
eGPU นับเป็นอุปกรณ์ที่มีพัฒนาการและใช้กันมายาวนานในยุคที่เริ่มมีโน้ตบุ๊กบางเบาใช้งานกัน กลายเป็นอุปกรณ์หลักในการทำงานและพกพา จุดเด่นสำคัญนั้น เป็นการลดข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพกราฟิกที่ไม่เพียงพอสำหรับการเล่นเกม AAA หรือการทำงานด้าน 3D และวิดีโอที่ซับซ้อน Razer Core X v2 ได้เข้ามาเป็นคำตอบสำหรับปัญหานี้ในฐานะ External GPU Enclosure ชั้นนำที่ช่วยให้คุณสามารถเชื่อมต่อการ์ดจอเดสก์ท็อปเข้ากับโน้ตบุ๊กได้ และวันนี้ เรานำข้อมูลบางส่วนมานำเสนอกันว่ามีความน่าสนใจอะไรบ้าง และจะเพิ่มพลังในการเล่นเกมกับโน้ตบุ๊กได้อย่างไร
Razer Core X v2 คืออะไร?
Razer Core X v2 กล่องใส่การ์ดจอภายนอก หรือ eGPU Enclosure รุ่นใหม่จาก Razer ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อการ์ดจอประสิทธิภาพสูงของเดสก์ท็อป (ทั้ง NVIDIA GeForce และ AMD Radeon) เข้ากับโน้ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่มีพอร์ต Thunderbolt™ โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้พลังกราฟิกระดับเดสก์ท็อปให้กับอุปกรณ์พกพาสามารถเล่นเกมที่ต้องการกราฟิกสูง, เรนเดอร์งาน 3D, หรือตัดต่อวิดีโอความละเอียดสูงได้อย่างราบรื่น

- หลังจากความสำเร็จของ Core X และ Core X Chroma โดยการมาถึงของ Core X v2 ถือเป็นพัฒนาการที่จำเป็นเพื่อรองรับการ์ดจอรุ่นใหม่ที่ทรงพลังและต้องการพลังงานมากขึ้น รวมถึงการอัปเกรดมาตรฐานการเชื่อมต่อให้ทันสมัยยิ่งขึ้น สำหรับผู้ใช้โน้ตบุ๊กบางเบาในไทยที่ต้องการประสิทธิภาพกราฟิกเพิ่มเติมโดยไม่ต้องซื้อ PC ใหม่ทั้งเครื่อง Razer Core X v2 จะเป็นโซลูชันที่น่าสนใจอย่างยิ่ง หากมีการปรับปรุงจากรุ่นเดิมให้ดีขึ้นในหลายๆ ด้าน
จุดเด่นและความน่าสนใจที่คาดว่าจะมาพร้อม Razer Core X v2:
การอัปเกรดมาตรฐานการเชื่อมต่อเป็น Thunderbolt 5 (หรือ Thunderbolt 4 ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด) ซึ่งแบนด์วิดธ์การเชื่อมต่อคือหัวใจสำคัญของ eGPU รุ่น Core X เดิมใช้ Thunderbolt 3 (40 Gbps) ซึ่งเพียงพอสำหรับยุคนั้น แต่สำหรับการ์ดจอรุ่นใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การอัปเกรดเป็น Thunderbolt 5 (ซึ่งมีแบนด์วิดธ์สูงถึง 80 Gbps และสามารถเพิ่มเป็น 120 Gbps ในบางโหมด) จะช่วยลดปัญหาคอขวด (Bottleneck) ได้อย่างมาก ทำให้การ์ดจอสามารถส่งข้อมูลไปยังโน้ตบุ๊กได้อย่างรวดเร็วและเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยคาดว่าเฟรมเรตในการเล่นเกมจะสูงขึ้นและมีความเสถียรมากขึ้น, ลดอาการกระตุก, และเพิ่มการตอบสนองโดยรวม ซึ่ง Thunderbolt 5 นั้นคือ Game Changer ที่แท้จริงสำหรับ eGPU และ Razer Core X v2 จะเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์แรกๆ ที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับการใช้การ์ดจอบนเดสก์ท็อปมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ Power Supply (PSU) ที่มีกำลังวัตต์สูงขึ้นและมีประสิทธิภาพดีขึ้น การ์ดจอรุ่นใหม่ๆ (เช่น NVIDIA GeForce RTX 40/50 series หรือ AMD Radeon RX 7000/8000 series รุ่นท็อป) มีอัตราการกินไฟ (TGP) ที่สูงขึ้นมาก

จากเดิมที่ Core X มี PSU 650W (จ่ายไฟให้การ์ดจอสูงสุด 500W) Razer Core X v2 อาจจะอัปเกรด PSU เป็น 750W หรือ 850W ที่ได้มาตรฐาน 80 Plus Gold หรือ Platinum เพื่อให้สามารถรองรับการ์ดจอรุ่นเรือธงในอนาคตได้อย่างสบายๆ และยังคงจ่ายไฟชาร์จโน้ตบุ๊ก (Power Delivery) ได้สูงสุดถึง 100W เช่นเดิม
เช่นเดียวกับในเรื่องการออกแบบภายในที่รองรับการ์ดจอขนาดใหญ่และหนาขึ้นได้ โดยเฉพาะการ์ดจอรุ่นใหม่ๆ ไม่เพียงแต่กินไฟมากขึ้น แต่ยังมีขนาดที่ใหญ่และหนาขึ้นมาก (มักจะมีความหนา 3-4 สล็อต) Razer Core X v2 จะมีการปรับปรุงการออกแบบแชสซีภายในให้กว้างขวางขึ้น เพื่อให้สามารถติดตั้งการ์ดจอขนาดใหญ่เหล่านี้ได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ และอาจมีการปรับปรุงระบบ Tool-less (การติดตั้งโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ) ให้ใช้งานง่ายยิ่งขึ้น
ระบบระบายความร้อนที่ดียิ่งขึ้น

Razer Core X v2 จะมาพร้อมกับพัดลมภายในที่มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือมี Airflow ที่ดีขึ้น, มีช่องระบายอากาศที่ออกแบบใหม่, และอาจมีการใช้วัสดุที่ช่วยในการระบายความร้อนได้ดีกว่าเดิม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความร้อนจากการ์ดจอจะถูกระบายออกไปอย่างรวดเร็ว และสิ่งสำคัญก็คือ ความเข้ากันได้กับโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ สามารถใช้งานร่วมกับโน้ตบุ๊ก Windows และ Mac (สำหรับรุ่นที่ยังรองรับ eGPU) ที่มีพอร์ต Thunderbolt ได้อย่างกว้างขวางที่สุด พร้อมทั้งปรับปรุงซอฟต์แวร์และไดรเวอร์เพื่อให้การเชื่อมต่อเป็นแบบ Plug-and-Play ที่ง่ายและเสถียรที่สุด
Razer Core X v2 เหมาะกับใคร?

- เกมเมอร์ที่ใช้โน้ตบุ๊กบางเบาเป็นหลัก: สำหรับผู้ที่มี Ultrabook หรือโน้ตบุ๊กทำงานที่ CPU แรง แต่ GPU ในตัวไม่เพียงพอ Core X v2 จะช่วยเปลี่ยนโน้ตบุ๊กของคุณให้กลายเป็น Gaming Rig ระดับไฮเอนด์ได้ทันทีเมื่อกลับถึงบ้าน
- นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ (Content Creators): สำหรับคนที่ทำงานตัดต่อวิดีโอ 4K/8K, ทำงานโมเดล 3D, หรือใช้โปรแกรมที่ต้องการพลังการประมวลผลจาก GPU อย่างหนัก Core X v2 จะช่วยลดระยะเวลาในการเรนเดอร์และทำให้การทำงานราบรื่นขึ้นอย่างมาก
- ผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่น: สามารถพกพาโน้ตบุ๊กที่บางเบาไปทำงานหรือเรียนนอกสถานที่ และกลับมาเชื่อมต่อกับ Core X v2 เพื่อรับประสิทธิภาพระดับเดสก์ท็อปได้ที่บ้านหรือที่ทำงาน
- ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จำกัด: เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นที่บนโต๊ะทำงานจำกัด และไม่ต้องการตั้งเคส PC ขนาดใหญ่
ภาพรวม Razer Core X v2
ถ้าดูจากแนวโน้มของเทคโนโลยีและทิศทางของตลาด เราสามารถมองเห็นภาพที่ชัดเจนว่ามันจะเป็นการอัปเกรดที่สำคัญและน่าตื่นเต้นอย่างแน่นอน ด้วยการนำมาตรฐานการเชื่อมต่อแห่งอนาคตอย่าง Thunderbolt 5 มาใช้, การอัปเกรด Power Supply ให้ทรงพลังขึ้น, การออกแบบที่ รองรับการ์ดจอขนาดใหญ่, และ ระบบระบายความร้อนที่ดียิ่งขึ้น จะทำให้ Razer Core X v2 สามารถปลดปล่อยศักยภาพของการ์ดจอรุ่นใหม่ๆ ได้อย่างเต็มที่ และให้ประสิทธิภาพในการเล่นเกมใกล้เคียงกับการใช้งานบนเดสก์ท็อปมากที่สุดนั่นเอง





