
Apple เดินหน้าผลิตชิปไร้สายเองใน MacBook Air
Apple เริ่มต้นก้าวสำคัญในยุทธศาสตร์ “In-House Chip” มาตั้งแต่เปิดตัว ชิป C1 สำหรับ iPhone 16e ที่รวมฟีเจอร์ Wi-Fi และ Bluetooth เอาไว้ ล่าสุดมีข้อมูลจากโค้ดที่หลุดออกมาบนโลกออนไลน์ ยืนยันว่า Apple เตรียมนำเทคโนโลยีเดียวกันมาใช้กับ MacBook Air M5 รุ่นใหม่ ที่จะเปิดตัวในปี 2026 ทั้งในรุ่น 13 นิ้ว และ 15 นิ้ว
การย้ายมาใช้ชิปไร้สายที่ออกแบบเอง ไม่เพียงแต่ช่วยลดการพึ่งพาผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Broadcom และ Qualcomm เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางที่ Apple ต้องการควบคุม ecosystem ทั้งหมดให้ทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ iPhone, iPad ไปจนถึง Mac
Wi-Fi และ Bluetooth จะรวมกันหรือไม่?
แผนระยะยาวของ Apple ถูกเปิดเผยตั้งแต่ปี 2023 โดยบริษัทตั้งเป้าจะรวม Wi-Fi, Bluetooth และ Cellular เอาไว้ในแพ็กเกจเดียว เพื่อประหยัดพื้นที่บนบอร์ด ลดต้นทุน และช่วยให้การจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่สำหรับ MacBook Air M5 รุ่นใหม่ นักวิเคราะห์เชื่อว่า Apple จะยังไม่รีบก้าวไปถึงจุดนั้นทันที อาจเริ่มจาก ชิป Wi-Fi แบบเดี่ยว ก่อนในปี 2026 แล้วจึงพัฒนาไปสู่การรวม Bluetooth และ Cellular ในรุ่นถัดไป เพื่อค่อย ๆ ทดสอบความเสถียรและความเข้ากันได้ของระบบ
Broadcom / Qualcomm vs Apple Wi-Fi Chip
เพื่อให้เข้าใจภาพชัดเจนมากขึ้น มาลองเปรียบเทียบกันระหว่าง ชิปจาก Broadcom/Qualcomm ที่ Apple ใช้อยู่ในปัจจุบัน กับ ชิป Wi-Fi ที่ Apple พัฒนาเอง
1. Broadcom และ Qualcomm: จุดแข็งและข้อจำกัด
- ข้อดี:
- มีเทคโนโลยีที่ผ่านการใช้งานมานาน ความเสถียรสูง
- รองรับมาตรฐาน Wi-Fi รุ่นใหม่อย่าง Wi-Fi 6E และ Wi-Fi 7
- เป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรม ทำให้มั่นใจได้ในด้านซัพพลายเชน
- ข้อจำกัด:
- Apple ไม่สามารถควบคุมการพัฒนาได้เต็มที่ ต้องรอผู้ผลิตอัปเดต
- การทำงานร่วมกับ iOS และ macOS อาจไม่แนบเนียนเท่ากับการออกแบบเอง
- ต้นทุนการจัดซื้อสูงขึ้น เมื่อเทียบกับการทำ In-House
2. Apple In-House Wi-Fi Chip: ความคาดหวัง
- ข้อดี:
- ออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับ macOS และ M-series ชิป ได้อย่างแนบเนียน
- มีการจัดการพลังงานที่ดีขึ้น ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ของ MacBook Air
- ลดขนาดพื้นที่บนบอร์ด ทำให้สามารถใส่แบตเตอรี่ใหญ่ขึ้นหรืออุปกรณ์อื่น ๆ เพิ่มเติม
- Apple สามารถปรับแต่งคุณสมบัติให้ตรงกับความต้องการ เช่น latency ต่ำสำหรับ FaceTime หรือ AirDrop
- ข้อจำกัด (ที่อาจเจอในช่วงแรก):
- รุ่นแรก ๆ อาจยังไม่รองรับฟีเจอร์ครบถ้วนเท่าคู่แข่ง
- ต้องใช้เวลาปรับปรุงเพื่อให้การเชื่อมต่อเสถียรในทุกสถานการณ์
ผลดีที่ผู้ใช้จะได้รับ
การที่ Apple พัฒนาชิปไร้สายเอง ไม่ใช่เพียงการ “ลดต้นทุน” เท่านั้น แต่ยังหมายถึง ประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น เช่น:
- การเชื่อมต่อที่เสถียรกว่า: ลดปัญหาสัญญาณหลุดเมื่อใช้งาน Wi-Fi หนัก ๆ เช่น ดูวิดีโอ 4K หรือเล่นเกมออนไลน์
- อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น: เพราะ Apple สามารถปรับแต่งการจัดการพลังงานให้เข้ากับ macOS ได้โดยตรง
- รองรับเทคโนโลยีในอนาคตได้เร็วกว่า: ไม่ต้องรอ Broadcom หรือ Qualcomm พัฒนาแล้วส่งมาให้ Apple เลือกใช้
เปิดตัวคาดการณ์ช่วงต้นปี 2026
จากข้อมูลที่หลุดออกมาก่อนหน้านี้ Apple ได้เริ่มทดสอบและพัฒนา MacBook Air M5 แล้ว โดยยังคงมีขนาด 13 นิ้ว และ 15 นิ้ว แบบเดียวกับ MacBook Air M4 โดยคาดว่าจะเปิดตัวใน ไตรมาสแรกของปี 2026
หากยึดตามแผนที่ Apple เดินมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ M1, M2 จนถึง M4 การอัปเกรด M5 น่าจะยังคงเน้น การประหยัดพลังงาน, ความบางเบา, และการทำงานร่วมกับ ecosystem ของ Apple ได้แนบเนียนยิ่งขึ้น
บทสรุป
แม้จะยังไม่ชัดเจนว่า Apple จะรวม Wi-Fi และ Bluetooth เข้าด้วยกันในรุ่น M5 หรือไม่ แต่สิ่งที่แน่นอนคือบริษัทกำลังเดินหน้าลดการพึ่งพา Broadcom และ Qualcomm อย่างจริงจัง
นี่อาจเป็นก้าวแรกที่จะทำให้ MacBook Air รุ่นปี 2026 แตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน ทั้งในด้าน ประสิทธิภาพการเชื่อมต่อ ความเสถียร และอายุการใช้งานแบตเตอรี่
Apple อาจยังเลือกที่จะก้าวเล็ก ๆ ทีละขั้น แต่ทุกก้าวหมายถึงการสร้าง ecosystem ที่แข็งแรงและควบคุมได้เองทั้งหมด ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นผู้ใช้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรง
ที่มา: wccftech





