Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

Tesla ร่วมมือ Samsung ผลิตชิป AI รุ่นใหม่ สำหรับขุมพลังรถยนต์ไฟฟ้ายุคถัดไป

Samsung x Tesla

Elon Musk ซีอีโอของ Tesla ได้กล่าวยกย่อง Samsung Foundry อย่างเปิดเผย หลังเลือกบริษัทเกาหลีใต้รายนี้เป็นผู้ผลิตชิป AI เจเนอเรชันใหม่ของ Tesla ทั้งรุ่น AI5 และ AI6 ซึ่งจะถูกใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ภายในรถยนต์ไฟฟ้าและโครงสร้าง AI ของบริษัทในอนาคต

การเปิดเผยครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2025 ซึ่ง Musk กล่าวอย่างชัดเจนว่า “โรงงานของ Samsung ที่เมือง Taylor รัฐเท็กซัส มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากกว่าโรงงานของ TSMC ที่รัฐอริโซนาเล็กน้อย” — ประโยคสั้น ๆ แต่ส่งแรงสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการชิปทั่วโลก

Advertisement

Samsung แซงหน้าคู่แข่งในตลาดชิปขั้นสูง

การที่ Tesla หันมาใช้ Samsung ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะบังเอิญ แต่เพราะความก้าวหน้าของสายการผลิตระดับ 2 นาโนเมตร (SF2) ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของ Samsung Foundry โดยก่อนหน้านี้ Tesla เคยสั่งผลิตชิปรุ่น AI6 จาก Samsung ในสหรัฐฯ อยู่แล้ว แต่การที่ ชิปรุ่น AI5 — ที่เคยผลิตโดย TSMC เท่านั้น — ถูกย้ายมาผลิตร่วมกับ Samsung ด้วย ถือเป็นสัญญาณว่า Elon Musk กำลังไว้วางใจในศักยภาพของ Samsung มากขึ้น


AI5 จะเร็วกว่าเดิม 40 เท่า จากการออกแบบใหม่ทั้งระบบ

Elon Musk ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ชิปรุ่น AI5 ของ Tesla จะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นมากถึง 40 เท่าเมื่อเทียบกับ AI4 รุ่นก่อนหน้า โดยมาจากการเปลี่ยนสถาปัตยกรรมครั้งใหญ่ — ทีมออกแบบของ Tesla ได้ตัด “legacy GPU block” หรือส่วนประมวลผลกราฟิกทั่วไปออกไป และแทนที่ด้วย AI tile kernels ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับงานคำนวณ AI โดยตรง

ขนาดของชิปก็ใหญ่ขึ้นอย่างมาก โดย Musk กล่าวว่าชิปนี้มี “ขนาดครึ่ง reticle” ซึ่งในวงการถือว่าใหญ่มหาศาล อาจหมายถึงการเพิ่มจำนวนหน่วยประมวลผล (accelerator tiles) และพื้นที่หน่วยความจำบนชิป (on-chip SRAM) เพื่อรองรับการประมวลผล AI ขนาดใหญ่ได้มากกว่าเดิม


โรงงาน Texas ของ Samsung กลายเป็นศูนย์กลางใหม่

ข้อตกลงระหว่าง Tesla และ Samsung มีมูลค่าประมาณ 16.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 627,000 ล้านบาท ซึ่งจะใช้ผลิตชิปรุ่น AI6 ที่โรงงานเมือง Taylor รัฐเท็กซัส โรงงานแห่งนี้เป็นหนึ่งในโครงการลงทุนที่ Samsung ตั้งใจสร้างให้เป็นฐานการผลิตชิประดับโลกในสหรัฐฯ เพื่อแข่งขันกับ TSMC โดยตรง

Musk ยังระบุด้วยว่า เขาต้องการให้โรงงานแห่งนี้ผลิตชิป “เกินความต้องการ” เพื่อให้ Tesla มีชิปพร้อมใช้ตลอดเวลา นั่นหมายความว่า Samsung ต้องเร่งขยายกำลังผลิตเพื่อให้ทันความต้องการของ Tesla ในอนาคต


จุดเปลี่ยนของสงครามชิประดับโลก

การที่ Elon Musk ออกมาพูดว่า “Samsung ล้ำกว่า TSMC” แม้เพียงเล็กน้อย ถือเป็นคำชมที่มีน้ำหนักมหาศาล เพราะ Tesla เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีเทคโนโลยี AI ขั้นสูงที่สุดในโลก และเลือกผู้ผลิตชิปตามความสามารถจริง ไม่ใช่แค่ชื่อเสียง

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Samsung กำลังไล่ทัน TSMC อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคที่ตลาดต้องการชิป AI ประสิทธิภาพสูง ทั้งในรถยนต์ไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล และอุปกรณ์ขับเคลื่อนด้วย AI ทั่วโลก


สรุป: Samsung ก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการเป็นผู้นำ Foundry

ความร่วมมือระหว่าง Tesla และ Samsung ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการผลิตชิป AI รุ่นใหม่ แต่เป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมทั้งวงการ เมื่อบริษัทชั้นนำด้านยานยนต์และ AI เลือกจับมือกับผู้ผลิตชิปที่พร้อมขยายในสหรัฐฯ และพร้อมแข่งขันกับผู้นำเดิมอย่าง TSMC อย่างเต็มตัว

หาก AI5 และ AI6 ของ Tesla สามารถทำได้ตามที่ Musk กล่าวไว้จริง การจับมือครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “ยุคใหม่” ที่ Samsung จะกลับมาเป็นผู้นำในสมรภูมิชิปโลกอีกครั้ง

ที่มา: wccftech

Click to comment

บทความน่าสนใจ

Special Story

ชิปเซ็ต NVIDIA RTX Spark ถูกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์ยุคที่ผู้คนหันมาใช้ AI Model ต่างๆ เพื่อช่วยลดขั้นตอนงานยุ่งยากและเรื่งจิปาถะในชีวิตประจำวันลงไป ไม่ว่าจะเป็น Chatbot หรือ Agent Model ก็ตาม ให้ผู้ใช้ได้โฟกัสกับงานและไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ได้มากขึ้น แถมลดชั่วโมงการทำงานจากหลักร้อยหรือพันชั่วโมงให้เหลือไม่กี่สิบชั่วโมงโดยไม่ต้องรอรีเซ็ต Token ให้งานสะดุดอีกด้วย ซึ่งชิปเซ็ตตัวนี้ NVIDIA เคลมว่ามันรองรับโมเดลขนาดใหญ่ถึง 120B (120...

PR-News

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — ASUS (เอซุส) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก นำเสนอ ASUS Agent Computer ภายใต้แนวคิด “Powering Every AI Choice” ระบบนิเวศด้านฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ครอบคลุมตั้งแต่โน้ตบุ๊ก NUC และมินิพีซี เดสก์ท็อปพีซีที่ปรับแต่งได้ ไปจนถึงเวิร์กสเตชันระดับมืออาชีพและ AI...

PR-News

บทความโดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งขยายขอบเขตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัล ไปสู่การใช้งานจริงในโลกทางกายภาพ  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มักถูกตีกรอบอยู่แค่ระบบที่ทำความเข้าใจ สร้าง และแนะนำข้อมูลได้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), AI Assistant และ Copilot ได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานที่ใช้ความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เราค้นหา สรุปผล สร้างคอนเทนต์ และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น คลื่นลูกแรกของ AI นี้ถือเป็นการปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง Advertisement แต่ทว่า คลื่นลูกถัดไปของ AI จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงทำความเข้าใจข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกคาดหวังให้สามารถโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน ยานยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา ระบบทางการแพทย์ที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบ ปรับแต่ง และตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งการตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มแอปพลิเคชัน AI รูปแบบใหม่ แต่คือการพลิกโฉมความคาดหวังพื้นฐานที่เรามีต่อขีดความสามารถของ AI  เมื่อ AI ขยายตัวจากคลาวด์และสภาพแวดล้อมดิจิทัลเข้าสู่ระบบทางกายภาพ ความอัจฉริยะจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า “รู้” ได้อีกต่อไป ระบบ Physical AI (AI ทางกายภาพ) เช่น หุ่นยนต์อัตโนมัติ จะต้องรับรู้ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน (Functional safety) และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด ทั้งเรื่องพลังงาน ความร้อน และพื้นที่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกด้วย  และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Physical AI อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรม และ AMD เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ AI ในทศวรรษหน้า นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แค่ “รู้” ไปสู่ระบบที่ “ลงมือทำ”  “การลงมือทำ” พลิกโฉมโจทย์ด้านการประมวลผลขั้นพื้นฐาน เมื่อ AI เริ่มโต้ตอบกับโลกทางกายภาพ โจทย์ของการประมวลผลย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แตกต่างจาก Cloud AI ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการขยายสเกล การรับส่งข้อมูลปริมาณมาก และการประมวลผลแบบรวมศูนย์ เพราะ Physical AI มาพร้อมกับข้อกำหนดใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แชตบอตอาจมีอาการหน่วงบ้างในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถเกิดความล่าช้าได้เลย ยานยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถปล่อยให้ระบบทำงานไม่เสถียรได้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ลองตัดสินใจใหม่” ได้เมื่อทุกวินาทีมีผลต่อชีวิต  ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ:  ในโลกทางกายภาพ ความอัจฉริยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบสามารถตอบสนองและลงมือทำได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพของโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ขอบเขตของ Physical AI ก้าวไปไกลกว่าแค่การรันโมเดล AI เพราะความอัจฉริยะจะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการประมวลผล (Inference) การวางแผน การควบคุม และนำไปสู่การลงมือทำในโลกจริง ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ต่างหาก  และนี่คือเหตุผลที่ AMD เชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว Physical AI คือความท้าทายด้าน “วิศวกรรมระบบ” ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการสร้าง “โมเดล AI”  ไม่มีโปรเซสเซอร์ใดเพียงชนิดเดียวที่ขับเคลื่อน Physical AI ได้ทั้งหมด เราจะเข้าใจแนวคิดของ Physical AI ได้ง่ายขึ้น หากลองเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์  สมองของเราทำหน้าที่คิด วิเคราะห์หาเหตุผล และตัดสินใจ ระบบประสาทช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กล้ามเนื้อและข้อต่อทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพอย่างแม่นยำ  ระบบ Physical AI ก็ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การคิดวิเคราะห์และการรับรู้ที่ซับซ้อนต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง การตอบสนองแบบเรียลไทม์ต้องใช้การประมวลผลที่มีความหน่วงต่ำ (Low-latency) ณ จุดที่ต้องทำการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำก็ต้องการระบบควบคุมที่ถูกต้องและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ...

รีวิว Samsung

Samsung Galaxy Tab S12+ แท็บเล็ตสุดทรงพลังใหม่จากแดนโสมขาว ฟีเจอร์ครบเครื่องใช้งานดีสูสีโน้ตบุ๊ก แต่พกง่ายหยิบใช้สะดวกสุดๆ ในช่วงหลายปีมานี้จะเห็นว่าผู้ผลิตสมาร์ทโฟนหลายเจ้าพยายามปรับปรุงแท็บเล็ตให้ใกล้เคียงโน้ตบุ๊กยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นำทัพโดยรุ่นเรือธงอย่าง Samsung Galaxy Tab S12+ ซึ่งได้ฮาร์ดแวร์สุดทรงพลังมาใช้พร้อมระบบ One UI ไว้ใช้งานทั่วไปไม่ว่าจะใช้งานทั่วไปหรือเพื่อความบันเทิงก็ตาม หรือสลับเป็นโหมดพีซีด้วย DeX mode เพียงแตะไอคอนคีย์ลัดแล้วเพิ่มหน้า Desktop เสริมมาได้อีก 4...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก