่ถึง 120B (120...

PR-News

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — ASUS (เอซุส) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก นำเสนอ ASUS Agent Computer ภายใต้แนวคิด “Powering Every AI Choice” ระบบนิเวศด้านฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ครอบคลุมตั้งแต่โน้ตบุ๊ก NUC และมินิพีซี เดสก์ท็อปพีซีที่ปรับแต่งได้ ไปจนถึงเวิร์กสเตชันระดับมืออาชีพและ AI...

PR-News

บทความโดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งขยายขอบเขตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัล ไปสู่การใช้งานจริงในโลกทางกายภาพ  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มักถูกตีกรอบอยู่แค่ระบบที่ทำความเข้าใจ สร้าง และแนะนำข้อมูลได้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), AI Assistant และ Copilot ได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานที่ใช้ความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เราค้นหา สรุปผล สร้างคอนเทนต์ และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น คลื่นลูกแรกของ AI นี้ถือเป็นการปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง Advertisement แต่ทว่า คลื่นลูกถัดไปของ AI จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงทำความเข้าใจข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกคาดหวังให้สามารถโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน ยานยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา ระบบทางการแพทย์ที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบ ปรับแต่ง และตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งการตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มแอปพลิเคชัน AI รูปแบบใหม่ แต่คือการพลิกโฉมความคาดหวังพื้นฐานที่เรามีต่อขีดความสามารถของ AI  เมื่อ AI ขยายตัวจากคลาวด์และสภาพแวดล้อมดิจิทัลเข้าสู่ระบบทางกายภาพ ความอัจฉริยะจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า “รู้” ได้อีกต่อไป ระบบ Physical AI (AI ทางกายภาพ) เช่น หุ่นยนต์อัตโนมัติ จะต้องรับรู้ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน (Functional safety) และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด ทั้งเรื่องพลังงาน ความร้อน และพื้นที่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกด้วย  และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Physical AI อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรม และ AMD เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ AI ในทศวรรษหน้า นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แค่ “รู้” ไปสู่ระบบที่ “ลงมือทำ”  “การลงมือทำ” พลิกโฉมโจทย์ด้านการประมวลผลขั้นพื้นฐาน เมื่อ AI เริ่มโต้ตอบกับโลกทางกายภาพ โจทย์ของการประมวลผลย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แตกต่างจาก Cloud AI ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการขยายสเกล การรับส่งข้อมูลปริมาณมาก และการประมวลผลแบบรวมศูนย์ เพราะ Physical AI มาพร้อมกับข้อกำหนดใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แชตบอตอาจมีอาการหน่วงบ้างในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถเกิดความล่าช้าได้เลย ยานยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถปล่อยให้ระบบทำงานไม่เสถียรได้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ลองตัดสินใจใหม่” ได้เมื่อทุกวินาทีมีผลต่อชีวิต  ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ:  ในโลกทางกายภาพ ความอัจฉริยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบสามารถตอบสนองและลงมือทำได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพของโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ขอบเขตของ Physical AI ก้าวไปไกลกว่าแค่การรันโมเดล AI เพราะความอัจฉริยะจะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการประมวลผล (Inference) การวางแผน การควบคุม และนำไปสู่การลงมือทำในโลกจริง ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ต่างหาก  และนี่คือเหตุผลที่ AMD เชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว Physical AI คือความท้าทายด้าน “วิศวกรรมระบบ” ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการสร้าง “โมเดล AI”  ไม่มีโปรเซสเซอร์ใดเพียงชนิดเดียวที่ขับเคลื่อน Physical AI ได้ทั้งหมด เราจะเข้าใจแนวคิดของ Physical AI ได้ง่ายขึ้น หากลองเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์  สมองของเราทำหน้าที่คิด วิเคราะห์หาเหตุผล และตัดสินใจ ระบบประสาทช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กล้ามเนื้อและข้อต่อทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพอย่างแม่นยำ  ระบบ Physical AI ก็ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การคิดวิเคราะห์และการรับรู้ที่ซับซ้อนต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง การตอบสนองแบบเรียลไทม์ต้องใช้การประมวลผลที่มีความหน่วงต่ำ (Low-latency) ณ จุดที่ต้องทำการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำก็ต้องการระบบควบคุมที่ถูกต้องและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ...

รีวิว Asus

ASUS TUF Gaming A16 FA608UHI จ่ายไม่แพง แรงพร้อมลุยทุกเกม ใช้งานดีรอบด้าน ASUS TUF Gaming A16 FA608UHI รหัสนี้เป็นเกมมิ่งโน้ตบุ๊กรหัสฝาแฝดกับ TUF Gaming F16 ซึ่งได้รีวิวไปก่อนหน้านี้ ดังนั้นทั้งสองรุ่นนี้จึงแชร์องค์ประกอบร่วมกันหลายอย่างตั้งแต่ดีไซน์เรียบง่ายน่าใช้, คีย์บอร์ดเกมมิ่งพร้อมไฟ 1-Zone RGB มีปุ่ม WASD...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก