
หลังจากเงียบสงบมานานเกือบสองปี ตลาดฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนหรือ HDD กลับมาอยู่ในความสนใจของอุตสาหกรรมอีกครั้ง เมื่อรายงานล่าสุดจาก Digitimes Asia ที่อ้างอิงข้อมูลของ Nikkei ระบุว่า ราคา HDD แบบสัญญา (contract price) ในไตรมาส 4 ปี 2025 ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 4% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นที่แรงที่สุดในรอบ แปดไตรมาส
ตัวเลขนี้อาจดูไม่หวือหวาในสายตาผู้ใช้ทั่วไป แต่สำหรับอุตสาหกรรมจัดเก็บข้อมูล นี่คือสัญญาณว่าตลาดเริ่ม “ตึงตัว” อย่างชัดเจน และที่สำคัญ ผู้ผลิตหลายรายเตือนตรงกันว่า แรงกดดันด้านราคายังมีแนวโน้มต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ระยะสั้น
HDD กลับมา เพราะอะไร? สองแรงหลักที่ดันตลาด
รายงานชี้ว่าการฟื้นตัวของความต้องการ HDD ในรอบนี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจาก สองแรงใหญ่ที่ชนกันพอดี
1. นโยบายพีซีของจีน ดัน HDD กลับมาแบบไม่คาดคิด
แรงแรกมาจากฝั่งจีน ซึ่งกำลังเร่งผลิตพีซีภายในประเทศอย่างจริงจัง ภายใต้นโยบายจัดซื้อของภาครัฐที่ ให้ความสำคัญกับ CPU และระบบปฏิบัติการที่พัฒนาเองในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ
สิ่งที่น่าสนใจคือ นโยบายนี้กลับส่งผลให้ การใช้งาน HDD เพิ่มขึ้น ทั้งที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดพีซีแทบจะเดินหน้าไปทาง SSD อย่างเดียว เหตุผลสำคัญคือ “ความเชื่อมั่นด้านการเก็บข้อมูลระยะยาว”
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมให้ข้อมูลว่า หน่วยงานบางส่วนในจีนมีความกังวลเกี่ยวกับ NAND flash ใน SSD โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเก็บข้อมูลเป็นเวลานานโดยไม่เปิดใช้งาน ซึ่งอาจเกิดปัญหา data degradation หรือที่เรียกกันไม่เป็นทางการว่า “bit rot” ได้ ในขณะที่ HDD ยังถูกมองว่ามีความเสถียรในการเก็บข้อมูลระยะยาวมากกว่าในบางกรณี
ผลลัพธ์คือ ความต้องการ HDD สำหรับพีซีและระบบจัดเก็บข้อมูลของภาครัฐในจีน เพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก
2. AI data center สหรัฐฯ ยังต้องพึ่ง HDD อย่างหนัก
แรงที่สอง และอาจเป็นแรงที่ทรงพลังที่สุด มาจากฝั่ง data center ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกลุ่ม hyperscaler และผู้ให้บริการ cloud รายใหญ่
แม้หลายปีมานี้จะมีการคาดการณ์ว่า SSD จะเข้ามาแทนที่ HDD ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง HDD แบบ nearline ความจุสูงยังเป็นหัวใจหลักของระบบจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น data lake, backup, cold data หรือ warm data
เมื่อกระแส AI ขยายตัวแบบก้าวกระโดด ปริมาณข้อมูลที่ต้องเก็บก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ตั้งแต่ข้อมูลฝึกโมเดล, log, checkpoint ไปจนถึงผลลัพธ์ที่ต้องเก็บระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้ ยังต้องพึ่ง HDD ที่คุ้มค่าต่อความจุ
ข้อมูลจาก TrendForce ระบุว่า ปัจจุบันผู้ผลิต HDD หลายราย เดินสายการผลิตเต็มกำลัง (full utilization) แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการจาก cloud provider ได้ทั้งหมด ส่งผลให้ ราคา nearline HDD ปรับขึ้นในระดับใกล้เคียงกันคือราว 4% QoQ
ต้นทุนก็ขึ้น: DRAM ขาดตลาด กระทบ HDD โดยตรง
อีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมสถานการณ์ คือ ราคาหน่วยความจำ DRAM ที่ยังอยู่ในระดับสูง จากความต้องการของ AI infrastructure ทั่วโลก
หลายคนอาจมองว่า HDD เป็นเทคโนโลยีเก่า แต่ในความเป็นจริง HDD สมัยใหม่ใช้ DRAM cache ปริมาณไม่น้อย เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการอ่านเขียน เมื่อราคา DRAM ปรับสูงขึ้น ต้นทุนการผลิต HDD ก็เพิ่มตามไปด้วย
เมื่อรวมกับข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตแล้ว ผู้ผลิต HDD แทบไม่มีพื้นที่ให้ “ตรึงราคา” ได้มากนัก แม้ความต้องการจะพุ่งแรงก็ตาม
ทำไม HDD ถึงขยายกำลังผลิตได้ยากกว่า SSD
ต่างจาก flash memory ที่สามารถเพิ่มกำลังผลิตผ่านการสร้าง fab ใหม่หรือการย่อขนาดกระบวนการผลิต (process shrink) ได้เร็วกว่า การผลิต HDD ต้องพึ่งชิ้นส่วนเฉพาะทาง เช่น หัวอ่านเขียน (read/write head), แผ่นจานแม่เหล็ก และกระบวนการประกอบที่ต้องใช้ความแม่นยำสูงมาก
หลังจากอุตสาหกรรม HDD ผ่านช่วงราคาตกต่ำและการควบรวมกิจการมาหลายปี ผู้ผลิตจึงระมัดระวังอย่างมากกับการลงทุนขยายกำลังผลิต ผลคือ ตลาด HDD สามารถตึงตัวได้อย่างรวดเร็วทันทีที่ดีมานด์ฟื้นพร้อมกันจากหลายฝั่ง
HDD กับคลื่น CapEx ของ AI ที่สะท้อนถึงเศรษฐกิจ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล แต่สะท้อนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจด้วย นักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่า การลงทุนด้าน data center และ AI infrastructure เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของ GDP สหรัฐฯ ในช่วงหลัง
AI data center ไม่ได้กินแค่ GPU หรือ accelerator แต่ยังรวมถึง memory, storage, ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ซึ่ง HDD ก็เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของระบบนั้น
บทสรุป: HDD ไม่ได้ตาย และยังมีบทบาทมากกว่าที่คิด
สิ่งที่เกิดขึ้นในปลายปี 2025 แสดงให้เห็นชัดว่า HDD ไม่ใช่เทคโนโลยีที่กำลังหายไป อย่างที่หลายคนเคยคิด แต่กลับถูกดึงกลับมาอยู่ใจกลางของการเติบโตอีกครั้ง
ระหว่าง นโยบายพีซีของจีน และ ความต้องการจัดเก็บข้อมูลจาก AI data center ทำให้ตลาด HDD เผชิญแรงกดดันด้านดีมานด์พร้อมกันจากหลายทิศทาง
คำถามต่อจากนี้คือ ภาวะราคาตึงตัวจะเป็นเพียงช่วงสั้น หรือจะกลายเป็นรอบราคาขาขึ้นรอบใหม่ ซึ่งคำตอบจะขึ้นอยู่กับความเร็วในการขยายกำลังผลิต และที่สำคัญคือ ความร้อนแรงของการลงทุนด้าน AI ที่ยังไม่มีสัญญาณชะลอตัวในตอนนี้
ที่มา: tomshardware





