
เกิดประเด็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ และจีน หลังจากหน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของจีน China National Computer Virus Emergency Response Center (CVERC) ออกแถลงการณ์กล่าวหาว่า วอชิงตัน “ขโมย” Bitcoin จำนวน 127,272 โทเคน ที่ถูกแฮกไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020 ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ประมาณ 470,000 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน
ทางฝั่งสหรัฐฯ ยืนยันชัดว่าเหรียญทั้งหมดนี้คือ “ทรัพย์สินที่ยึดจากคดีอาชญากรรม” ที่เกี่ยวข้องกับ Chen Zhi นักธุรกิจชาวกัมพูชาที่ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงผ่านคอลล์เซ็นเตอร์และฟอกเงินในหลายประเทศ
สรุปเหตุการณ์: จีนบอกว่าโดนแฮก — สหรัฐฯ บอกว่านี่คือการยึดทรัพย์
CVERC ระบุในโพสต์บน WeChat ว่า
- Bitcoin ทั้งหมดถูกแฮกจากบริษัท LuBian หนึ่งในเหมืองคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก
- จำนวนเหรียญตรงกับที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ระบุว่า “ยึดได้” จากกระเป๋าที่เชื่อมโยงกับ Chen Zhi
- การเคลื่อนไหวของเหรียญในปี 2024 หลังการตั้งข้อหา ถือเป็นพฤติกรรม “ไม่เหมือนแฮกเกอร์ทั่วไป” แต่คล้ายการปฏิบัติการของ “องค์กรแฮกระดับรัฐ”
ขณะที่สหรัฐฯ ระบุว่า:
- Bitcoin เหล่านี้อยู่ในกระเป๋าที่ Chen Zhi เป็นผู้ถือครอง
- เป็นทรัพย์สินจากอาชญากรรมฟอกเงินและฉ้อโกงข้ามชาติ
- การย้ายเหรียญในปี 2024 เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยึดทรัพย์ตามกฎหมาย
LuBian: อดีตเหมือง Bitcoin รายใหญ่ที่เคยถือ 6% ของกำลังขุดทั่วโลก
ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอยในปี 2021 บริษัท LuBian เคยเป็นหนึ่งในกลุ่มนักขุด Bitcoin รายใหญ่ของโลก จากข้อมูลของ Blockscope Research ระบุว่า:
- เคยควบคุมกำลังขุด (hashrate) รวม ประมาณ 6% ของทั้งโลก
- ไม่เคยเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้น
- ไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงตรง ๆ กับ Chen Zhi
การแฮกปี 2020 ส่งผลให้บริษัทหายจากวงการทันทีในปีถัดมา ซึ่งนักวิเคราะห์จำนวนมากเชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับเหตุขโมยคริปโตครั้งใหญ่ที่เพิ่งถูกเปิดเผยนี้
ใครคือ Chen Zhi?
ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าขบวนการคอลล์เซ็นเตอร์ในกัมพูชา
Chen Zhi และบริษัท Prince Group ถูกกล่าวหาว่า
- ดำเนินธุรกิจคอลล์เซ็นเตอร์หลอกลวงในกัมพูชา
- ถูกประเทศต่าง ๆ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน ตรวจยึดทรัพย์รวมกว่า 500 ล้านดอลลาร์ (18,000 ล้านบาท)
- มีผู้เกี่ยวข้องที่ถูกจับกุมแล้วอย่างน้อย 25 คน
แม้เขาจะเกิดในจีน แต่ปัจจุบันมีถิ่นฐานอยู่ในกัมพูชา และมีรายงานว่าถือสัญชาติของประเทศดังกล่าวด้วย
จุดยืนของจีนและสหรัฐฯ ต่างกันแบบสุดขั้ว
และเกิดขึ้นในช่วงที่สองประเทศเพิ่งพักรบสงครามการค้า
ประเด็นนี้เกิดขึ้นในเวลาอ่อนไหว เพราะประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง เพิ่งตกลง “หยุดยิงชั่วคราว” ในสงครามการค้าระหว่างสองประเทศในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของจีนจึงทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า
- ทำไมจีนจึงเผยข้อมูลในตอนนี้?
- จีนเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรงหรือไม่?
- หรือเป็นการตอบโต้ทางภูมิรัฐศาสตร์ในมิติไซเบอร์?
อีกด้านหนึ่ง จีนเองก็ได้สั่งแบนการซื้อขายและขุดคริปโตในปี 2021 ทำให้ความเชื่อมโยงกับ LuBian ยิ่งมีภาพที่สับสนมากขึ้น
Cryptocurrency กำลังทำให้คดีอาชญากรรมข้ามชาติเข้ายากขึ้นกว่าเดิม
เพราะ “กระเป๋าเงินดิจิทัล” ไม่ได้ผูกกับประเทศใดประเทศหนึ่ง
คดีนี้สะท้อนความซับซ้อนที่เกิดจากสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน:
- หากเป็นเงินสดหรือเงินในธนาคาร ประเทศใดก็ตามต้องยื่นคำร้องขอยึดหรือคืนผ่านหน่วยงานของประเทศเจ้าของบัญชี
- แต่ Bitcoin ไม่มีประเทศเจ้าของ
- อำนาจเหนือเงินดิจิทัลขึ้นกับ ใครถือกุญแจ private key ไม่ใช่กฎหมายของประเทศใด
นี่คือเหตุผลที่คดีนี้ถูกมองว่าเป็น “ความขัดแย้งเชิงอธิปไตยทางการเงินรูปแบบใหม่”
บทสรุป
เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในกรณีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของการยึดคริปโต — ใหญ่กว่าเหตุการณ์ “Bitcoin Queen” ที่อังกฤษเคยยึดได้ 6.7 พันล้านดอลลาร์เสียอีก
แต่การที่จีนออกมากล่าวหาว่าสหรัฐฯ “ขโมย” แทนที่จะเป็น “ยึดทรัพย์” อย่างที่สหรัฐฯ อ้าง ทำให้คดีนี้กลายเป็นเรื่องทางการเมืองทันที และยังทิ้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของคริปโตในการสืบสวนอาชญากรรมข้ามชาติ
ที่มา: tomshardware





