
ในงาน FMS 2025 ล่าสุด Sandisk ได้เปิดตัว SSD ความจุสูงที่สุดรุ่นหนึ่งของอุตสาหกรรม ด้วยขนาดมหึมาถึง 256TB ซึ่งเป็น SSD ในระดับองค์กรที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงานที่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลหนาแน่นสูง เช่น ระบบคลาวด์, ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI), และดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่
เทคโนโลยี UltraQLC คืออะไร?
SSD ขนาด 256TB รุ่นใหม่นี้ใช้เทคโนโลยี UltraQLC ซึ่งเป็นแฟลชเมมโมรีแบบ QLC รุ่นใหม่ที่ Sandisk พัฒนาเอง โดยเน้นความจุสูง ควบคู่กับประสิทธิภาพและความเสถียรที่ระดับองค์กรต้องการ ตัวชิป NAND ที่ใช้คือ BiCS8 3D QLC ขนาด 2Tb พร้อมคอนโทรลเลอร์แบบมัลติคอร์ที่พัฒนาขึ้นใหม่โดยเฉพาะ รวมถึงเฟิร์มแวร์ที่ Sandisk ปรับแต่งเอง
นอกจากรุ่น 256TB แล้ว Sandisk ยังเปิดตัวรุ่น SN670 SSD ที่ใช้แพลตฟอร์ม UltraQLC เดียวกัน โดยมีขนาดเล็กกว่าคือ 128TB

จุดเด่นของ UltraQLC SSD
หนึ่งในเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจคือ Direct Write QLC ซึ่งช่วยให้คอนโทรลเลอร์เขียนข้อมูลลง QLC โดยตรงได้ทันที ไม่ต้องผ่าน SLC buffer แบบเดิมอีกต่อไป
ข้อดีคือ:
- ปลอดภัยจากการสูญเสียข้อมูลแม้ไฟดับทันที (Power-loss-safe writes)
- ลดขั้นตอนในการเขียนข้อมูล ทำให้ลด Latency
- ลดความซับซ้อนในการจัดการแคช
แม้ว่าการไม่ใช้ pseudo-SLC จะช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มความทนทาน แต่ก็อาจทำให้ประสิทธิภาพการเขียนโดยรวมช้ากว่ารุ่นที่ใช้ pseudo-SLC เพราะ NAND แบบ QLC โดยธรรมชาตินั้นเขียนข้อมูลได้ช้ากว่า SLC อยู่หลายเท่าตัว โดยทั่วไปอาจช้ากว่า 3–5 เท่าในสถานการณ์ที่โหลดหนัก
เพิ่มประสิทธิภาพด้วย Dynamic Frequency Scaling (DFS)
Sandisk ยังระบุว่า SSD รุ่นนี้มาพร้อมเทคโนโลยี Dynamic Frequency Scaling (DFS) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ถึง 10% โดยยังคงใช้พลังงานเท่าเดิม แม้ว่า Sandisk จะยังไม่เปิดเผยกลไกของ DFS อย่างละเอียด แต่คาดว่าเป็นการปรับความเร็วของคอนโทรลเลอร์และอินเตอร์เฟซให้เหมาะสมตามโหลดงานแบบเรียลไทม์
ฟีเจอร์ลดการสึกหรอ – Data Retention Profile
อีกหนึ่งจุดแข็งคือ Data Retention Profile ที่ช่วยลดการ Recycle NAND ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาข้อมูลไว้ได้นานถึง 33% ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งความทนทานของ SSD, ประสิทธิภาพการทำงานต่อเนื่อง และประหยัดพลังงานมากขึ้น
ตอบโจทย์องค์กรและระบบคลาวด์
Sandisk มองว่า SSD รุ่นใหม่นี้เหมาะสำหรับ:
- ผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscale CSPs)
- องค์กรที่กำลังสร้างระบบ AI และ Big Data
- งานที่ต้องการ ความหนาแน่นในการจัดเก็บข้อมูลสูง (High Density) และ ประสิทธิภาพที่เสถียร
- พื้นที่จัดเก็บที่มีข้อจำกัด เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการใช้พื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด
ประสิทธิภาพที่ต้องพิจารณา
ถึงแม้จะมีความจุที่สูงและเทคโนโลยีใหม่หลายอย่าง แต่ผู้ใช้งานทั่วไปอาจไม่เหมาะกับ SSD รุ่นนี้ เนื่องจาก QLC NAND โดยพื้นฐานนั้นมีความเร็วในการเขียนช้ากว่า SLC และ TLC พอสมควร และเมื่อไม่มี pseudo-SLC มาเสริมก็อาจเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นในงานที่ต้องการความเร็วสูง
ดังนั้น SSD รุ่นใหม่นี้ จึงถูกออกแบบมาสำหรับงานระดับองค์กรโดยเฉพาะ ไม่ได้เหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือสำหรับพีซีระดับบุคคล
สรุป
การเปิดตัว SSD ของ Sandisk ที่มีขนาดถึง 256TB ถือเป็นก้าวสำคัญในอุตสาหกรรมจัดเก็บข้อมูล โดยให้พื้นที่ระดับดาต้าเซ็นเตอร์ในรูปแบบ SSD เพียงลูกเดียว พร้อมด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่เน้นประสิทธิภาพ ความทนทาน และลดต้นทุนด้านพื้นที่และพลังงานในระยะยาว
แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าอาจอยู่ในระดับหลายแสนบาทต่อหน่วย ซึ่งเหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลอย่างจริงจัง
ที่มา: tomshardware





