
เหตุผลว่าทำไมต้องซื้อเมาส์เล่นเกมในงาน TGS มาใช้ ถ้าเป็นเกมเมอร์จะรู้กันว่าถ้าเลือกเมาส์ที่ใช้เซนเซอร์ดี ตั้งค่าได้เยอะจะช่วยให้เล่นเกมได้ดีเพิ่มโอกาสชนะได้มากขึ้น โดยเฉพาะเกม FPS ซึ่งผู้เล่นต้องกวาดเมาส์ไปมาแทบจะตลอดเวลาและ MOBA, RPG ที่ต้องกดใช้ท่าโจมตีบ่อยๆ ก็ต้องการปุ่มมาโครเยอะเป็นพิเศษ เป็นต้น ดังนั้นเวลาจะซื้อเมาส์เล่นเกมสักตัวไม่ใช่แค่รุ่นไหนก็ได้แต่ต้องเลือกให้เข้ากับเกมที่เล่นประจำด้วย
นอกจากความแม่นยำ เมาส์เกมมิ่งก็ถูกดีไซน์ให้จับใช้งานได้นานหลายชั่วโมงโดยไม่รู้สึกปวดหรือเมื่อยมือ ด้วยการดีไซน์ตามหลักสรีรศาสตร์ให้เข้ากับการจับเมาส์มือขวาโดยเฉพาะจึงไม่ปวดล้าและเล่นเกมได้สนุกยิ่งขึ้น ปรับเปลี่ยนเอฟเฟคแสงไฟ RGB บนตัวเมาส์ได้ให้เข้ากับความชอบส่วนตัวด้วยโปรแกรมตั้งค่าของเมาส์รุ่นนั้นๆ ได้ไม่ยากมาก
จุดน่าสนใจเวลาซื้อเมาส์เล่นเกมในงาน TGS และอีเว้นท์ต่างๆ
- การซื้อเมาส์เล่นเกมในงานอีเว้นท์มักได้ส่วนลดเพิ่มเติมเป็นพิเศษเป็นประจำและอาจได้ของสมนาคุณเพิ่มเติมซึ่งหาซื้อตามปกติไม่ได้อีกด้วย
- แบรนด์ผู้ผลิตเกมมิ่งเกียร์และสินค้าไอทีมักใช้งานอีเว้นท์เปิดตัวสินค้าใหม่เป็นประจำ ดังนั้นการไปงานก็มีโอกาสได้ดูและซื้อเมาส์เล่นเกมรุ่นล่าสุดมาใช้งานได้
- นอกจากซื้อเมาส์เล่นเกมในงาน TGS อีเว้นท์ประเภทนี้มักจะมีเกมมิ่งเกียร์ชิ้นอื่นให้ซื้อเป็นเซ็ตแล้วได้โปรโมชั่นส่วนลดเพิ่มพิเศษด้วย เหมาะกับคนต้องการเปลี่ยนเกมมิ่งเกียร์เซ็ตใหม่มาก

15 เมาส์เล่นเกมในงาน TGS รวมมิตรรุ่นคุ้ม ลูกเล่นน่าสนใจ!
- EGA x JJK NBR-M1 (NOBARA) (890 บาท)
- EGA Gaming Mouse JJK-White M1 Limited Edition (1,590 บาท)
- HyperX Pulsefire Core (990 บาท)
- HyperX Pulsefire FPS Pro (1,490 บาท)
- HyperX Pulsefire Fuse Wireless (1,690 บาท)
- HyperX Pulsefire Haste 2 Core Wireless (1,990 บาท)
- HyperX Pulsefire Saga Pro Wireless (3,790 บาท)
- HyperX Haste 2 Pro (4,690 บาท)
- Signo E-Sport XANDER WG-904 (1,050 บาท)
- Signo E-Sport VORKEN WG-903 (1,190 บาท)
- SteelSeries Rival 3 WL Gen 2 (1,890 บาท)
- SteelSeries Rival 600 (2,990 บาท)
- SteelSeries Prime+ Gaming mouse (3,290 บาท)
- SteelSeries Aerox 3 Wireless (3,990 บาท)
- Keychron M2 8K Wireless Mouse (2,490 บาท)
1. EGA x JJK NBR-M1 (NOBARA) (890 บาท)

เมาส์เล่นเกมในงาน TGS รุ่นแรกที่คุณภาพดีราคาประหยัด เริ่มต้นกับ EGA x JJK NBR-M1 (NOBARA) สกรีนลวดลายของตัวละคร Kugisaki Nobara จากอนิเมชั่นเรื่อง “มหาเวทย์ผนึกมาร” ให้เกมเมอร์ได้ซื้อไปใช้และสะสมกัน สามารถเชื่อมต่อด้วยสาย USB-C หรือไร้สายด้วย USB 2.4 GHz, Bluetooth ก็ได้ ปรับค่า DPI ได้ถึง 10,000 DPI ใช้กับ Windows หรือ macOS ก็ได้ ปุ่มคลิกซ้ายและขวาเป็น Huano Blue Shell Pink Dot มีความทนทานใช้งานได้ 80 ล้านครั้ง ราคาปกติอยู่ที่ 1,190 บาท แต่ในงานเหลือเพียง 890 บาท จัดว่าน่าสนใจพอควร ถ้าใครเป็นแฟนคลับของอนิเมะเรื่องนี้ก็น่าซื้อมาสะสมและใช้งานมาก
ข้อดี
- ตั้งค่าเซนเซอร์ได้ละเอียดถึง 10,000 DPI ใช้เล่นเกมได้หลากหลายแบบ
- เชื่อมต่อได้ 3 โหมด ด้วย USB-C, USB 2.4 GHz และ Bluetooth
- ใช้งานกับระบบปฏิบัติการ Windows, macOS ได้ทันที
ข้อสังเกต
- สกรีนลวดลายจากอนิเมชั่นเรื่องมหาเวทย์ผนึกมาร หากต้องการดีไซน์เรียบๆ อาจต้องเลือกรุ่นอื่น
2. EGA Gaming Mouse JJK-White M1 Limited Edition (1,590 บาท)

EGA Gaming Mouse JJK-White M1 Limited Edition เป็นเมาส์เล่นเกมในงาน TGS สกรีนลวดลายจากอนิเมชั่นเรื่อง “มหาเวทย์ผนึกมาร” อีกรุ่นซึ่งดีไซน์เรียบง่ายขึ้น แต่ฟีเจอร์และสเปคมาน่าสนใจ ตัวเมาส์ใช้เซนเซอร์คุณภาพสูงอย่าง PixArt PAW3395 ปรับตั้งค่า DPI ได้สูงสุด 26,000 DPI มีค่า Polling Rate 4,000 Hz ทำให้ตอบสนองได้รวดเร็วต่อเนื่อง เชื่อมต่อแบบมีและไร้สายได้ด้วย USB-C, USB 2.4 GHz และ Bluetooth ได้หมด ใช้เล่นเกมได้นานถึง 30 ชม. และวางบนแท่นเพื่อชาร์จไฟได้เวลาใช้งานเสร็จ ถ้าใครอยากได้เมาส์เล่นเกมไร้สายตัวใหม่อยู่แล้วก็แนะนำให้ดูเมาส์ตัวนี้ไว้ได้เลย
ข้อดี
- เซ็นเซอร์ Pixart PAW3395 ตั้งค่า DPI ได้สูงถึง 26,000 ทำงานได้แม่นยำ
- มีค่า Polling Rate สูงถึง 4000Hz ตอบสนองได้รวดเร็วไม่หน่วง
- เชื่อมต่อด้วย USB 2.4 GHz, Bluetooth 5.1 และสาย USB Type-C
- แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานถึง 30 ชม. พร้อมแท่นชาร์จแบตเตอรี่เฉพาะตัว
- ใช้สวิตช์ Huano Blue Shell Pink Dot รองรับการกดใช้งานได้มากถึง 80 ล้านครั้ง
ข้อสังเกต
- เป็นเมาส์เน้นเล่นเกม FPS โดยเฉพาะ ไม่มีปุ่มมาโครติดมาให้ใช้งาน
3. HyperX Pulsefire Core (990 บาท)

สำหรับเมาส์เล่นเกมในงาน TGS จากแบรนด์ชั้นนำแต่ราคาไม่เกินพันบาท ต้องยกให้ HyperX Pulsefire Core รุ่นนี้ทั้งคุณภาพดีและแข็งแรงทนทาน ใช้เซนเซอร์ PixArt 3327 ทำงานได้แม่นยำแล้วก็ตั้งค่า DPI ได้ถึง 6,200 DPI แถมเซ็ตอัพปุ่มทั้ง 7 ปุ่ม ให้กดเรียกใช้คีย์ลัดก็ได้ด้วยโปรแกรม HyperX NGENUITY ร่วมกับเกมมิ่งเกียร์ชิ้นอื่นในเครือได้เลย สังเกตว่าเมาส์นี้ดีไซน์แบบสมมาตร (Ambidextrous) จึงจับถนัดทั้งสองมือ ด้านหลังเมาส์ยกสูงขึ้นเล็กน้อยให้จับแบบ Palm และ Claw ได้ถนัดยิ่งขึ้น ถ้าใครตั้งใจจะเปลี่ยนเมาส์ใหม่ราคาไม่แพงมากก็ซื้อตัวนี้ไปใช้แล้วไม่ผิดหวังแน่นอน
ข้อดี
- ตั้งค่าใช้งานได้ง่ายด้วยโปรแกรม HyperX NGENUITY
- ใช้งานกับ Windows, macOS, PlayStation 4/5, Xbox ได้
- ตั้งค่าปุ่มบนตัวเมาส์เป็นคำสั่งที่ต้องการได้ถึง 7 ปุ่ม ใช้งานได้ถนัดยิ่งขึ้น
- ใช้เซนเซอร์ PixArt 3327 ปรับตั้งค่าได้ 6,200 DPI ตอบสนองได้เที่ยงตรงแม่นยำ
ข้อสังเกต
- ต้องต่อสาย USB เท่านั้นถึงจะใช้งานได้ จะใช้งานได้ไม่คล่องตัวเท่าแบบไร้สาย
4. HyperX Pulsefire FPS Pro (1,490 บาท)

HyperX Pulsefire FPS Pro ตามชื่อแล้วเป็นเมาส์เล่นเกมในงาน TGS สำหรับคนรักเกม FPS ถนัดขวาโดยเฉพาะ เมื่อเชื่อมต่อกับพีซีแล้วสามารถตั้งค่าใช้งานด้วยโปรแกรม NGENUITY ได้เหมือนเกมมิ่งเกียร์ชิ้นอื่นในเครือ เซ็ตค่า DPI ของเซนเซอร์ PixArt 3389 ได้ถึง 16,000 DPI รวมถึงตั้งค่าทั้ง 6 ปุ่มบนตัวให้เป็นคีย์ลัดต่างๆ ให้ใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น ถ้าใครชอบจับเมาส์แบบ Palm หรือ Claw Grip น่าจะชอบเมาส์รุ่นนี้เป็นพิเศษ
ข้อดี
- ติดตั้งเซนเซอร์ PMW3389 มาให้ ตั้งค่า DPI ได้ถึง 16,000 DPI
- ต่อใช้งานกับ Windows, macOS, PlayStation 4/5 และ Xbox ได้
- ดีไซน์ตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อคนจับเมาส์มือขวาโดยเฉพาะ ช่วยให้เล่นเกมได้นานไม่เมื่อยนัก
- ตั้งค่าเมาส์ด้วยโปรแกรม HyperX NGENUITY เพื่อใช้งานได้สะดวก
ข้อสังเกต
- เป็นเมาส์แบบมีสาย เวลาใช้งานจะไม่คล่องตัวเท่าเมาส์ไร้สาย
5. HyperX Pulsefire Fuse Wireless (1,690 บาท)

ข้อดีของ HyperX Pulsefire Fuse Wireless นอกจากเรื่องน้ำหนักซึ่งเบาเพียง 75 กรัม และใช้งานได้นาน 85 ชม. ด้วยแบตเตอรี่ AAA*1 ก้อนล้ว ยังเน้นเชื่อมต่อไร้สายด้วย USB 2.4 GHz หรือ Bluetooth เป็นหลัก ทำให้เล่นเกม FPS คล่องตัวเป็นพิเศษ แถมตั้งค่าด้วย NGENUITY เซ็ตค่า DPI และปุ่มต่างๆ ได้ตามถนัด ประกอบกับดีไซน์แบบจับถนัดสองมือ (Ambidextrous) แล้ว จะตั้งค่าใช้งานตามปกติหรือให้เกมเมอร์มือซ้ายใช้งานก็เหมาะ อย่างไรก็ตามถ้าใครจะใช้เมาส์นี้เป็นตัวหลัก ก็ควรซื้อแบตเตอรี่ AAA พร้อมรางชาร์จถ่านด้วยจะได้ใช้งานได้ต่อเนื่อง หากใครอยากได้เมาส์เล่นเกมในงาน TGS ตัวใหม่เพิ่งเปิดตัวในงานนี้เป็นครั้งแรกก็แนะนำให้ซื้อรุ่นนี้ไปใช้เล่นเกมได้เลย
ข้อดี
- เป็นเมาส์ไร้สายใช้แบตเตอรี่ AAA*1 ก้อน เล่นเกมต่อเนื่องได้นานถึง 85 ชม.
- เชื่อมต่อไร้สายด้วย USB 2.4 GHz กับ Bluetooth ได้ตามต้องการ
- น้ำหนักเบาเพียง 75 กรัมเท่านั้น ใช้งานได้สะดวกไม่หนักเกินไป
- ใช้โปรแกรม HyperX NGENUITY ตั้งค่าเซนเซอร์ได้ถึง 12,000 DPI
- ต่อใช้งานกับ Windows, macOS, PlayStation 4/5, Xbox ได้
- บนตัวเมาส์เสริมแผ่น Microline มาด้านข้างตัวเพื่อให้จับถนัดไม่ลื่นหลุดง่าย
ข้อสังเกต
- ไม่มีช่อง USB-C จึงชาร์จและใช้งานไปพร้อมกันไม่ได้ ต้องเปลี่ยนถ่านเท่านั้น
6. HyperX Pulsefire Haste 2 Core Wireless (1,990 บาท)

HyperX Pulsefire Haste 2 Core Wireless ถึงจะเปิดตัวมาสักระยะแล้วแต่องค์รวมถือว่าน่าซื้อมาใช้งานมาก ไม่ว่าจะใช้แบตเตอรี่ AAA*1 ก้อน ก็เล่นเกมได้ร่วม 100 ชม., ตั้งค่าด้วยโปรแกรม HyperX NGENUITY ได้, ใช้งานแบบไร้สายด้วย USB 2.4 GHz หรือ Bluetooth ก็ได้แล้ว จุดเด่นอีกอย่างของ Pulsfire Haste 2 Core คือสวิตช์ TTC Gold ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรงทนทานต่อการกดได้ 20 ล้านครั้ง เหมาะกับเกมเมอร์ที่ใช้เมาส์อย่างหนักหน่วงมาก นับเป็นเมาส์เล่นเกมในงาน TGS คุณภาพดีราคาสมเหตุผลได้อย่างแน่นอน
ข้อดี
- ตั้งค่าด้วยโปรแกรม HyperX NGENUITY ใช้งานได้ตามต้องการ
- ใช้แบตเตอรี่ AAA*1 ก้อน ก็เล่นเกมได้นานสุด 100 ชม.
- เมาส์ผ่านการทดสอบว่าใช้งานกับ NVIDIA Reflex ได้แล้ว
- เชื่อมต่อแบบไร้สายด้วย USB 2.4 GHz หรือ Bluetooth ได้ตามต้องการ
- เซนเซอร์ HyperX Custom Core Sensor ตั้งค่าได้ถึง 12,000 DPI
ข้อสังเกต
- ใช้งานแบบไร้สายเท่านั้น ไม่มีพอร์ต USB-C ติดมาให้ใช้งาน
7. HyperX Pulsefire Saga Pro Wireless (3,790 บาท)


นอกจาก Pulsefire Fuse Wireless แล้ว ในงาน Gamescom asia x Thailand Game Show 2025 ก็มีเมาส์เปิดตัวอีกรุ่นคือ HyperX Pulsefire Saga Pro Wireless ซึ่งเหมาะกับคนชอบ DIY โมดิฟายเมาส์มาก โดยทาง HyperX เอาข้อมูลทำ 3D Print ของสไลด์กรอบหลังและปุ่มคลิ๊กซ้ายขวาขึ้นเว็บไซต์ Printables ให้เจ้าของดาวน์โหลดไปออกแบบและทำกรอบใหม่ที่ชอบมาใส่มันได้ทันที ดังนั้นถ้าไม่ชอบกรอบภายนอกเดิมอย่างไรก็ปริ้นท์แบบใหม่มาใช้ได้เลย
ด้านสเปคของมันเทียบชั้นกับเมาส์เกมมิ่งระดับเรือธงของคู่แข่งได้สบายๆ ไม่ว่าจะใช้เซนเซอร์ HyperX Core Sensor ตั้งค่าได้ถึง 26,000 DPI ปรับ Polling Rate สูงถึง 4K ต่อใช้งานด้วยสาย USB-C หรือไร้สายด้วย USB 2.4 GHz, Bluetooth ก็ตามแต่สะดวก ถ้าใช้กับโน๊ตบุ๊คเกมมิ่ง HP OMEN จะใช้ฟังก์ชั่น Instant Pair จับคู่ใช้งานได้โดยไม่ต้องพึ่ง USB Dongle แถมเบาเพียง 72 กรัมเท่านั้น เป็นเมาส์เล่นเกมในงาน TGS ที่น่าสนใจมาก
ข้อดี
- บอดี้เมาส์ดีไซน์ให้ถอดประกอบและทำ 3D Print มาประกอบใส่เมาส์ได้
- แบตเตอรี่ใช้ถ่านชาร์จแบบ AAA*1 ก้อน เล่นเกมได้นานสุด 90 ชม.
- เซนเซอร์ HyperX Core Sensor ตั้งค่าได้ถึง 26,000 DPI
- เซนเซอร์ตั้งค่า Polling Rate ได้ถึง 4K เวลาใช้งานสามารถตอบสนองไำด้แม่นยำ
- น้ำหนักเบาเพียง 72 กรัมเท่านั้น ใช้งานได้นานไม่เมื่อยมือมาก
- เชื่อมต่อด้วย USB 2.4 GHz, Bluetooth สลับการเชื่อมต่อได้ตามต้องการ
- มีระบบ Instant Pair ใช้งานกับโน๊ตบุ๊ค OMEN ได้โดยไม่ต้องใช้ USB Dongle
ข้อสังเกต
- ราคาค่อนข้างสูงถึง 3,790 บาท แต่ก็สมกับสเปคและฟีเจอร์ของเมาส์ตัวนี้
- ถ้าตั้งค่า Polling Rate 4K จะใช้งานได้นานราว 30 ชม. เท่านั้น
8. HyperX Haste 2 Pro (4,690 บาท)

ถ้าต้องการซื้อเมาส์เล่นเกมในงาน TGS รุ่นที่ดีสุดจากแบรนด์นี้มี HyperX Haste 2 Pro เป็นตัวเลือก โดยจุดเด่นของเมาส์ตัวนี้จะเชื่อมต่อด้วยสาย USB-C ไว้เล่นพร้อมชาร์จก็ได้ ถ้าใช้แบบไร้สายก็มีโหมด USB 2.4 GHz ไว้เล่นเกมกับ Bluetooth เวลาใช้ทำงานให้เลือก ถ้าใช้โน๊ตบุ๊ค HP OMEN จะมีโหมด Instant Pair เชื่อมต่อใช้งานร่วมกันได้ทันทีไม่ต้องใช้ USB Dongle อีกด้วย ตัวเมาส์ใช้โปรแกรม HyperX NGENUITY เซ็ตค่า DPI ได้ถึง 26,000 DPI ตั้งค่า Polling Rate ได้ถึง 4,000 Hz แถมยังรองรับ NVIDIA Reflex ในตัว ถ้าใช้คู่กับหน้าจอมีฟีเจอร์นี้ด้วยก็เปิด Frame Generation เล่นเกมได้โดยไม่มี Input Lag มากวนใจสักนิด หากใครพร้อมจะลงทุนซื้อเมาส์ดีๆ เอาไว้ใช้สักตัว เจ้า Haste 2 Pro ตัวนี้ก็น่าสนใจมาก
ข้อดี
- ใช้เซนเซอร์ HyperX 26K ตั้งค่าได้ 26,000 DPI ด้วยโปรแกรม HyperX NGENUITY
- รองรับฟีเจอร์ NVIDIA Reflex ช่วยให้ตอบสนองเวลาเล่นเกมได้ทันท่วงทียิ่งขึ้น
- เชื่อมต่อด้วยสาย USB-C หรือไร้สายด้วย USB 2.4 GHz, Bluetooth ได้
- รองรับ Instant Pair เชื่อมต่อโน๊ตบุ๊ค HP OMEN ได้ทันทีไม่ต้องใช้ USB Dongle
- แบตเตอรี่ในตัวใช้งานได้นานสุดถึง 90 ชม. ไม่ต้องชาร์จไฟบ่อยนัก
- น้ำหนักเมาส์เบาเพียง 61 กรัมเท่านั้น เหมาะกับเกมเมอร์สาย FPS มาก
ข้อสังเกต
- มีเฉพาะสีเทาเท่านั้น ไม่ค่อยมีตัวเลือกเรื่องสีนัก
- ดีไซน์เมาส์แบบจับถนัดสองมือแต่เน้นผู้ใช้มือขวาเป็นหลักมากกว่า
9. Signo E-Sport XANDER WG-904 (1,050 บาท)

สายประหยัดอยากได้เมาส์เล่นเกมในงาน TGS ราคากับสเปคคุ้มค่าน่าใช้ แนะนำเป็น Signo E-Sport XANDER WG-904 ตัวนี้จะเหมาะมาก แม้จะไม่มีลูกเล่นพิเศษเหมือนเมาส์รุ่นเรือธง แต่ยังได้เรื่องการเชื่อมต่อ 3 โหมด ไม่ว่าจะต่อสาย USB-C หรือเชื่อมต่อไร้สายด้วย USB 2.4 GHz, Bluetooth ก็ต่อได้ แถมใช้งานได้นานสุด 40 ชม. ในกล่องก็แถมแท่นชาร์จมาให้ตอนใช้เสร็จก็วางชาร์จเก็บเมาส์ไปได้เลย แถมถ้าติดตั้งโปรแกรมตั้งค่าเมาส์ของ Signo แล้ว ก็สามารถเซ็ตค่า DPI ไปได้ถึง 10,000 DPI, ตั้งค่าปุ่มมาโครและเปลี่ยนเอฟเฟคแสงไฟ RGB ได้ หากใครอยากได้เมาส์เกมมิ่งราคาดีคุณภาพสมตัวจะซื้อ Signo ตัวนี้ไปใช้งานก็เหมาะ
ข้อดี
- เชื่อมต่อได้ 3 แบบ ด้วยสาย USB-C, USB 2.4 GHz หรือ Bluetooth
- เซนเซอร์ PixArt PMW3325 ตั้งค่า DPI ได้สูงถึง 10,000 DPI เล่นเกมได้ดี
- มีแบตเตอรี่ในตัว เล่นเกมได้ 40 ชม. และชาร์บนแท่นชาร์จเมาส์ได้
- ตั้งค่าเมาส์ผ่านซอฟท์แวร์ของ Signo ได้สะดวกรวดเร็ว
- ตั้งค่ามาโครให้ปุ่มบนเมาส์ได้ถึง 7 ปุ่ม ใช้งานได้สะดวกขึ้น
ข้อสังเกต
- ถ้าเปิดไฟ RGB เพื่อเล่นเกม ระยะเวลาใช้งานจะน้อยลงเหลือราว 20 ชม.
- เมาส์มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ไม่เหมาะกับผู้ใช้ที่มือเล็กนัก
10. Signo E-Sport VORKEN WG-903 (1,190 บาท)

Signo E-Sport VORKEN WG-903 เป็นเมาส์เล่นเกมในงาน TGS รุ่นน้ำหนักเบาเป็นพิเศษเพียง 58 กรัมเท่านั้น จึงเหมาะกับคนชอบเล่นเกม FPS แล้วต้องลากเมาส์คุมตัวละครเป็นวงกว้างมาก เพราะได้เซนเซอร์ PixArt PAW3395 ซึ่งมีความแม่นยำและปรับได้ 26,000 DPI กับสวิตช์ KAILH GM8.0 รองรับการกดใช้งานถึง 80 ล้านครั้ง ทนต่อการกดใช้งานอย่างหนักหน่วงแน่นอน ด้านแบตเตอรี่ในตัวสามารถใช้งานไร้สายได้นานสุด 70 ชม. แถมราคาของเมาส์ตัวนี้ยังอยู่เพียงหลักพันบาทต้นๆ เท่านั้น หากใครลงทุนกับคอมพิวเตอร์ไปพอควรแล้วอยากได้เมาส์เล่นเกมราคาไม่แรงเกินไป Signo E-Sport VORKEN ก็เป็นตัวเลือกที่ดี
ข้อดี
- น้ำหนักเมาส์เบาเพียง 58 กรัมเท่านั้น เหมาะกับคนเล่นเกม FPS
- เซนเซอร์ PixArt PAW3395 ตั้งค่า DPI ได้สูงถึง 26,000 DPI
- สวิตช์ KAILH GM8.0 รองรับการกดใช้งานได้ถึง 80 ล้านครั้ง
- เชื่อมต่อใช้งานได้ 3 โหมด ทั้งต่อสาย USB-C หรือไร้สายด้วย USB 2.4 GHz, Bluetooth
- แบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 70 ชม. ไม่ต้องชาร์จบ่อยนัก
- ดาวน์โหลดซอฟท์แวร์ของ Signo มาตั้งค่าเมาส์ได้
ข้อสังเกต
- หากใครไม่ชอบเมาส์น้ำหนักเบาพิเศษอาจจะไม่ถูกใจรุ่นนี้นัก
- มีปุ่มบนเมาส์ 5 ปุ่มเท่านั้น ถึงจะตั้งค่ามาโครได้แต่ก็เซ็ตได้ไม่มาก
11. SteelSeries Rival 3 WL Gen 2 (1,890 บาท)

คนมองหาเมาส์เล่นเกมในงาน TGS รุ่นไร้สายแล้วเซนเซอร์ทำงานดีแม่นยำอยู่ SteelSeries Rival 3 WL Gen 2 ตัวนี้น่าจะตอบโจทย์เกมเมอร์ได้เป็นอย่างดี เพราะเมาส์ตัวนี้มีโหมดการเชื่อมต่อเพียง 2 แบบ คือ Bluetooth หรือ USB 2.4 GHz เท่านั้น ไม่มีพอร์ต USB-C หรือ MicroUSB ติดมาให้ แหล่งพลังงานจึงมาจากแบตเตอรี่ AAA*2 ก้อน แต่ก็จัดการพลังงานได้เยี่ยม สามารถใช้งานได้นานสุดถึง 450 ชม. ในโหมด Bluetooth หรือต่อ USB Dongle เล่นเกมก็ใช้ได้นาน 175 ชม. ทีเดียว ตัวเซนเซอร์ SteelSeries TrueMove Air กับระบบ True 1-to-1 Tracking ก็ช่วยให้เกมเมอร์ลากเมาส์หาเป้าหมายได้รวดเร็วและแม่นยำมาก แถมยังตั้งค่าในโปรแกรม SteelSeries GG Software ได้ด้วย เป็นเมาส์ไร้สายคุณภาพสมตัวที่ไม่ควรมองข้ามรุ่นหนึ่ง
ข้อดี
- เซนเซอร์ SteelSeries TrueMove Air ปรับตั้งค่าได้ละเอียดถึง 18,000 DPI
- มีฟีเจอร์ True 1-to-1 Tracking ตรวจจับการเลื่อนเมาส์ได้แม่นยำ
- รองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย USB 2.4 GHz และ Bluetooth
- ใช้แบตเตอรี่ AAA*2 ก้อน ใช้ USB Dongle เล่นเกมได้ 175 ชม. ถ้าเป็น Bluetooth ใช้ได้ 450 ชม.
- ตั้งค่าการทำงานของเมาส์ได้สะดวกด้วยโปรแกรม SteelSeries GG Software
- เชื่อมต่อใช้งานกับ Windows, iOS, Android, PlayStation 5 และ Xbox ได้
ข้อสังเกต
- ใช้งานแบบไร้สายเท่านั้น ไม่มีพอร์ต USB-C ติดตั้งมาให้
- มีปุ่มบนเมาส์ไม่มากนัก ตั้งค่ามาโครได้ไม่ค่อยหลากหลาย
12. SteelSeries Rival 600 (2,990 บาท)

แม้ว่า SteelSeries Rival 600 จะเปิดตัวมาระยะหนึ่งแล้วก็จริง แต่เป็นเมาส์เล่นเกมในงาน TGS ระบบเซนเซอร์คู่ ทำให้เวลาเล่นเกมลากเมาส์ได้แม่นยำเป็นพิเศษและมีระยะยกเมาส์สูงถึง 2 มม. ทำให้เวลายกมือกวาดเมาส์ขึ้นได้รวดเร็ว ตัวเซนเซอร์ตั้งค่า DPI ได้ถึง 12,000 DPI จะเน้นเอาเร็วเวลาเล่นเกม MOBA, RTS ก็ได้ หรือเล่น FPS เน้นความแม่นยำก็ได้เหมือนกัน เพียงเปิด SteelSeries GG Software ก็ตั้งค่าใช้งานได้ตามต้องการ แถมลูกเล่นเฉพาะตัวของ Rival 600 คือถอดกรอบข้างเมาส์ใส่ตุ้มถ่วงน้ำหนักเพิ่มได้ด้วย สามารถเพิ่มน้ำหนักของเมาส์ไปได้ถึง 128 กรัมทีเดียว ถูกใจคนชอบเมาส์หนักอย่างแน่นอน
ข้อดี
- เป็นเมาส์เซนเซอร์ TrueMove3+ คู่ ทำงานได้แม่นยำเป็นพิเศษ
- มีปุ่มติดตั้งมาให้ 7 ปุ่ม สามารถตั้งค่าคีย์ลัดเอาไว้ใช้งานได้
- ตั้งค่าการทำงานด้วยซอฟท์แวร์ SteelSeries GG Software ได้
- มีตะกั่วถ่วงน้ำหนักแถมมาให้ สามารถเพิ่มน้ำหนักไปได้ถึง 128 กรัม
- เซนเซอร์ TrueMove3+ ตั้งค่า DPI ได้ถึง 12,000 DPI และทำงานได้แม่นยำ
ข้อสังเกต
- น้ำหนักเริ่มต้นสูงถึง 96 กรัม ถ้าไม่ชอบเมาส์หนักก็ไม่แนะนำให้ใช้นัก
- ตัวเมาส์มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ไม่เหมาะกับคนมือเล็กนัก
13. SteelSeries Prime+ Gaming mouse (3,290 บาท)

SteelSeries Prime+ Gaming mouse เป็นเมาส์สำหรับเกมเมอร์มืออาชีพที่ออกแบบร่วมกับนักกีฬา Esport ชั้นนำ มีจุดเด่นตรงสวิตช์ Prestige OM ที่ตอบสนองรวดเร็วเป็นพิเศษ พอจับคู่กับเซ็นเซอร์ TrueMove Pro+ ซึ่งเป็นระบบเซนเซอร์คู่แล้ว สามารถทำงานได้รวดเร็วแม่นยำมาก เหมาะกับคนเล่นเกม FPS เป็นพิเศษ เวลาต้องการตั้งค่าแบบเร่งด่วนก็พลิกขึ้นมากดเซ็ตอัพกับหน้าจอ OLED ใต้ตัวได้ด้วย ด้านการตั้งค่ายังใช้โปรแกรม SteelSeries GG Software เซ็ตอัพการทำงานได้ ไม่ว่าจะตั้งค่า DPI, มาโคร ไปจนไฟ RGB ก็ทำได้หมด หากใครอยากได้เมาส์เล่นเกมในงาน TGS ดีๆ สักตัวอยู่แล้วก็แนะนำให้ลงทุนซื้อรุ่นนี้ไปใช้ได้เลย
ข้อดี
- เซนเซอร์ของเมาส์เป็น TrueMove Pro ตั้งค่าได้ 18,000 DPI
- มีระบบ True 1-to-1 Tracking ทำให้เวลาลากเมาส์ตอบสนองได้แม่นยำ
- สวิตช์เป็น Prestige OM แบบพิเศษ เป็นระบบแม่เหล็กจึงทำงานได้รวดเร็ว
- สามารถตั้งค่าด้วยซอฟท์แวร์ SteelSeries GG Software ได้
- ติดตั้งหน้าจอ OLED มาด้านใต้เมาส์เพื่อตั้งค่าแบบออนบอร์ดได้
- ใช้งานกับ Windows, macOS, Linux และ Xbox ได้
ข้อสังเกต
- ดีไซน์เมาส์เป็น False Ambidextrous จับถนัดทั้งสองมือแต่เน้นมือขวามากกว่า
14. SteelSeries Aerox 3 Wireless (3,990 บาท)

SteelSeries Aerox 3 Wireless เป็นเมาส์เกมมิ่งน้ำหนักเบาสำหรับเกมเมอร์ที่เน้นเรื่องความรวดเร็วเป็นหลัก เพราะตัวเมาส์ดีไซน์เจาะช่องรังผึ้ง (Honeycomb) จึงมีน้ำหนักเพียง 68 กรัม ช่วยลดน้ำหนักลงไปได้พอควร เสริมด้วยเทคโนโลยี AquaBarrier ช่วยป้องกันน้ำ, ฝุ่นและสิ่งสกปรกระดับ IP54 ได้ สามารถใช้งานได้นานสุด 200 ชม. ในโหมด Bluetooth หรือถ้าเล่นเกมด้วย USB Dongle ก็ใช้ได้นาน 80 ชม. แถมยังตั้งค่าเมาส์ได้ง่ายๆ ด้วยโปรแกรม SteelSeries GG Software ได้ ไม่ว่าจะเซ็ตอัพค่า DPI, มาโครหรือไฟ RGB ก็ได้เช่นกัน หากใครอยากได้เมาส์ใหม่ดีไซน์ไม่เหมือนใครแถมเล่นเกมได้ดีก็แนะนำให้เลือกรุ่นนี้ไปใช้ได้เลย
ข้อดี
- เมาส์ดีไซน์แบบโครงตาข่าย จับใช้งานแล้วระบายอากาศได้ดีไม่ต้องกังวลเรื่องเหงื่อ
- มีเทคโนโลยี AquaBarrier ป้องกันน้ำ ฝุ่น และสิ่งสกปรกตามมาตรฐาน IP54
- แบตเตอรี่ในตัวใช้งานได้นานสุด 200 ชม. ในโหมด Bluetooth
- เมาส์มีน้ำหนักเพียง 68 กรัม เหมาะกับคนชอบเมาส์น้ำหนักเบามาก
- ต่อสาย USB-C ใช้เล่นเกมได้ รองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Bluetooth และ USB 2.4 GHz
- ตั้งค่า DPI ได้ตั้งแต่ 100~18,000 DPI เหมาะกับการเล่นเกมทุกประเภท
- ปรับแต่งแสงไฟ RGB ได้ 3 โซน ให้ความสวยงามไม่เหมือนใคร
ข้อสังเกต
- ไม่มีช่องเก็บ USB Dongle ในตัว ต้องเก็บแยกเฉพาะเท่านั้น
- ดีไซน์เมาส์เป็นแบบ False Ambidextrous จับถนัดทั้งสองมือแต่เน้นมือขวาเป็นหลัก
15. Keychron M2 8K Wireless Mouse (2,490 บาท)

นอกจากคีย์บอร์ดซึ่งได้ใจเกมเมอร์และคนทำงานแล้ว Keychron M2 8K Wireless Mouse ก็เป็นเมาส์เกมมิ่งน้ำหนักเบาแต่ดีไซน์ Ergonomic มือขวาโดยเฉพาะแถมยังมีน้ำหนักเบาเพียง 55 กรัม เท่านั้น จึงเบาใช้งานง่ายโดยเฉพาะคนเล่นเกม FPS จะถูกใจแน่นอน ด้านเซนเซอร์ในตัวเรียกว่าเทียบชั้นเมาส์เกมมิ่งเรือธงหลายๆ ตัวได้สบาย เพราะใช้เซนเซอร์ PixArt PAW3950 ตั้งค่า DPI ได้ถึง 30,000 DPI มีค่า Polling Rate 8,000Hz ทำให้จับการขยับเมาส์ได้แม่นยำรวดเร็ว จะต่อใช้งานด้วยสาย USB-C หรือใช้งานไร้สายด้วย USB 2.4 GHz, Bluetooth ก็ได้ทั้งหมด นอกจากนี้เวลาตั้งค่ายังใช้ซอฟท์แวร์ออนไลน์อย่าง Keychron Launcher ตั้งค่าแล้วเขียนเข้าหน่วยความจำในเมาส์ได้เลย ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมให้ยุ่งยาก หากใครชอบคีย์บอร์ดจากแบรนด์นี้อยู่แล้ว เมาส์ M2 8K ตัวนี้ก็ไม่ควรพลาด
ข้อดี
- ใช้เซนเซอร์ PixArt PAW3950 ตั้งค่า DPI ได้ 30,000 DPI มี Polling Rate 8,000 Hz
- เลือกเชื่อมต่อได้ 3 โหมด ไม่ว่าจะต่อสาย USB-C, USB 2.4 GHz หรือ Bluetooth ก็ได้
- น้ำหนักเบาเพียง 53 กรัมเท่านั้น เหมาะกับเกมเมอร์ที่ชอบเมาส์เบาอย่างมาก
- แบตเตอรี่ทนทานใช้งานได้นานสุด 140 ชม. ไม่ต้องชาร์จไฟบ่อยนัก
- มีปุ่มตั้งค่า DPI และ Polling Rate ติดมาให้ด้านใต้เมาส์ให้กดใช้งานได้สะดวกรวดเร็ว
- ตั้งค่าด้วยซอฟท์แวร์ออนไลน์อย่าง Keychron Launcher ได้สะดวกมาก
- เชื่อมต่อใช้งานกับระบบปฏิบัติการ Windows, macOS และ Linux ได้
ข้อสังเกต
- ดีไซน์ค่อนข้างเรียบง่าย ไม่มีไฟ RGB อาจจะไม่ถูกใจเกมเมอร์บางคนนัก
- ดีไซน์ Ergonomic แบบเน้นมือขวาโดยเฉพาะ ไม่เหมาะกับคนถนัดซ้ายนัก

เมาส์เล่นเกมในงาน TGS นอกจากใช้เล่นเกมก็นำมาใช้ทำงานได้ เช่น งานกราฟิค, ออกแบบหรืองานบัญชีที่ต้องการปุ่มลัดเอาไว้กดคำสั่งใช้งานบ่อยก็ได้ ช่วยย่นระยะเวลาทำงานและความยุ่งยากลงไปได้มาก กลับกันถ้าใช้งานทั่วไปไม่ได้ใช้ลูกเล่นพิเศษอะไรนักอาจจะใช้แค่เมาส์ธรรมดาคุณภาพดีสักหน่อยก็เพียงพอแล้วแถมยังประหยัดเงินกว่าด้วย
วิธีตัดสินใจว่าเราควรซื้อเมาส์เกมมิ่งมาใช้หรือไม่ก็ง่ายมาก เพียงสังเกตวิธีการใช้งานของเราว่าปกติแล้วใช้งานแบบใดและอยากให้เมาส์ของเรามีฟังก์ชั่นอะไรบ้าง เช่น ถ้าชอบกดคีย์ลัดบ่อยๆ ก็ให้เลือกรุ่นมีปุ่มมาโครข้างเมาส์เพิ่ม ถ้าชอบลากเมาส์ไปมาแล้วต้องการให้เซนเซอร์ตอบสนองได้แม่นยำก็เลือกดูรุ่นที่เซนเซอร์ดี เช่น PixArt, Focus+, HERO 25K เป็นต้น เท่านี้ก็จะได้เมาส์ใหม่ไว้ใช้งานได้อย่างมีความสุขแล้ว
บทความที่เกี่ยวข้อง





