
Samsung ประกาศเปิดตัว “HDR10+ Advanced” มาตรฐาน HDR รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ถูกออกแบบให้เหนือกว่า HDR10 และ HDR10+ เดิม โดยมุ่งยกระดับประสบการณ์การรับชมภาพทั้งในด้าน “ความสว่างสูงสุด” และ “การแสดงผลแบบอัจฉริยะ”
HDR10+ Advanced รองรับความสว่างสูงสุดได้ถึง 5,000 นิต ซึ่งสูงกว่า HDR10+ (ที่ทำได้ราว 1,000–4,000 นิต) อย่างเห็นได้ชัด พร้อมระบบปรับภาพอัตโนมัติตามประเภทคอนเทนต์และสภาพแสงในห้อง เพื่อให้ภาพคมชัดและสมจริงในทุกสถานการณ์
นอกจากนี้ มาตรฐานใหม่นี้ยังเปิดตัวมาเพื่อตอบโต้ Dolby Vision 2 โดยตรง แต่ยังคงข้อดีเดิมของ HDR10+ คือ “ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ (Royalty-Free)” ทำให้ผู้ผลิตทีวีหรือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งสามารถนำไปใช้ได้ง่ายกว่า
ฟีเจอร์เด่นของ HDR10+ Advanced
Samsung ยกเครื่องระบบ HDR ใหม่เกือบทั้งหมด โดยเพิ่มฟีเจอร์หลายอย่างที่ตอบโจทย์ทั้งคนดูหนัง คนเล่นเกม และสายสตรีมมิ่ง ดังนี้
| ฟีเจอร์ | รายละเอียด | ประโยชน์ |
|---|---|---|
| Peak Brightness สูงสุด 5,000 นิต | รองรับจอภาพที่มีความสว่างสูงมาก และคุมโทนมืด-สว่างได้แม่นยำยิ่งขึ้น | ภาพดูคมชัด รายละเอียดในจุดมืดและสว่างไม่หายไป |
| Ambient Light Adaptation | ปรับความสว่างและคอนทราสต์อัตโนมัติตามแสงในห้อง | ดูทีวีได้ชัดแม้อยู่ในห้องที่มีแสงมาก |
| Genre-Based Optimization | ระบบจะปรับภาพให้เหมาะกับแนวคอนเทนต์ เช่น ภาพยนตร์ กีฬา หรือเกม | ได้ภาพที่ตรงอารมณ์ของแต่ละแนว |
| Motion Smoothing / Intelligent FRC | ปรับการเคลื่อนไหวของภาพให้ลื่นไหล โดยใช้เมตาดาต้าแบบใหม่ | เหมาะกับเกมหรือคอนเทนต์ที่เคลื่อนไหวเร็ว |
| Local Tone Mapping และ Dimming ที่ละเอียดขึ้น | เพิ่มจำนวนโซนปรับแสงเพื่อควบคุมความสว่างและเงาให้แม่นยำ | ให้สีดำลึกและไฮไลต์เด่นกว่าเดิม |
| Intelligent Gaming Mode | โหมดภาพเฉพาะเกม รองรับการประมวลผลภาพเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ | ช่วยให้เล่นเกม HDR ได้ภาพสมจริงและตอบสนองไว |
เปรียบเทียบกับ HDR รุ่นก่อน
| มาตรฐาน | ความสว่างสูงสุด | เมตาดาต้า | จุดเด่นหลัก |
|---|---|---|---|
| HDR10 | 1,000 นิต | Static | พื้นฐานที่สุด ใช้ได้ทั่วไป |
| HDR10+ | 4,000 นิต | Dynamic | ปรับภาพต่อฉากได้ดีขึ้น |
| HDR10+ Advanced | 5,000 นิต | Dynamic + Intelligent Metadata | ปรับภาพตามแสง-ประเภทคอนเทนต์-ความเคลื่อนไหวได้ครบ |
เตรียมใช้งานในทีวีพรีเมียมปี 2026
Samsung ระบุว่า HDR10+ Advanced จะเริ่มถูกนำไปใช้ใน ทีวีระดับไฮเอนด์รุ่นปี 2026 ก่อน และจะค่อย ๆ ขยายไปยังมอนิเตอร์หรือจอภาพรุ่นใหม่ ๆ ในภายหลัง
แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแรกที่ยืนยันรองรับแล้วคือ Amazon Prime Video ส่วนผู้ให้บริการรายอื่นอย่าง Netflix หรือ Disney+ ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกพักใหญ่ในการอัปเดตระบบให้รองรับมาตรฐานใหม่นี้
ในแง่ราคา แม้ยังไม่มีการประกาศอย่างชัดเจน แต่จากแนวโน้มทีวีระดับพรีเมียมของ Samsung ปกติจะอยู่ในช่วง ประมาณ 75,000 บาทขึ้นไป สำหรับรุ่นขนาดใหญ่ที่รองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่นนี้
ทำไมคนดูหนังและสายเกมควรสนใจ
- สำหรับคอหนัง: HDR10+ Advanced ช่วยให้ภาพสมจริงขึ้นทั้งโทนมืดและโทนสว่าง โดยเฉพาะในฉากที่มีความแตกต่างของแสงมาก
- สำหรับสายเกม: โหมด Intelligent Gaming จะช่วยให้ภาพเคลื่อนไหวเนียนและตอบสนองรวดเร็วขึ้น โดยไม่สูญเสียความถูกต้องของสี
- สำหรับผู้ใช้ทั่วไป: ระบบปรับภาพตามสภาพแสงช่วยให้ดูสบายตาและไม่ต้องมานั่งปรับโหมดทีวีบ่อย ๆ
อนาคตของมาตรฐาน HDR
HDR10+ Advanced เป็นสัญญาณชัดเจนว่า “สงคราม HDR” ยังไม่จบง่าย ๆ ระหว่าง Samsung กับ Dolby Vision
จุดแข็งของ HDR10+ คือความเปิดกว้างและไม่เสียค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งอาจทำให้ผู้ผลิตรายอื่นเลือกใช้มากขึ้นในอนาคต
ขณะเดียวกัน Dolby Vision ก็ยังมีฐานผู้ใช้มหาศาล โดยเฉพาะในกลุ่มทีวีพรีเมียมของ LG, Sony และ TCL
ดังนั้นผู้ใช้ควรเลือกทีวีที่ “รองรับหลายมาตรฐาน” เพื่อให้ครอบคลุมคอนเทนต์ HDR ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น HDR10, HDR10+, Dolby Vision หรือ HDR10+ Advanced
สรุป
HDR10+ Advanced คืออีกก้าวสำคัญของ Samsung ที่ผลักดันขีดจำกัดของเทคโนโลยี HDR ไปอีกระดับ ด้วยความสว่างสูงสุดถึง 5,000 นิต พร้อมระบบอัจฉริยะที่เข้าใจทั้งประเภทคอนเทนต์และสภาพแวดล้อมจริงของผู้ชม
ใครที่กำลังวางแผนซื้อทีวีพรีเมียมในปี 2026 ควรจับตารุ่นที่รองรับ HDR10+ Advanced ไว้ให้ดี เพราะนี่อาจเป็นมาตรฐานใหม่ของ “ภาพสวยสุดขีด” ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ที่มา: wccftech





