Connect with us

Hi, what are you looking for?

Notebookspec

IT NEWS

Google App: แอปค้นหาของ Google บน Windows ค้นหาได้ทั้งไฟล์ในเครื่อง แอป Google Drive เว็บ พร้อม AI Mode

Google App on Windows

Google App เวอร์ชันเดสก์ท็อปสำหรับ Windows เปิดให้ทดสอบภายใต้ Labs โดยชูแนวคิด “ค้นหาทุกอย่างจากที่เดียว” ผ่านคีย์ลัด Alt + Space แล้วพิมพ์คำค้นครั้งเดียว ระบบจะรวบรวมผลลัพธ์จาก ไฟล์ในเครื่อง, แอปที่ติดตั้ง, ไฟล์ใน Google Drive และ เว็บ มาไว้ในแผงเดียว พร้อมความสามารถจาก Google Lens เพื่อ “เห็น” และอธิบายสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ และยังสลับเข้า AI Mode ให้ถาม-ต่อยอด-สรุปข้อมูลได้ทันที ซึ่งรอบแรกจำกัดเฉพาะผู้ใช้ในสหรัฐฯ ที่เข้าร่วม Search Labs ด้วยบัญชีส่วนบุคคลเท่านั้น

Advertisement
Google App
เครดิตภาพ: Google

ไฮไลท์สำคัญของ Google App บน Windows

  • ค้นหาทุกอย่างจากที่เดียว: เรียกแถบค้นหาด้วย Alt + Space แล้วค้นจาก ไฟล์ในเครื่อง + แอปที่ติดตั้งในเครื่อง + Google Drive + เว็บ ได้พร้อมกัน ลดการสลับหน้าต่างและลดเวลาคลิกหาเอกสารหลายที่
  • Google Lens อยู่ในตัว: ครอบพื้นที่บนหน้าจอ เลือกข้อความหรือรูปภาพในเอกสาร/สไลด์/สกรีนช็อต/หน้าเว็บให้ Lens ช่วยแปล ค้นที่มาของภาพ อธิบายกราฟ/ไดอะแกรม หรือดึงข้อความไปใช้งานต่อ
  • AI Mode: เปิดโหมด AI เพื่อให้ช่วย “อ่านบริบทบนหน้าจอ” แล้วสรุปเนื้อหา อธิบายความหมาย ตั้งคำถามต่อยอด หรือชี้ลิงก์แหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง—ทั้งหมดทำได้จากอินพุตเดียว
  • กดเรียกได้จากทุกที่: ไม่ว่าคุณจะอยู่ในเกม อยู่ในเอกสาร หรือกำลังท่องเว็บ ก็เรียก Google App ขึ้นมาค้น/ถามได้ทันทีโดยไม่ทิ้งสิ่งที่ทำอยู่
  • สถานะการทดสอบ: รอบต้นยังจำกัด ผู้ใช้ในสหรัฐฯ ที่เข้าร่วม Search Labs บน Windows 10/11 และใช้ บัญชีส่วนบุคคล (ยังไม่รองรับ Workspace)

ต่างจากการค้นหาเดิม ๆ อย่างไร

บน Windows เราคุ้นกับ Start Search หรือ PowerToys Run และมีเครื่องมือ third-party อย่าง Everything ที่ค้นไฟล์เร็วมาก จุดที่ Google App แตกต่างคือ “ผลรวมหลายแหล่งในแผงเดียว” และ “มีชั้น AI/Lens ในตัว”

  • ไม่ต้องเปิด File Explorer เพื่อหา ไฟล์ในเครื่อง แล้วสลับไปเบราว์เซอร์ค้นเว็บอีกที และยังไม่ต้องเปิด Drive แยกต่างหาก—ทุกอย่างอยู่ในกล่องเดียว
  • Google Lens และ AI Mode ช่วยต่อยอดทันที เช่น ดึงข้อความจากภาพ แปลทั้งบล็อก หรือสรุปสาระจากหน้าเว็บ/เอกสารยาว ๆ ได้เลย

วิธีเริ่มใช้งาน (รอบทดสอบ)

  1. ลงชื่อเข้าร่วม Search Labs ด้วยบัญชี Google ของคุณ
  2. ดาวน์โหลด Google App สำหรับ Windows 10/11 และติดตั้งตามขั้นตอน
  3. กด Alt + Space เพื่อเรียกแถบค้นหา แล้วพิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหาหรือสั่งงาน

หมายเหตุ: ช่วงแรกจำกัดเฉพาะ ผู้ใช้สหรัฐฯ และ บัญชีส่วนบุคคล เท่านั้น


ใช้ยังไงให้คุ้ม: เคสการใช้งานจริง

  • รวบเอกสารโปรเจ็กต์ในคำค้นเดียว: พิมพ์ชื่อโปรเจ็กต์ ระบบจะลิสต์ ไฟล์ในเครื่อง (เช่น DOCX/XLSX/PPTX/รูป) เอกสารที่เกี่ยวข้องใน Google Drive และหน้า เว็บ ที่เกี่ยวข้อง ช่วยลดความยุ่งยากที่ต้องมาเปิดหลายหน้าต่าง
  • แปล/อธิบายสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ: เจอ PDF ภาษาอังกฤษหรือรูปที่มีข้อความ? ใช้ Lens เลือกส่วนที่ต้องการแล้วให้แปล/อธิบายได้ทันที จากนั้นค่อยสรุปสั้น ๆ ด้วย AI Mode เพื่อเก็บโน้ต
  • กำลังเล่นเกม/ดูไลฟ์/เรียนออนไลน์: ไม่ต้องสลับออกจากหน้าจอหลัก กด Alt + Space ถามสูตร/อธิบายคำศัพท์/เช็คความหมาย แล้วกลับไปทำสิ่งเดิมต่อเนื่อง
  • เตรียมพรีเซนต์เร่งด่วน: ค้นรูปอ้างอิง แหล่งข้อมูลสำคัญ และโน้ตภายใน ไฟล์ในเครื่อง พร้อมสรุปไทม์ไลน์ด้วย AI Mode เพื่อยัดลงสไลด์ได้ในไม่กี่ขั้นตอน
  • ตรวจข้อเท็จจริงเบื้องต้น: อ่านหน้าเว็บยาว ๆ แล้วให้ AI ช่วยสรุป และตั้งคำถามต่อ เช่น “ใจความสำคัญ 3 ข้อคืออะไร” หรือ “มีลิงก์อ้างอิงเพิ่มไหม”

เปรียบเทียบสั้น ๆ: Spotlight / PowerToys Run vs Google App

  • การเรียกใช้งาน: ทั้งหมดใช้คีย์ลัดเรียกแล้วพิมพ์ แต่ Google App ระบุชัดเจนว่าใช้ Alt + Space
  • ขอบเขตผลลัพธ์: Spotlight/PowerToys เน้นค้นในระบบ/ปลั๊กอินของตนเอง ในขณะที่ Google App ยกจุดแข็งของ Google มารวม—แสดงผลจาก ไฟล์ในเครื่อง + แอป + Google Drive + เว็บ
  • AI / Lens: Google App ให้ Google Lens และ AI Mode อยู่ในจุดเดียว ไม่ต้องสลับแอปเพื่อแปล/ค้นรูป/สรุปเพิ่ม

ความเป็นส่วนตัวและข้อจำกัด

การเปิดให้แอป “เห็นหน้าจอ” เพื่ออธิบาย/แปลด้วย AI ย่อมเกี่ยวข้องกับ บริบทหน้าจอ (screen context) ผู้ใช้ควร

  • เปิดใช้เท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะเมื่อมีข้อมูลอ่อนไหว/งานภายในองค์กร
  • อ่านนโยบายและการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ตรวจว่ามีตัวเลือกจำกัดขอบเขตการเข้าถึงหรือไม่
  • แยกการใช้งานระหว่างบัญชีส่วนตัวกับงาน หากองค์กรมีข้อกำหนด (เช่น DLP/ข้อมูลลับ)
    ข้อจำกัดช่วงทดสอบ: ยัง จำกัดภูมิภาค (สหรัฐฯ) และ ไม่รองรับบัญชี Workspace จึงยังไม่เหมาะสำหรับการใช้งานองค์กรในไทย

สถานะในไทยตอนนี้

ตอนนี้ยังเปิดทดสอบเฉพาะ ผู้ใช้สหรัฐฯ ที่เข้าร่วม Labs ด้วย บัญชีส่วนบุคคล บน Windows 10/11 หาก Google ขยายการให้บริการมายังไทย หรือต่อยอดให้รองรับบัญชี Workspace คาดว่าจะมีผลกับเวิร์กโฟลว์การค้นหาเอกสารและงานเอกสารในองค์กร/สื่อมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


คำถามที่พบบ่อย (สำหรับผู้อ่านทั่วไป)

ถาม: นี่คือ Gemini บน Windows หรือไม่?
ตอบ: Google ไม่ได้ติดแบรนด์ว่าเป็น “Gemini” แม้ฟีเจอร์ AI ใน AI Mode จะใกล้เคียงกับความสามารถของ Gemini และบริการ AI อื่น ๆ ของบริษัท

ถาม: ต้องต่ออินเทอร์เน็ตตลอดหรือไม่?
ตอบ: การค้นหาเว็บ/Drive และการทำงานของ AI Mode จำเป็นต้องออนไลน์ ส่วนการค้นหา ไฟล์ในเครื่อง จะใช้ความสามารถของเครื่องเราร่วมด้วย

ถาม: ใช้กับบัญชี Google Workspace ได้หรือยัง?
ตอบ: ช่วงทดสอบแรกยัง ไม่รองรับ Workspace ต้องใช้ บัญชีส่วนบุคคล เท่านั้น


บทวิเคราะห์สั้น ๆ

Google กำลัง “เบลอเส้น” ระหว่างการค้นหาแบบเดิมกับผู้ช่วย AI อย่างจริงจัง ด้วยการรวม “ผลลัพธ์หลายแหล่ง” และ “AI/Lens” ไว้ในจุดเดียว เมื่อเปิดให้ใช้งานวงกว้าง (รวมไทย) และรองรับบัญชี Workspace เต็มรูปแบบ มีโอกาสสูงที่ผู้ใช้ Windows จะหันมาใช้ Alt + Space เป็น “คีย์ลัดหลัก” สำหรับทั้งการหา ไฟล์ในเครื่อง, ค้นงานบนคลาวด์ และค้นเว็บ—โดยไม่ต้องสลับหน้าต่างไปมาเหมือนเดิม

ที่มา: PCWorld

Click to comment
Advertisement

บทความน่าสนใจ

PR-News

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย — ASUS (เอซุส) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก นำเสนอ ASUS Agent Computer ภายใต้แนวคิด “Powering Every AI Choice” ระบบนิเวศด้านฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI Agent ครอบคลุมตั้งแต่โน้ตบุ๊ก NUC และมินิพีซี เดสก์ท็อปพีซีที่ปรับแต่งได้ ไปจนถึงเวิร์กสเตชันระดับมืออาชีพและ AI...

PR-News

บทความโดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ ซึ่งขยายขอบเขตจากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัล ไปสู่การใช้งานจริงในโลกทางกายภาพ  ช่วงหลายปีที่ผ่านมา AI มักถูกตีกรอบอยู่แค่ระบบที่ทำความเข้าใจ สร้าง และแนะนำข้อมูลได้ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), AI Assistant และ Copilot ได้เข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงานที่ใช้ความรู้ไปอย่างสิ้นเชิง โดยช่วยให้เราค้นหา สรุปผล สร้างคอนเทนต์ และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น คลื่นลูกแรกของ AI นี้ถือเป็นการปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงานบนโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง Advertisement แต่ทว่า คลื่นลูกถัดไปของ AI จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงทำความเข้าใจข้อมูล ปัจจุบัน AI ถูกคาดหวังให้สามารถโต้ตอบกับโลกทางกายภาพได้มากขึ้น เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน ยานยนต์อัตโนมัติที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา ระบบทางการแพทย์ที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยและตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบ ปรับแต่ง และตอบสนองได้เองโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์คอยสั่งการตลอดเวลา การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มแอปพลิเคชัน AI รูปแบบใหม่ แต่คือการพลิกโฉมความคาดหวังพื้นฐานที่เรามีต่อขีดความสามารถของ AI  เมื่อ AI ขยายตัวจากคลาวด์และสภาพแวดล้อมดิจิทัลเข้าสู่ระบบทางกายภาพ ความอัจฉริยะจึงไม่สามารถหยุดอยู่แค่คำว่า “รู้” ได้อีกต่อไป ระบบ Physical AI (AI ทางกายภาพ) เช่น หุ่นยนต์อัตโนมัติ จะต้องรับรู้ข้อมูล ตัดสินใจ และลงมือทำได้แบบเรียลไทม์ โดยต้องมีความปลอดภัยในการใช้งาน (Functional safety) และสามารถทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวด ทั้งเรื่องพลังงาน ความร้อน และพื้นที่ ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI เท่านั้น แต่ยังถูกขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกด้วย  และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Physical AI อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้ามาพลิกโฉมหลากหลายอุตสาหกรรม และ AMD เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ AI ในทศวรรษหน้า นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่แค่ “รู้” ไปสู่ระบบที่ “ลงมือทำ”  “การลงมือทำ” พลิกโฉมโจทย์ด้านการประมวลผลขั้นพื้นฐาน เมื่อ AI เริ่มโต้ตอบกับโลกทางกายภาพ โจทย์ของการประมวลผลย่อมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แตกต่างจาก Cloud AI ที่มักถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการขยายสเกล การรับส่งข้อมูลปริมาณมาก และการประมวลผลแบบรวมศูนย์ เพราะ Physical AI มาพร้อมกับข้อกำหนดใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  แชตบอตอาจมีอาการหน่วงบ้างในบางครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับหุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นไม่สามารถเกิดความล่าช้าได้เลย ยานยนต์อัตโนมัติก็ไม่สามารถปล่อยให้ระบบทำงานไม่เสถียรได้ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่สามารถใช้วิธี “ลองตัดสินใจใหม่” ได้เมื่อทุกวินาทีมีผลต่อชีวิต  ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติ:  ในโลกทางกายภาพ ความอัจฉริยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบสามารถตอบสนองและลงมือทำได้ภายในกรอบเวลาที่จำกัด ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดกันที่ประสิทธิภาพของโมเดล AI เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ขอบเขตของ Physical AI ก้าวไปไกลกว่าแค่การรันโมเดล AI เพราะความอัจฉริยะจะต้องทำงานสอดประสานกันอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ ไปจนถึงการประมวลผล (Inference) การวางแผน การควบคุม และนำไปสู่การลงมือทำในโลกจริง ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดขึ้น แต่คือการสร้างระบบอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับโลกความเป็นจริงได้อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ต่างหาก  และนี่คือเหตุผลที่ AMD เชื่อมั่นว่า แท้จริงแล้ว Physical AI คือความท้าทายด้าน “วิศวกรรมระบบ” ไม่ใช่แค่ความท้าทายด้านการสร้าง “โมเดล AI”  ไม่มีโปรเซสเซอร์ใดเพียงชนิดเดียวที่ขับเคลื่อน Physical AI ได้ทั้งหมด เราจะเข้าใจแนวคิดของ Physical AI ได้ง่ายขึ้น หากลองเปรียบเทียบกับร่างกายมนุษย์  สมองของเราทำหน้าที่คิด วิเคราะห์หาเหตุผล และตัดสินใจ ระบบประสาทช่วยให้เรารับรู้และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กล้ามเนื้อและข้อต่อทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทางกายภาพอย่างแม่นยำ  ระบบ Physical AI ก็ทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน การคิดวิเคราะห์และการรับรู้ที่ซับซ้อนต้องอาศัยหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูง การตอบสนองแบบเรียลไทม์ต้องใช้การประมวลผลที่มีความหน่วงต่ำ (Low-latency) ณ จุดที่ต้องทำการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวที่แม่นยำก็ต้องการระบบควบคุมที่ถูกต้องและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ...

PR-News

กรุงเทพฯ, 28 กันยายน 2569 – ไมโครซอฟท์ ยกระดับ Microsoft Copilot รองรับโลกการทำงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพให้ทุกคนและทุกองค์กรบรรลุเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น โดย Copilot โฉมใหม่เชื่อมโยงเครื่องมือที่ผู้คนคุ้นเคย เข้ากับขีดความสามารถ AI ยุคใหม่สำหรับการสร้าง ปรับแต่ง และขยายการใช้งาน AI ในทุกมิติของการทำงาน ปัจจุบันแอป Copilot มาพร้อม...

PR-News

โครงสร้างต้นทุน AI สำหรับองค์กรกำลังเปลี่ยนแปลงไป เมื่อโมเดล AI ระดับแนวหน้ารุ่นใหม่และ Agentic AI ช่วยขยายขีดความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ในภาคธุรกิจให้กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม องค์กรที่ยังไม่เริ่มวางกลยุทธ์การปรับใช้ระบบแบบไฮบริดตั้งแต่วันนี้ อาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้าน AI ที่สูงขึ้นอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า  หากองค์กรของคุณขยายการใช้งาน AI ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา คุณอาจสังเกตเห็นแนวโน้มบางอย่าง การเปิดให้เข้าถึง AI ในวงกว้างขึ้น ใช้งานมากขึ้น...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

บันทึก