
ตลาดหน่วยความจำทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนและราคาพุ่งสูงอย่างที่นักประกอบคอมพิวเตอร์หลายคนรู้สึกได้ชัดเจนตลอดปี 2025 แต่ข่าวร้ายคือ แม้ราคาจะขึ้นแรงเพียงใด ผู้ผลิตรายใหญ่ก็ยังไม่มีแผนเพิ่มกำลังการผลิต DRAM เพื่อบรรเทาความต้องการเลยแม้แต่น้อย
รายงานล่าสุดจาก TrendForce เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2025 ระบุว่าบริษัทผู้ผลิตหน่วยความจำตั้งแต่ Micron, SK hynix ไปจนถึง Samsung ยังคงชะลอการลงทุนด้านโรงงานใหม่ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและชิปประเภทที่ทำกำไรมากกว่าอย่าง HBM สำหรับงาน AI แทน ทำให้ตลาดผู้ใช้ทั่วไปโดยเฉพาะผู้ซื้อ RAM สำหรับคอมพิวเตอร์ยังต้องรับภาระราคาแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทำไมผู้ผลิตถึงยังไม่เพิ่มกำลังผลิต DRAM ทั้งที่ราคาแพงและความต้องการสูงขึ้นมาก?
แม้ความต้องการหน่วยความจำในตลาดพีซีและเซิร์ฟเวอร์จะยังสูง แต่เหตุผลหลักที่ผู้ผลิตไม่รีบทุ่มเงินสร้างโรงงานใหม่คือ “ความเสี่ยงด้านการลงทุน” และ “ความคุ้มค่าจากฝั่ง AI ที่มากกว่าเดิมหลายเท่า”
1. HBM ทำกำไรสูงกว่า DRAM หลายเท่า
HBM (High Bandwidth Memory) กลายเป็นหัวใจของยุค AI โดยเฉพาะชิปสำหรับการประมวลผลแบบ LLM, training และ inference ซึ่งต้องพึ่งพา HBM จำนวนมาก การผลิต HBM ใช้เวเฟอร์มากกว่า DRAM ทั่วไป ส่งผลให้กำไรต่อชิปสูงกว่าอย่างชัดเจน
ดังนั้นในมุมมองผู้ผลิต การแปลงไลน์ผลิต DRAM เดิมให้กลายเป็นสายผลิต HBM จึงเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในระยะสั้นและระยะยาว
2. การสร้างโรงงานใหม่ใช้เวลานาน 2–4 ปี
ต่อให้ผู้ผลิตตัดสินใจเริ่มสร้างโรงงานใหม่ในปีนี้ ก็ต้องรอหลายปีกว่าจะเริ่มผลิตชิ้นส่วนได้จริง ทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการในปัจจุบันได้ทัน และเต็มไปด้วยความเสี่ยง หากกระแส AI ลดลงก็อาจเหลือโรงงานที่ไม่มีงานผลิตทันที
3. ความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI
แม้ตลาด AI จะมีเม็ดเงินลงทุนมหาศาล แต่ผู้บริหารหลายคนเชื่อว่าตลาดอาจกำลังเข้าสู่ “ฟองสบู่” รายงานระบุว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องสร้างรายได้รวมกว่า 650,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาทต่อปี) เพื่อให้คุ้มค่าต่อการใช้จ่ายในตอนนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่หลายฝ่ายมองว่าเกินจริงและยากจะเกิดขึ้นจริงในเร็ววัน
เม็ดเงินลงทุนปี 2026 เพิ่มขึ้น แต่ไม่ช่วย “จำนวนชิป” ในตลาดเลย
ข้อมูลจาก TrendForce คาดการณ์ว่าในปี 2026 ยอดการใช้จ่ายด้านลงทุนของบริษัทผู้ผลิตหน่วยความจำรวมกันจะอยู่ที่ประมาณ 54,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.9 ล้านล้านบาท แต่เงินส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้กับ
- การพัฒนาเทคโนโลยีผลิตใหม่ (process technology)
- การเพิ่มจำนวนเลเยอร์ DRAM ผ่านเทคนิค stacking
- การปรับสายการผลิต DRAM เดิมเพื่อผลิต HBM
ซึ่งทั้งหมดนี้ “ไม่เพิ่มจำนวน DRAM สำหรับตลาดผู้บริโภคแม้แต่น้อย”
กล่าวง่าย ๆ คือ ถึงยอดลงทุนจะเพิ่มขึ้นราว 14% แต่ผลลัพธ์ด้านปริมาณชิป DRAM ที่เข้าสู่ตลาดกลับ “เท่าเดิมหรือน้อยลงด้วยซ้ำ”
เพราะโรงงานจำนวนมากกำลังถูกปรับให้รองรับ HBM มากขึ้นเรื่อย ๆ
ผลกระทบต่อผู้ใช้ทั่วไปและตลาดคอมพิวเตอร์
หากไม่มีปัจจัยใหม่มากระตุ้น การขาดแคลน DRAM จะลากยาวไปจนอย่างน้อยปี 2027 ส่งผลกระทบหลายด้าน ได้แก่
1. ราคา RAM จะยังคงสูงต่อเนื่อง
ผู้บริโภคจะเห็นราคา RAM DDR4 และ DDR5 สูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะโมดูล DDR5 ความเร็วสูงที่กำลังเป็นมาตรฐานของปี 2025–2026
แม้ในบทความนี้จะไม่ได้ระบุราคาเมืองนอกโดยตรง แต่แนวโน้มตลาดชี้ชัดว่า ราคาที่ไทยก็จะขยับตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2. ผู้ผลิตพีซีต้นทุนสูงขึ้น
ผู้ผลิตโน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อปต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้ามีโอกาสเพิ่มขึ้นหรือสเปกถูกลดลงเพื่อควบคุมต้นทุน
3. ผู้ใช้ที่ต้องอัพเกรดอาจต้องรีบตัดสินใจ
นักประกอบเครื่องและเกมเมอร์ที่มีแผนเพิ่ม RAM อาจต้องรีบซื้อก่อนราคาจะขยับสูงขึ้นในช่วงปีหน้า โดยเฉพาะช่วงต้นปี 2026 ที่คาดว่าจะเข้าสู่รอบราคาระลอกใหม่
อนาคตของ DRAM จะไปทางไหนต่อ?
จากแนวโน้มในปัจจุบัน เส้นทางของ DRAM สำหรับตลาดทั่วไปมีลักษณะดังนี้
1. ผู้ผลิตจะเน้นเทคโนโลยีหน่วยความจำความหนาแน่นสูงขึ้น
เช่น การเพิ่มจำนวนเลเยอร์หรือใช้กระบวนการผลิตขั้นสูงเพื่อลดต้นทุนต่อบิตแทนการขยายโรงงานใหม่
2. ตลาดผู้ใช้งานทั่วไปถูกลดความสำคัญลง
เมื่อเทียบกับตลาด AI ซึ่งกำไรสูงกว่าอย่างมหาศาล ทำให้ DRAM สำหรับเซิร์ฟเวอร์และผู้ใช้ทั่วไปถูกจัดลำดับความสำคัญรองลงมาอย่างชัดเจน
3. ผลกระทบอาจลากยาวตลอดทศวรรษนี้
ผู้เชี่ยวชาญบางรายประเมินว่า ความต้องการ HBM จากอุตสาหกรรม AI อาจกินกำลังผลิต DRAM ไปเรื่อย ๆ ตลอด 10 ปีข้างหน้า ทำให้ราคาตลาดผู้บริโภคไม่สามารถกลับสู่จุดเดิมได้อีก
สรุป: วิกฤต DRAM ยังไม่จบ ผู้บริโภคต้องเตรียมรับราคาที่สูงขึ้นอีกหลายปี
สถานการณ์ DRAM ทั่วโลกยังห่างไกลจากคำว่า “ดีขึ้น” เพราะผู้ผลิตยังคงทุ่มพลังไปที่ HBM สำหรับ AI ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มค่าทางธุรกิจสูงกว่า ส่งผลให้ความสามารถในการผลิต DRAM สำหรับผู้บริโภคไม่ขยายตัวตามความต้องการ ทำให้ราคายังคงสูง และอาจสูงกว่าเดิมอีกในปี 2026–2027
ผู้ใช้ที่มีแผนประกอบคอมพิวเตอร์หรืออัปเกรดเครื่อง ควรจับตาราคาตลาดอย่างใกล้ชิดและเตรียมตัวตัดสินใจให้เหมาะสมก่อนที่ราคาจะขึ้นไปมากกว่านี้
ที่มา: tomshardware





