
นโยบายล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่สำหรับ TSMC บริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลก โดยรัฐบาลสหรัฐฯ มีแนวคิดที่จะบังคับให้การผลิตในสหรัฐฯ ต้อง “เท่ากับ” ปริมาณการผลิตในไต้หวัน หากไม่ปฏิบัติตามก็อาจเจอภาษีนำเข้าที่สูงแบบช็อกตลาด
ที่ผ่านมา สหรัฐฯ แสดงความกังวลเรื่องการพึ่งพาการผลิตชิปในต่างประเทศ โดยเฉพาะจากไต้หวันและเกาหลีใต้ แม้ว่าจะมีการลงทุนสร้างโรงงานในรัฐแอริโซนา แต่กำลังการผลิตและเทคโนโลยีขั้นสูงของ TSMC ในสหรัฐฯ ยังห่างไกลจากไต้หวันอย่างมาก
กฎ “1:1” ผลิตในประเทศเท่ากับนำเข้า
รายงานจาก Wall Street Journal เปิดเผยว่า สหรัฐฯ กำลังผลักดันนโยบาย “1:1” ซึ่งหมายความว่า บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ต้องผลิตชิปในสหรัฐฯ ให้ได้เท่ากับปริมาณที่ลูกค้านำเข้ามาจากต่างประเทศ หากไม่สามารถทำได้จะต้องเสียภาษีนำเข้าที่อาจสูงถึง 100%
อย่างไรก็ตาม จะมี “ช่วงผ่อนปรน” ให้บริษัทต่าง ๆ สามารถใช้ชิปที่ผลิตจากโรงงานต่างประเทศได้ จนกว่าโรงงานในสหรัฐฯ จะพร้อมผลิตเต็มกำลัง
ความท้าทายใหญ่ของ TSMC
TSMC ลงทุนมหาศาลในสหรัฐฯ เพื่อสร้างโรงงานผลิตชิป โดยมีแผนจะผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงในอเมริกาด้วย แต่ความต่างด้านกำลังการผลิตและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีระหว่างโรงงานในไต้หวันกับสหรัฐฯ ยังคงชัดเจน
ที่สำคัญ ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความกังวลในไต้หวันเอง เพราะหลายฝ่ายมองว่า TSMC อาจกลายเป็น “โรงงานของสหรัฐฯ” ไปเรื่อย ๆ แม้ว่างานวิจัยและพัฒนายังคงอยู่ที่ไต้หวันก็ตาม แต่หากสหรัฐฯ กดดันให้ผลิตโหนดเทคโนโลยีเดียวกันทั้งสองประเทศ ก็อาจเป็นการเปิดทางสู่การ “ถ่ายโอนเทคโนโลยี” อย่างไม่เป็นทางการ
มุ่งสู่ “Made in USA” เต็มรูปแบบ
เป้าหมายที่ชัดเจนของรัฐบาลสหรัฐฯ คือการย้ายโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานชิปให้มาอยู่ในประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงแค่บางส่วน เช่น การประกอบหรือการทำ advanced packaging แต่ต้องการให้ผลิตทุกขั้นตอนในอเมริกา เพื่อให้สามารถใช้คำว่า “100% Made in USA” ได้จริง
หากนโยบายนี้เดินหน้าเต็มที่ TSMC จะต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนัก ทั้งจากการลงทุนด้านทุนมหาศาล ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศต้นทาง และความกดดันทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวัน
บทสรุป
นโยบายใหม่ของทรัมป์อาจกลายเป็นหมากสำคัญที่เปลี่ยนสมดุลอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก TSMC กำลังถูกบังคับให้สร้างสมดุลการผลิตระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวัน หากไม่ทำตามก็อาจเผชิญภาษีมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงลูกค้าเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Apple, NVIDIA และ AMD ที่ต้องพึ่งพาชิปจาก TSMC โดยตรง
นี่อาจเป็นการเปิดศักราชใหม่ของสงครามชิป ที่ไม่ได้มีแค่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงการเมือง เศรษฐกิจ และการจัดการห่วงโซ่อุปทานระดับโลกด้วย
ที่มา: wccftech





