Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

Google ฟ้องกลุ่มแฮ็กเกอร์จีน “Lighthouse” ฐานให้บริการฟิชชิงแบบครบวงจร ทำเหยื่อ 1 ล้านรายใน 121 ประเทศ สูญเงินรวมกว่า 37,000 ล้านบาท

lighthouse google lawsuit

Google เปิดฉากดำเนินคดีครั้งใหญ่ต่อกลุ่มแฮ็กเกอร์จีนที่ชื่อว่า Lighthouse ซึ่งถูกกล่าวหาว่าให้บริการแพลตฟอร์มฟิชชิงครบวงจรแบบ “เช่าเหมารายเดือน” คล้ายบริการคลาวด์ AWS แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมออนไลน์โดยเฉพาะ ทำให้ผู้ใช้ใน 121 ประเทศตกเป็นเหยื่อกว่า 1 ล้านราย คิดเป็นความเสียหายกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 37,000 ล้านบาท

การฟ้องครั้งนี้ไม่ใช่คดีเล็ก ๆ เพราะ Google ใช้ทั้งกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมคอมพิวเตอร์และกฎหมาย RICO ที่ใช้จัดการองค์กรอาชญากรรม เพื่อหวัง “ปิดทั้งเครือข่าย” ของ Lighthouse ให้ได้

Advertisement

Lighthouse คืออะไร — บริการคลาวด์สำหรับมิจฉาชีพ

แพลตฟอร์ม Lighthouse ทำงานเหมือนที่ Google อธิบายว่า “เป็น AWS สำหรับมิจฉาชีพ” ผู้โจมตีสามารถสมัครใช้งาน แล้วเลือก “เทมเพลตเว็บปลอม” จากคลังที่มีเป็นร้อย ๆ แบบ โดยทุกแบบถูกออกแบบให้เหมือนเว็บจริงจนยากจะแยกแยะ เช่น

  • Gmail
  • YouTube
  • หน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ
  • USPS ไปรษณีย์สหรัฐฯ
  • เว็บไซต์ท้องถิ่นของนิวยอร์ก

หลังจากเลือกเทมเพลตแล้ว ผู้โจมตีสามารถนำลิงก์ไปใช้ในแคมเปญฟิชชิงเพื่อหลอกให้เหยื่อกรอกข้อมูล เช่น รหัสผ่าน อีเมล หรือข้อมูลบัญชีสำคัญ

บริการนี้มีองค์ประกอบครบวงจรเหมือนธุรกิจจริง ๆ ได้แก่

  • ทีมพัฒนา ทำเทมเพลตเว็บปลอม
  • ทีมข้อมูล หาและซื้อข้อมูลเหยื่อ
  • ทีมสแปมเมอร์ ส่ง SMS หรืออีเมลจำนวนมหาศาล

ทั้งหมดนี้ถูกจัดการราวกับเป็นบริษัทบริการ IT เพียงแต่เป้าหมายคือการทำฟิชชิงและขโมยข้อมูลผู้ใช้ทั่วโลก


กระบวนการหลอกเหยื่อของ Lighthouse — โครงสร้างระดับอุตสาหกรรม

  1. เลือกเทมเพลตเว็บปลอม:
    แฮ็กเกอร์เลือกเว็บหน้าเหมือนที่ต้องการสร้างขึ้น เช่น หน้าเข้าสู่ระบบของ Gmail หรือ YouTube
  2. จัดหาข้อมูลเป้าหมาย:
    กลุ่มผู้โจมตีซื้อข้อมูลจากตลาดมืด เช่น เบอร์โทร อีเมล หรือข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อ
  3. เริ่มแคมเปญสแปม:
    ทีมสแปมเมอร์ส่งข้อความหลายล้านข้อความไปหาเหยื่อ โดยแนบลิงก์ไปยังเว็บปลอม
  4. ดักข้อมูล:
    เมื่อเหยื่อกรอกข้อมูลลงในเว็บปลอม ข้อมูลจะถูกส่งไปให้ผู้โจมตีทันที
  5. ขโมยเงินหรือขายข้อมูลต่อ:
    บางคนใช้ข้อมูลเหล่านี้เข้าบัญชีเหยื่อโดยตรง บางคนรวบรวมข้อมูลขายต่อให้กลุ่มอาชญากรรมอื่น ๆ

Google ยืนยันว่ากระบวนการนี้สร้างความเสียหายอย่างมากในระดับโลก ทำให้เหยื่อจากกว่า 121 ประเทศได้รับผลกระทบทั้งหมด


Google ทำไมต้องฟ้อง Lighthouse — ความเสียหายกว่า 37,000 ล้านบาท

Google ระบุว่ากลุ่มนี้ไม่ได้ทำแค่เว็บปลอม แต่ ใช้ชื่อเสียงของ Google และบริการอื่น ๆ มาหลอกเหยื่อโดยตรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ใช้จำนวนมาก โดยยอดความเสียหายรวมกว่า

  • 1,000,000 เหยื่อ
  • 121 ประเทศ
  • เครดิตการโจรกรรมรวมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ≈ 37,000 ล้านบาท

Halimah DeLaine Prado ที่ปรึกษาทั่วไปของ Google กล่าวว่า
“คนร้ายกำลังใช้ชื่อแบรนด์ของเราเพื่อล่อลวงผู้ใช้ การฟ้องครั้งนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องผู้ใช้ทั่วโลก”

Google ยอมรับว่าการจัดการกลุ่มเหล่านี้เหมือน “การตีตุ่น” เพราะปิดไปแค่ไหน สุดท้ายก็มีเกิดใหม่ แต่การระบุตัวผู้กระทำผิดและฟ้องในระดับองค์กรจะทำให้การทำฟิชชิงรูปแบบนี้ เสี่ยงมากขึ้นและทำได้ยากขึ้น


ปัญหาที่ตามมา — ปิด Lighthouse แล้วจะจบจริงหรือ?

แม้ Google จะฟ้องและหวังปิดระบบของ Lighthouse ทั้งหมด แต่ความจริงคือ:

  • องค์กรมีโครงสร้างใหญ่
  • มีกำลังคนจำนวนมาก
  • มีลูกค้ามิจฉาชีพจำนวนมาก
  • มีรายได้สูงจนเป็นแรงจูงใจให้เกิดผู้ให้บริการรายใหม่

ดังนั้น ถึงแม้ Lighthouse จะถูกปิด แต่ระบบลักษณะเดียวกันอาจผุดขึ้นมาใหม่ได้เสมอ

นี่คือเหตุผลที่ Google เลือกใช้กฎหมาย RICO เพื่อพยายามทำลาย “โครงสร้างองค์กรทั้งหมด” ไม่ใช่แค่ปิดเว็บปลอมไม่กี่โดเมน


สรุป — Lighthouse คือองค์กรอาชญากรรมไซเบอร์ระดับโลก

การฟ้อง Lighthouse ในครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าบริษัทเทคอย่าง Google เริ่มใช้แนวทางเชิงรุกในการจัดการอาชญากรรมออนไลน์ที่มีความซับซ้อน และไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง การใช้กฎหมาย RICO ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการจัดการองค์กรอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ซึ่งอาจทำให้เครือข่ายลักษณะนี้ทำงานได้ยากขึ้นในระยะยาว

แต่ด้วยผลกำไรมหาศาลในตลาดมืด โลกอาจยังต้องเผชิญกับแพลตฟอร์มลักษณะคล้าย Lighthouse ต่อไปอีกหลายรูปแบบ

ที่มา: tomshardware

Click to comment
Advertisement

บทความน่าสนใจ

IT NEWS

ใครที่กำลังรอให้ Windows 11 เปิดใช้ Smart App Control ได้แบบไม่ต้องลงระบบใหม่ ตอนนี้คงต้องรอต่อไปอีกสักพัก เพราะ Microsoft ยืนยันแล้วว่าแนวทางดังกล่าวยังไม่ถูกปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วไปใช้งานจริงในตอนนี้ ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องที่หลายคนสับสนพอสมควร เพราะก่อนหน้านี้ Microsoft เคยทดสอบการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ผู้ใช้สามารถเปิดหรือปิด Smart App Control ได้โดยไม่ต้องทำการติดตั้งระบบใหม่ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า clean install แต่ล่าสุดรายละเอียดดังกล่าวถูกถอดออกจากเอกสารอัปเดตอย่างเป็นทางการแล้ว...

IT NEWS

QuickLens กลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญของความเสี่ยงจากส่วนขยายเบราว์เซอร์ที่ตอนแรกดูเหมือนจะไม่มีพิษมีภัย แต่สุดท้ายกลับถูกใช้เป็นช่องทางปล่อยมัลแวร์ใส่ผู้ใช้จริง ข่าวนี้น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะ QuickLens ไม่ใช่ส่วนขยายเถื่อนที่เพิ่งโผล่มาแบบไร้ที่มา แต่เป็น extension ที่เคยใช้งานได้จริง มีผู้ใช้สะสมหลายพันราย และเคยได้รับความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่งมาก่อน ประเด็นสำคัญคือ หลังจากตัวส่วนขยายเปลี่ยนมือ มันถูกอัปเดตจนกลายเป็นเครื่องมือโจมตีผู้ใช้เต็มรูปแบบ ทั้งการแสดงหน้าหลอกให้อัปเดตปลอมแบบ ClickFix การขโมยข้อมูลล็อกอิน การดักข้อมูลแบบฟอร์ม และการพยายามเข้าถึงกระเป๋าคริปโตหลายบริการในเครื่องของเหยื่อ Advertisement QuickLens คืออะไร และเกิดอะไรขึ้นกับส่วนขยายตัวนี้...

IT NEWS

Windows 11 กำลังได้อัปเดตด้านเสียงที่มีประโยชน์มากขึ้นสำหรับคนที่ชอบดูหนัง ฟังเพลง หรือใช้งานร่วมกันบนเครื่องเดียว เพราะ Microsoft กำลังปรับปรุงฟีเจอร์ Shared Audio ให้ใช้งานสะดวกกว่าเดิม จุดสำคัญของรอบนี้คือผู้ใช้แต่ละคนสามารถปรับระดับเสียงของหูฟังตัวเองได้แยกกันแล้ว ไม่ต้องใช้ความดังเท่ากันทั้งสองฝั่งเหมือนช่วงแรกที่เริ่มเปิดทดสอบ ฟีเจอร์แบบนี้หลายคนน่าจะคุ้นจากฝั่งแท็บเล็ตหรืออุปกรณ์พกพาอยู่แล้ว แต่พอมาอยู่บน Windows 11 มันก็มีประโยชน์ในชีวิตจริงไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งดูหนังกับเพื่อนบนโน้ตบุ๊กเครื่องเดียว ฟังเพลงด้วยกันโดยไม่ต้องเปิดลำโพง หรือใช้งานในที่ที่ไม่อยากรบกวนคนรอบข้าง จุดนี้ทำให้เห็นว่า Microsoft กำลังค่อย...

IT NEWS

SK hynix และ SanDisk ประกาศความร่วมมือในการผลักดัน HBF หรือ High Bandwidth Flash มาตรฐานหน่วยความจำแฟลชแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับเซิร์ฟเวอร์ AI ฝั่ง inference โดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจมากสำหรับทิศทางของ data center ในอนาคต ถ้ามองภาพรวมแบบเข้าใจง่าย ทุกวันนี้ระบบ AI ไม่ได้ต้องการแค่พลังประมวลผลจาก GPU...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก