Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

Microsoft Copilot เพิ่มโหมด Smart Plus ใช้ GPT 5.2 เน้นงานคิดซับซ้อนระดับมืออาชีพ

Microsoft GPT 5.2 Smart Plus

Microsoft เริ่มทยอยอัปเดต Copilot บนเว็บ, Windows และอุปกรณ์พกพา ด้วยโมเดล AI รุ่นใหม่ GPT 5.2 ภายใต้ชื่อโหมด Smart Plus โดยเปิดให้ใช้งานเป็นการอัปเกรดฟรี และยังคงใช้งานควบคู่ไปกับ GPT 5.1 ที่อยู่ในโหมด Smart ตามเดิม

การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนทิศทางชัดเจนว่า Microsoft ต้องการยกระดับ Copilot จากผู้ช่วย AI ทั่วไป ให้กลายเป็นเครื่องมือที่รองรับงานจริงในชีวิตการทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์หลายขั้นตอน

Advertisement
image 48
เครดิตภาพ: BleepingComputer

Smart Plus คืออะไร และแตกต่างจาก Smart อย่างไร

ก่อนหน้านี้ Copilot ได้รับการอัปเกรดเป็น GPT 5.1 สำหรับโหมด Smart ซึ่งเน้นการตอบสนองเร็วและครอบคลุมงานทั่วไป เช่น การสรุปข้อมูลหรือช่วยเขียนเนื้อหา

ในรอบนี้ Microsoft เพิ่มโหมดใหม่ชื่อ Smart Plus ซึ่งใช้ GPT 5.2 เป็นแกนหลัก โดยออกแบบมาสำหรับงานที่ซับซ้อนกว่าเดิม เช่น

  • การสร้างและจัดการสเปรดชีต
  • การทำพรีเซนเทชันและเอกสารงาน
  • การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก
  • การเขียนและตรวจสอบโค้ด
  • การสรุปเอกสารยาวหลายหน้า
  • การทำงานร่วมกับเครื่องมือและไฟล์หลายรูปแบบ
  • การเข้าใจข้อมูลจากภาพและโครงสร้างข้อมูล

Microsoft ระบุว่า Smart Plus จะถูกใช้เมื่อระบบประเมินว่างานนั้นต้องใช้ความสามารถด้านการคิดเชิงเหตุผลในระดับสูง


GPT 5.2 ถูกออกแบบมาเพื่อ “งานจริง” มากกว่าเดิม

OpenAI อธิบายว่า GPT 5.2 คือโมเดลซีรีส์ที่แข็งแกร่งที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะเวอร์ชัน Thinking ที่ Microsoft นำมาใช้กับ Copilot

จุดเด่นของ GPT 5.2 คือความสามารถในการจัดการงานแบบหลายขั้นตอน และเข้าใจบริบทของงานได้ดีขึ้น ไม่ใช่เพียงการตอบคำถามแบบสั้น ๆ แต่สามารถทำงานเป็นกระบวนการ ตั้งแต่รับโจทย์ วิเคราะห์ ไปจนถึงสร้างผลลัพธ์ที่นำไปใช้งานต่อได้จริง


ผลทดสอบด้านงานสำนักงาน เหนือกว่าผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก

ข้อมูล Benchmark ที่ Microsoft และ OpenAI เปิดเผย แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่ชัดเจนของ GPT 5.2

ในการทดสอบงานกลุ่ม Knowledge Work ซึ่งครอบคลุม 44 อาชีพ GPT 5.2 Thinking ทำผลงานได้ดีกว่าหรือเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญจริงถึง 70.9% ของกรณีทดสอบทั้งหมด

เมื่อเทียบกับ GPT-5 รุ่นก่อนหน้า ที่ทำได้เพียง 38.8% ตัวเลขนี้ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นเหตุผลที่ OpenAI ระบุว่า GPT 5.2 อยู่ในระดับ “expert-level” สำหรับงานสำนักงานที่มีโจทย์ชัดเจน เช่น

  • การจัดทำสไลด์
  • การวางตารางงาน
  • การสร้างโมเดลข้อมูล
  • การเตรียมเอกสารส่งงาน

ประสิทธิภาพด้านเขียนโค้ดดีขึ้นอย่างชัดเจน

ในฝั่งงานพัฒนาโปรแกรม GPT 5.2 Thinking ก็ทำคะแนนได้สูงขึ้นเช่นกัน

  • SWE-Bench Pro: 55.6%
  • SWE-Bench Verified: 80%

ทั้งสองชุดคะแนนสูงกว่า GPT 5.1 Thinking ซึ่งหมายความว่า Copilot จะช่วยนักพัฒนาได้ดีขึ้นทั้งในด้านการเขียนโค้ดใหม่ การแก้บั๊ก และการรีวิวโค้ดในโปรเจกต์จริง


คะแนน Benchmark ระดับสูงในหลายด้าน

GPT 5.2 ยังทำคะแนนได้โดดเด่นใน Benchmark สำคัญอื่น ๆ เช่น

  • GPQA Diamond: 92.4%
  • AIME 2025: 100%
  • CharXiv Reasoning (with Python): 88.7%
  • ARC-AGI และ ARC-AGI-2: มีการเพิ่มขึ้นของคะแนนอย่างชัดเจน

โดยเฉพาะ ARC-AGI-2 ซึ่งเน้นการทดสอบความสามารถด้านการแก้ปัญหาเชิงเหตุผลขั้นสูง เป็นตัวชี้วัดว่า GPT 5.2 พัฒนาไปไกลกว่า AI รุ่นก่อนหน้าอย่างมาก


Copilot กำลังก้าวจากผู้ช่วย เป็นเครื่องมือทำงานเต็มรูปแบบ

การเพิ่ม GPT 5.2 ผ่านโหมด Smart Plus ไม่ใช่เพียงการอัปเกรดเทคโนโลยี แต่สะท้อนทิศทางของ Microsoft ที่ต้องการให้ Copilot เป็นส่วนหนึ่งของ workflow การทำงานจริง

จากเดิมที่ Copilot ถูกใช้เพื่อช่วยค้นข้อมูลหรือเขียนข้อความสั้น ๆ ขณะนี้มันเริ่มถูกวางบทบาทให้สามารถช่วยลดภาระงานสำนักงาน ช่วยจัดการเอกสาร และช่วยคิดแทนในงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น


สรุปภาพรวมการอัปเกรด GPT 5.2 บน Copilot

  • Microsoft เริ่มทยอยปล่อย GPT 5.2 ให้ Copilot
  • เปิดใช้งานผ่านโหมดใหม่ Smart Plus
  • เน้นงานที่ต้องใช้การคิดเชิงเหตุผลและหลายขั้นตอน
  • ผล Benchmark เหนือกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน
  • ใช้งานได้บนเว็บ, Windows และมือถือ
  • เปิดให้ใช้งานเป็นอัปเกรดฟรี

Copilot กำลังเปลี่ยนจาก AI ผู้ช่วยทั่วไป ไปสู่เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงานจริงของคนทำงานยุคใหม่อย่างชัดเจน

ที่มา: bleepingcomputer

Click to comment
Advertisement

บทความน่าสนใจ

Buyer's Guide

เกมเมอร์ที่เล่นเกม FPS เป็นชีวิตจิตใจหลายคนหันมาใช้เกมมิ่งคีย์บอร์ด Magnetic switch มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทั้งใช้งานได้ทนทานกว่า Mechanical keyboard ทั่วไปแล้ว ยังตอบสนองเร็วกว่าและได้ฟีเจอร์ที่คีย์บอร์ดทั่วไปทำไม่ได้หลายอย่าง ตั้งแต่ Dynamic Keystroke, Rapid trigger, Mod-Tap ฯลฯ ประกอบกับค่า Polling Rate 8,000 Hz ก็ช่วยให้ผู้เล่นได้เปรียบยิ่งขึ้น...

รีวิว Dell

DELL XPS 13 DX13260 บางเบาถูกใจสายเดินทาง สเปคพรีเมียมเพื่อสายธุรกิจตัวจริง! จุดเด่นของพรีเมียมโน้ตบุ๊ก Dell ตระกูล XPS “eXtreme Performance System” รุ่น DELL XPS 13 DX13260 จะเน้นเรื่องความแข็งแรงทนทานและสวยเรียบหรูเป็นประเด็นแรก จึงได้เห็นโน้ตบุ๊กทำงานเครื่องบางเฉียบเกือบเสมอกับแท็บเล็ตและเบาเพียง 1 กก. กับดีไซน์สวยเรียบง่ายดูมีระดับเพื่อเสริมบุคลิควัยทำงานที่ต้องพกโน้ตบุ๊กไปพบลูกค้าและเข้าประชุมเป็นประจำ ถ้าเกิดปัญหาก็มีบริการหลังการขายมาคอยดูแลถึงที่ให้งานยังเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบลื่น...

PR-News

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — ASUS (เอซุส) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก นำเสนอ ASUS Agent Computer ภายใต้แนวคิด “Powering Every AI Choice” ระบบนิเวศด้านฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ครอบคลุมตั้งแต่โน้ตบุ๊ก NUC และมินิพีซี เดสก์ท็อปพีซีที่ปรับแต่งได้ ไปจนถึงเวิร์กสเตชันระดับมืออาชีพและ AI...

PR-News

บทความโดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งขยายขอบเขตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัล ไปสู่การใช้งานจริงในโลกทางกายภาพ  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มักถูกตีกรอบอยู่แค่ระบบที่ทำความเข้าใจ สร้าง และแนะนำข้อมูลได้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), AI Assistant และ Copilot ได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานที่ใช้ความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เราค้นหา สรุปผล สร้างคอนเทนต์ และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น คลื่นลูกแรกของ AI นี้ถือเป็นการปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง Advertisement แต่ทว่า คลื่นลูกถัดไปของ AI จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงทำความเข้าใจข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกคาดหวังให้สามารถโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน ยานยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา ระบบทางการแพทย์ที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบ ปรับแต่ง และตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งการตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มแอปพลิเคชัน AI รูปแบบใหม่ แต่คือการพลิกโฉมความคาดหวังพื้นฐานที่เรามีต่อขีดความสามารถของ AI  เมื่อ AI ขยายตัวจากคลาวด์และสภาพแวดล้อมดิจิทัลเข้าสู่ระบบทางกายภาพ ความอัจฉริยะจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า “รู้” ได้อีกต่อไป ระบบ Physical AI (AI ทางกายภาพ) เช่น หุ่นยนต์อัตโนมัติ จะต้องรับรู้ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน (Functional safety) และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด ทั้งเรื่องพลังงาน ความร้อน และพื้นที่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกด้วย  และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Physical AI อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรม และ AMD เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ AI ในทศวรรษหน้า นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แค่ “รู้” ไปสู่ระบบที่ “ลงมือทำ”  “การลงมือทำ” พลิกโฉมโจทย์ด้านการประมวลผลขั้นพื้นฐาน เมื่อ AI เริ่มโต้ตอบกับโลกทางกายภาพ โจทย์ของการประมวลผลย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แตกต่างจาก Cloud AI ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการขยายสเกล การรับส่งข้อมูลปริมาณมาก และการประมวลผลแบบรวมศูนย์ เพราะ Physical AI มาพร้อมกับข้อกำหนดใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แชตบอตอาจมีอาการหน่วงบ้างในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถเกิดความล่าช้าได้เลย ยานยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถปล่อยให้ระบบทำงานไม่เสถียรได้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ลองตัดสินใจใหม่” ได้เมื่อทุกวินาทีมีผลต่อชีวิต  ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ:  ในโลกทางกายภาพ ความอัจฉริยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบสามารถตอบสนองและลงมือทำได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพของโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ขอบเขตของ Physical AI ก้าวไปไกลกว่าแค่การรันโมเดล AI เพราะความอัจฉริยะจะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการประมวลผล (Inference) การวางแผน การควบคุม และนำไปสู่การลงมือทำในโลกจริง ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ต่างหาก  และนี่คือเหตุผลที่ AMD เชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว Physical AI คือความท้าทายด้าน “วิศวกรรมระบบ” ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการสร้าง “โมเดล AI”  ไม่มีโปรเซสเซอร์ใดเพียงชนิดเดียวที่ขับเคลื่อน Physical AI ได้ทั้งหมด เราจะเข้าใจแนวคิดของ Physical AI ได้ง่ายขึ้น หากลองเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์  สมองของเราทำหน้าที่คิด วิเคราะห์หาเหตุผล และตัดสินใจ ระบบประสาทช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กล้ามเนื้อและข้อต่อทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพอย่างแม่นยำ  ระบบ Physical AI ก็ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การคิดวิเคราะห์และการรับรู้ที่ซับซ้อนต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง การตอบสนองแบบเรียลไทม์ต้องใช้การประมวลผลที่มีความหน่วงต่ำ (Low-latency) ณ จุดที่ต้องทำการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำก็ต้องการระบบควบคุมที่ถูกต้องและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก